วันนี้ (12 เม.ย. 69) นายกัณวีร์ สืบแสง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร กล่าวถึงกรณีที่กองทัพเมียนมา ใช้เครื่องบินลงระเบิดลงในพื้นที่โรงพยาบาลค่ายผู้ลี้ภภัยอิทูท่า รัฐกระเหรี่ยง ชายแดนไทยด้าน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน
“เพิ่งพูดเรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมา และท่าทีของรัฐบาลไทยชุดนายอนุทินฯ ที่ รมว.กต.อย่างทูตสีหศักดิ์ฯ ได้ส่งสาส์นไปแสดงความยินดีกับ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย และพร้อมกล่าวว่ารัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายอนุทินฯ ยินดีและพร้อมทำงานกับรัฐบาลของมิน อ่อง หล่าย ด้วยความซาบซึ้ง”
นายกัณวีร์ กล่าวว่าแน่ใจนะว่ารัฐบาลไทยจะจับมือกับรัฐบาลเมียนมา มือที่เปื้อนเลือดของมิน อ่อง หล่าย กับใจที่เหี้ยมโหดที่สามารถเลือกเป้าหมายเป็นโรงพยาบาลที่มีผู้บาดเจ็บหลักร้อยในการโจมตี และเลวร้ายที่สุดกับประเทศไทย คือ การเลือกเป้าหมายที่ติดชายแดนไทย มีแค่น้ำสาละวินไม่กี่เมตรเป็นชายแดนที่กั้นอยู่ และที่หนักที่สุด คือ หากใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด มันจะไม่ข้ามน่านฟ้าไทยได้อย่างไร เพราะเครื่องบินต้องบินมาจากฐานที่อยู่ด้านใน ไม่ได้บินเลาะชายแดนมา !! ไทยเราทำอะไรเป็นการเตือน หรือเป็นการตอบโต้ทางการทหารว่ารุกล้ำอธิปไตยไทยหรือไม่
“ผมเพิ่งกลับจากชายแดนเมียนมาเมื่อคืน ไปดูสถานการณ์ที่กองกำลังกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมาต่อสู้กับทหารเมียนมาบริเวณชายแดนฝั่งแม่สอด เพราะมันกระทบกับฝั่งไทย เพราะเมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมีมีเด็กฝั่งไทยถูกลูกหลงจากลูกปืน M79 ที่ยิงเข้ามา สถานการณ์รุนแรงครับ ไม่สงบ ผมมีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนกับทหารทุกฝ่าย ทราบว่ามันคงยากเหลือเกินในเรื่องสันติภาพ หากเมียนมายังมีการปกครองอย่างนี้ ไทยเตรียมรับผลกระทบต่อไปเรื่อยๆ หากไม่คิดจะเตรียมพร้อมจะทำอะไรในเชิงรุก”
นายกัณวีร์ กล่าวว่าตนเสนอไปหลายทีเรื่องโซนปลอดภัย (Safety Zone) และ ระเบียงมนุษยธรรม (Humanitarian Corridor) จากความร่วมมือของประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมาทั้ง 5 ประเทศ ตนเคยเห็นในช่วงรัฐบาลแพทองธารฯ ที่พยายามนำประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมามาคุย แต่ก็หยุดไป หากรัฐบาลอนุทินฯ จะนำความคิดนี้กลับมาก็ไม่แปลก แต่เสนอให้ทำมากกว่า คือทำทั้ง Humanitarian Corridor กับ Safety Zone เสียเลย ไม่ใช่แค่เชิญมาคุยเฉยๆ
