
เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 องค์กรชุมชนชาวกะเหรี่ยงจากทั่วโลกได้เขียนจดหมายเปิดผนึก แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อแผนการเดินทางเยือนกรุงเนปิดอว์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย โดยระบุว่าการเยือนดังกล่าวอาจถูกกองทัพเมียนมานำไปใช้สร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจที่ไม่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
ในจดหมายระบุว่า กลุ่มผู้ลงนามจำนวนมากเป็นผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงที่ต้องหลบหนีความรุนแรงจากกองทัพเมียนมา และอาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทยมาหลายทศวรรษ รู้สึกความกังวลว่าการพบปะกับผู้นำรัฐบาลทหาร ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงต่อพลเรือนจำนวนมาก อาจถูกตีความว่าเป็นการสนับสนุนทางการเมือง
องค์กรกะเหรี่ยงยังชี้ให้เห็นว่า นับตั้งแต่การรัฐประหารในเมียนมาเมื่อปี 2564 สถานการณ์ความรุนแรงยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายพลเรือน การจับกุมโดยพลการ การบังคับเกณฑ์ทหาร และการละเมิดสิทธิมนุษยชนในวงกว้าง
จดหมายยังอ้างถึงเหตุการณ์ล่าสุด ที่เครื่องบินรบของกองทัพเมียนทิ้งระเบิดใส่โรงพยาบาลบริเวณริมแม่น้ำสาละวิน ตรงข้ามจังหวัดแม่ฮ่องสอน ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก พร้อมระบุว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้สะท้อนถึงการไม่เคารพต่อบทบาทของไทยและความพยายามของอาเซียนในการแก้ไขวิกฤต
นอกจากนี้ กลุ่มผู้ลงนามยังเน้นย้ำว่า ฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน โดยเฉพาะข้อเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงโดยทันที ยังไม่เกิดความคืบหน้า และกองทัพเมียนมายังคงละเมิดข้อตกลงดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง องค์กรกะเหรี่ยงเรียกร้องให้รัฐมนตรีต่างประเทศไทยพิจารณาทบทวนหรือยกเลิกการเดินทางครั้งนี้ และหากยังคงเดินทางต่อไป ควรใช้บทบาทของไทยในอาเซียนกดดันกองทัพเมียนมาให้ยุติความรุนแรงต่อพลเรือนโดยไม่มีเงื่อนไข
จดหมายยังระบุด้วยว่า ปัญหาความไม่มั่นคงตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม อาชญากรรมข้ามชาติ และศูนย์หลอกลวง ล้วนมีรากเหง้ามาจากกองทัพเมียนมา
“ประเทศไทยควรพิจารณาความร่วมมือกับโครงสร้างการปกครองท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งกำลังพยายามสร้างระบบบริหารและความมั่นคงในระดับพื้นที่ แทนการมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลทหาร องค์กรกะเหรี่ยงขอบคุณต่อรัฐบาลและประชาชนไทยที่ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยมาอย่างยาวนานตลอดหลายทศวรรษ”จดหมายระบุ
รศ.นฤมล ทับจุมพล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวการเตรียมตัวเยือนพม่าของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยว่า ตกลงรัฐบาลไทยจะทำ constructive engagement (สัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์)กับพม่า หรืออย่างไรซึ่งก็ไม่ชัดเจน แม้พม่าจะแสดงท่าทีด้วยการปล่อยนักโทษการเมืองบางคน แต่ก็ไม่ชัดเจนว่าคนที่ถูกปล่อย กว่า 4,000 คนนี้เป็นนักโทษการเมืองหรือไม่
“การที่รัฐบาลไทยไปเยี่ยมรัฐบาลพม่า ตกลงฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนเกี่ยวกับพม่า ก็เจ๊ง five point consensus ที่ตกลงกันไว้ก็ล่มสลาย การที่รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยไปแสดงความยินดีที่พม่าแปลว่าไทยไม่ได้สนใจอาเซียนแล้วใช่หรือไม่และ ไม่รู้ว่าทางฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นประธานอาเซียนคิดอย่างไร ดูเหมือนรัฐบาลไทยกำลังจะเลือกนโยบายต่างประเทศแบบไผ่ลู่ลม (bamboo diplomacy)”รศ.นฤมล กล่าว