
เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ภายหลังจากที่กองทัพพม่าส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดถล่มสถานพยาบาล โบสถ์และโรงเรียนในเขตอุทยานสันติภาพสาละวิน ฝั่งรัฐกะเหรี่ยง ฝั่งตรงข้ามอุทยานแห่งชาติสาละวิน ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน และมีระเบิด 1 ลูกพลาดมายังฝั่งไทย ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์นายโพดา ชาวกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสถานพยาบาล “อูมีท่า” ที่กลายเป็นเป้าหมายของการโจมตีในครั้งนี้ ว่าเมื่อประมาณ 6 ปีก่อน ชาวกะเหรี่ยงที่อยู่ชายแดนไทยพม่า ได้ร่วมกันริเริ่มก่อสร้างและดำเนินการสถานพยาบาลแห่งนี้ โดยที่ไม่ได้มีงบประมาณ แต่ร่วมกันเพราะเห็นว่าจำเป็นต้องมีสถานพยาบาลที่ชายแดนบริเวณนี้ เพื่อรักษาคนไข้ จึงช่วยกันสร้างขึ้นมา แต่ในวันนี้มาโดนถล่มจนเสียหายพังยับเยินแบบนี้ชาวบ้านต่างก็รู้สึกเสียใจ
“ได้ยินเสียงระเบิด และหลังเกิดเหตุได้มาดู ได้เห็นกับตาตัวเองว่าอาคารต่างๆ ที่เราช่วยกันสร้างมา พังพินาศ แบบนี้ก็ไม่อยากทำอะไรแล้ว คิดไม่ออก ถามว่ารัฐบาลพม่า มินอ่องหลาย เขาส่งเครื่องบินมาถล่มให้โรงพยาบาลของประชาชนเสียหายแบบนี้มีประโยชน์มั้ย ตอบเลยว่าไม่มี โรงพยาบาลเล็กๆ นี้มีแต่คนยากคนจนที่มารักษา เขาเจ็บมาเราก็ดูแล คนมีเงินมีทองเขาก็ไปที่อื่น คิดแล้วช้ำใจ”นายโพดา กล่าว
ผู้ก่อตั้งสถานพยาบาลชาวกะเหรี่ยงกล่าวว่า ที่นี่นอกจากรักษาคนแล้ว ยังมีการอบรมเจ้าหน้าที่สาธารณสุข จากพื้นที่รัฐกะเหรี่ยงกองพลต่างๆ ไปถึงตองอู รัฐคะเรนนี และรัฐอื่นๆ ด้วย เพราะในพม่าประชาชนต้องดูแลตัวเอง เราสอนการพยาบาลและสาธารณสุขเบื้องต้น อบรมแล้วก็เดินทางไปทำงานที่ต่างๆ ปีต่อมาก็กลับมาอบรมเพิ่มเติมในชั้นที่สูงขึ้น ตอนนี้นักเรียนสาธารณสุขกำลังเตรียมสอบ แต่ทุกอย่างก็พังลง ต้องแตกกระเจิงหนีตาย”
โพดาเล่าว่า คนหนุ่มคนสาวที่มาอบรมเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขนี้ เป็นเยาวชนที่รักแผ่นดินเกิด ไม่อยากอพยพไปที่อื่น แต่อยากหาความรู้ เพื่อกลับไปช่วยดูแลประชาชนในแผ่นดินของตนเอง
“เราเปิดสถานพยาบาลนี้เพื่อช่วยประชาชน ไม่ใช่ช่วยทหารหรืออะไรแบบนั้น ตรงนี้อยู่ริมแม่น้ำสาละวิน ใกล้บ้านม่สามแลบ เดินทางมาสะดวก หากรักษาไม่ไหวจริงๆ เราก็ช่วยให้ไปทางฝั่งไทย ที่ผ่านมาเป็นเงินบริจาค จากชาวกะเหรี่ยงทั้งในไทยและที่ย้ายไปอยู่ต่างประเทศ ช่วยกัน ร่วมกัน เงินเราไม่เยอะแต่เห็นว่าสำคัญ” นายโพดา กล่าว
ทั้งนี้สถานพยาบาลอูมิท่ามี เจ้าหน้าที่ชาย 12 คน หญิง 13 คน ทำหน้าที่หมอ พยาบาล และงานสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง โดยปกติแต่ละเดือนมีชาวบ้านมารักษาไม่ตำกว่า 250-300 คน ในช่วงปี 2568 บางเดือนชาวบ้านมารับการรักษา 600 คน รวมทั้งมีบริการแม่และเด็ก ฝากครรภ์และผดุงครรภ์
“เด็กๆ ที่แม่มาฝากท้อง เราดูแล และเกิดที่นี่หลายสิบคน ตอนนี้ไม่เหลือแล้ว” นายโพดากล่าวและว่าหลังเกิดเหตุ ตอนนี้ก็พยายามตั้งหลัก ดูสถานการณ์ก่อนว่าจะเริ่มใหม่อย่างไร และมีการหารือกันว่าจะต้องทำหนังสือถึงรัฐบาลไทยและนานานาชาติ ประนามการกระทำของกองทัพพม่า
“น่าอายมากที่เขาโจมตีโรงพยาบาลแบบนี้ มาทิ้งระเบิดตูมๆ ครั้งเดียวจบ โชคดีที่เราพอจะรู้ตัวก่อน ได้ให้ย้ายคนไข้ไปก่อนแล้ว มีคนงานที่ซ่อมแซมทำงานอยู่แต่ไม่มีใครเป็นอะไร โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไรร้ายแรง เราสำรวจพบว่าความเสียหายเยอะ อาคารโรงพยาบาลเสียหายบางส่วน หากจะต้องซ่อมแซมก็ทำได้”นายโพดา กล่าว และว่า ก่อนหน้าที่เรารู้ว่าพม่าจะมาโจมตี ได้มีโดรนมาสอดแนมแทบทุกสัปดาห์ บินมาตอนค่ำๆ เราได้ยินเสียง เห็นแสงไฟจากโดรน เราก็เตือนกัน และค่อยๆ เตรียมการย้ายคนออก