พื้นที่ชายแดนของเมียนมา ซึ่งมีความยาวรวม 6,697 กิโลเมตร ครอบคลุมประเทศเพื่อนบ้าน 5 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย (1,643 กิโลเมตร) ไทย (2,416 กิโลเมตร) จีน (2,129 กิโลเมตร) ลาว (238 กิโลเมตร) และบังกลาเทศ (271 กิโลเมตร) เป็นพื้นที่สำคัญต่อทหารเมียนมา เพราะทหารเมียนมาได้รักษาความสัมพันธ์ในลักษณะ “คงสภาพเดิม (status quo)” โดยเฉพาะกับไทย จีน และอินเดีย ซึ่งใช้แนวทางที่ไม่เปิดเผยมากนักเพื่อคงไว้ซึ่งความร่วมมือระยะยาว
ส่วนด้านบังกลาเทศ เมียนมายังคงเผชิญกับวิกฤตโรฮิงญา แต่ทั้งสองฝ่ายตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการหาทางออก ขณะที่ชายแดนเมียนมา–ลาวยังคงสงบมานานหลายทศวรรษ
ดังนั้นจึงมีเหตุผลที่จะเชื่อว่ารัฐบาลเมียนมาจะยังคงดำเนินความสัมพันธ์ชายแดนอย่างระมัดระวัง ซึ่งเปิดโอกาสให้ประเทศเพื่อนบ้านสามารถรวมตัวกันเป็นกลุ่มหารือ โดยมีส่วนร่วมทั้งกับรัฐบาลเมียนมา และฝ่ายตรงข้ามได้ สามารถพูดคุยตกลงกันเพื่อจะได้รับการรับรองจากทุกฝ่ายและนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ผมขอให้ข้อมูลต่อรัฐบาลอนุทินฯ นะครับ หากชวนเพื่อนบ้านทั้งหมดของเมียนมาได้ โดยมาคุยเรื่อง Safety Zone ว่าไม่ให้มีปฏิบัติการทางทหารใดๆ ของทุกฝ่ายจากชายแดนและลึกเข้าไปในเมียนมา 5 กม. และเปิดโอกาสให้ส่งความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมผ่านระเบียงมนุษยธรรม (Humanitarian Corridor) ได้ มันจะเป็นความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (Creative Initiative) ที่ทำให้ไทยแสดงบทบาทการเป็นผู้นำได้เป็นอย่างดีนะครับ “
นายกัณวีร์ กล่าวย้ำว่า ฝากรัฐบาลอนุทินฯ ว่าไอเดียมีแล้ว ลองคิดพิจารณากันว่าจะเริ่มและต่อยอดกันยังไง หากไม่ทำอะไร ผลประโยชน์ของประเทศชาติ และพี่น้องประชาชนชาวไทยบริเวณชายแดนจะได้รับผลกระทบต่อไปเรื่อยๆ
นายกัณวีร์ ยังกล่าวถึง กรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้แบ่งงานรองนายกรัฐมนตรี ให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีคุมงานความมั่นคง โดยระบุว่า งานความมั่นคง ไม่ใช่ที่คุณจะมาทำ “คนละครึ่งพลัสได้นะ ” รัฐบาลอนุทินจะเละไปทุกด้านก่อนทำหน้าที่ให้เป็นชิ้นเป็นอันจริงๆ หรือ !!
“นายกฯ ดู สมช. กอ.รมน. ศรชล รองสีหศักดิ์ฯ ดู สขช. และ ศอ.บต. ?!? เฮ้ย !! นี่คือเสียงของคนที่ทำงานด้านความมั่นคงนะครับ ตกใจ ทำไมไม่รู้งานด้านความมั่นคงจริงๆ เหรอ ?? หรือใครให้คำแนะนำท่านมาอย่างนี้ ?? หากมีที่ปรึกษาคนไหนบอกท่านมาให้ทำอย่างนี้แล้วท่านทำตามอ่ะนะ ผมขอเสนอครับ เปลี่ยนคนคนนั้นเสียทันที”
นายกัณวีร์ กล่าวว่า ในสถานการณ์โลกและความมั่นคงที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ในปี 2569 คุณ นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้รับผิดชอบงานด้านความมั่นคงแบบเบ็ดเสร็จ งานสถานการณ์โลกจากตะวันออกกลางและมันจะขยายไปทุกภูมิภาคของโลกใบนี้ เค้าเพิ่งเจรจากันเมื่อวานนี้ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ปากีสถาน คิดว่ามันจะจบเหรอ
นายกัณวีร์กล่าวว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา รัฐบาลชุดนี้จะยกเลิก MOU 44 แต่ไม่เคยบอกแผนว่าจะทำไงต่อ แล้วมันจะจบมั้ย ?? แล้วมันจะลามไป MOU 43 คุณจะทำยังไง ?? พี่น้องชายแดนไทย-กัมพูชา คุณมีแผนอะไรยัง
สถานการณ์ชายแดนฝั่งตะวันตกกัมเมียนมา รบกันทุกวัน ลูกหลงเข้ามาไทยจนคนไทยได้รับบาดเจ็บตั้งหลายราย นี่มิน อ่อง หล่าย กระโดดขึ้นเป็นประธานาธิดี จนทูตสีหศักดิ์ฯ ต้องรีบส่งศาสน์ไปแสดงความดีใจว่าจะทำงานร่วมกัน ทั้งๆ ที่โลกกร่นด่ามิน อ่อง หล่ายว่าเป็นผู้ทำลายประชาธิปไตยโดยมีมือเปื้อนเลือดปลิดชีวิตผู้เรียกร้องประชาธิปไตยหลักหมื่นๆ แล้วมันจะกระทบกับไทยยังไง
“สถานการณ์ชายแดนใต้ คราวนี้เละเทะอย่างไม่สามารถกลับไปสู่การกลัดกระดุมเม็ดแรกที่ถูกต้อง คุณใช้การแบ่งแยกและปกครอง (Divide and Rule) นายกฯ ดู กอ.รมน.โดยตำแหน่ง รองสีหศักดิ์ฯ ดู ศอ.บต. โดยการมอบหมาย บอกเลยเละ !! คิดอะไร ?? ทำอะไรกัน ?? คุณจะทำให้ช่องว่างในการปฏิบัติงานมันกว้างยิ่งขึ้น ประชาชนจะลำบากขึ้น เพราะสง่วนนราชการในพื้นที่มีนายคนละคน รายงานคนละช่อง และไม่บูรณาการงานกัน คุณคิดอะไรของคุณ “
นายกัณวีร์ กล่าวด้วยว่า นี่ยังมีงานสแกมเมอร์และคอลเซนเตอร์ ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ รอบประเทศ แล้วคุณมาทำอะไรที่มันดูไม่ฉลาดเลย โดยเฉพาะการผ่าตัดงานด้านความมั่นคง ทั้งๆ ที่เค้าพยายามบูรณาการ แต่คุณกลับ Divide and Rule และทำให้การบูรณาการงานข่าว ของประชาคมข่าวกรอง ต้องทำให้เป็นการที่ว่า “เดี๋ยวผมถามนายผมก่อนนะ คือมี 2 หัวแระ !!” “หัวนายกฯ” กับ “หัวรองนายก” !!
“ใครกันบอกคุณให้ทำอย่างนี้ งานความมั่นคงไม่ใช่ “คนละครึ่ง พลัส” อย่างที่คุณถนัดนะ !! ดูสถานการณ์โลกด้วย มีคนถนัดด้านความมั่นคงหลายคน ได้บอกคุณไปแล้วผมเชื่อ ว่า คุณควรจะมี รองนายกฯ ด้านความมั่นคงคนเดียว เก่งๆ มารับผิดชอบ หากนักการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบันฝ่ายบริหารไม่สามารถจัดการงานด้านความมั่นคงได้ !! หรือจริงๆ แล้วรัฐบาลอนุทินนี้ ไม่ได้ให้ความสนใจงานด้านความมั่นคงเลย “
นายกัณวีร์ กล่าวว่า ขอบอกไว้ในฐานะที่เคยทำงานใน สมช.และยังทำงานด้านความมั่นคง ข้าราชการจะทำหน้าที่ของข้าราชการ เค้าไม่ได้เป็นนักการเมือง ที่ต้องใช้การตัดสินใจในฐานของประชาชนที่เป็นฐานเสียงของคุณ รัฐบาลอนุทินฯ จะไม่ได้การตัดสินใจด้านความมั่นคงบนเจตจำนงทางการเมือง จากการเสนอของ เลขา สมช. ใดๆ ทั้งสิ้น
“ผมเตือนให้ คุณไปดูตอน พล.อ.วินัย ภัททิยกุล เป็นเลขา สมช. สุดท้ายมันจบตรงไหน ?? ไปอ่านให้ดี ซึ่งนายกฯ ก็น่าจะเป็นนักการเมืองแล้วในตอนนั้น และผมก็เป็นเจ้าหน้าที่ สมช.ในตอนนั้นเช่นกัน” นายกัณวีร์ กล่าวย้ำ