ผู้ก่อตั้งสถานพยาบาลอูมีท่ากล่าวว่า ความเสียหายขนาดนี้ ภายในสองสัปดาห์นี้คงยังไม่สามารถไม่รับคนไข้ได้แน่ ตอนนี้ยังทำอะไรไม่ถูก คิดอะไรไม่ออก หากเป็นค่ายทหารเขาอยากรบอยากโจมตีก็ว่าไป แต่ตรงนี้เป็นสถานพยาบาล ของชาวบ้าน คนยากคนจน มารักษา เขาทำลายได้อย่างไร
ขณะที่องค์กรกะเหรี่ยงเรียกร้องคว่ำบาตรอาวุธกับกองทัพพม่า โดยเครือข่ายสนับสนุนสันติภาพกะเหรี่ยง (KPSN) และคณะกรรมการบริหารอุทยานสันติภาพสาละวิน ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีทางอากาศของกองทัพเมียนมาในพื้นที่เขตจังหวัดมูตรอว์ (ผาปูน) รัฐกะเหรี่ยงตอนเหนือ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องระหว่างวันที่ 10–16 เมษายน ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย บาดเจ็บ 14 ราย และอาคารพลเรือนจำนวนมากถูกทำลาย
ทั้งนี้เมื่อคืนวันที่ 10 เมษายน เครื่องบินรบของกองทัพเมียนมาได้ทิ้งระเบิดใส่หมู่บ้านพอว์ท่า อำเภอบูโส่ ทำให้ชายวัย 80 ปีเสียชีวิต และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 3 ราย บ้านเรือน 4 หลังและวัด 1 แห่งถูกทำลาย ขณะที่คืนถัดมา มีการทิ้งระเบิดใส่หมู่บ้านอูมีท่า ส่งผลให้อาคารสถานพยาบาลได้รับความเสียหาย ต่อมาในวันที่ 13 เมษายน มีการใช้ระเบิดแบบคลัสเตอร์โจมตีพื้นที่เดปูโน่ เขตอำเภอหลู่ ซอ ทำให้อาคารสาธารณะถูกทำลาย
ในวันที่ 14 เมษายน กองทัพเมียนมาได้เพิ่มความรุนแรงด้วยการใช้เครื่องบินรบและเครื่องบินแบบ Y-12 เกือบ 100 ลูกใส่หมู่บ้าน ส่งผลให้อาคารเรียนของวิทยาลัย และโรงเรียนมัธยมต้น 6 หลัง ห้องสมุด 2 แห่ง และอาคารโบสถ์ของโรงเรียนมัธยมปลายถูกทำลาย สถานการณ์เลวร้ายลงในวันที่ 15 เมษายน เมื่อเครื่องบินรบ 2 ลำและเครื่องบิน Y-12 ทิ้งระเบิดรวมกว่า 70 ลูกใส่หมู่บ้านเฆ ปา ท่า ขณะชุมชนกำลังจัดพิธีทางศาสนา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และในวันถัดมา ขณะกำลังจัดพิธีศพให้ผู้เสียชีวิต หมู่บ้านดังกล่าวถูกโจมตีซ้ำด้วยระเบิดและการยิงจากอากาศ ทำให้มีผู้บาดเจ็บเพิ่มเติม รวมเป็น 11 รายในช่วงสองวัน บ้านเรือน 28 หลัง โบสถ์ 2 แห่ง อาคารเรียน และหอพักนักเรียนถูกทำลายอย่างหนัก
แถลงการณ์ยังระบุว่า หลังการเลือกตั้งที่ถูกมองว่าไม่ชอบธรรมเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา พลเอกมิน อ่อง หลาย (Min Aung Hlaing) ได้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี และส่งมอบตำแหน่งผู้บัญชาการทหารให้กับ ยี วิน อู (Ye Win Oo) แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง แต่การใช้ความรุนแรงต่อพลเรือนกลับเพิ่มสูงขึ้น KPSN และคณะกรรมการอุทยานสันติภาพสาละวิน เรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศเพิ่มแรงกดดันต่อกองทัพเมียนมาอย่างเร่งด่วน เพื่อยุติการโจมตีพลเรือน พร้อมเรียกร้องให้มีการคว่ำบาตรอาวุธและเชื้อเพลิงอากาศยานต่อรัฐบาลเนปิดอว์ และให้ผู้ให้ทุนระหว่างประเทศเร่งสนับสนุนความช่วยเหลือข้ามพรมแดนแก่ผู้ได้รับผลกระทบ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยที่ยังคงรุนแรงในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง และความท้าทายในการคุ้มครองพลเรือนในพื้นที่ความขัดแย้งที่ยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลาย