เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับข้อมูลจากชาวบ้านในพื้นที่ ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย ว่ามีการรายงานจุดความร้อน (Hotspot) ผิดพลาดโดยจุดที่ระบุอยู่ระหว่างเขตหมู่บ้านจะทอและผามูบ ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย โดยจุดความร้อนดังกล่าวหน่วยงานราชการระบุว่า เป็น“ไร่ข้าวโพดและไร่หมุนเวียน” ของชาวบ้าน แต่ชาวบ้านแย้งว่าบริเวณดังกล่าวเป็นป่าธรรมชาติ ซึ่งไม่มีแปลงเกษตรใดๆ
ชาวบ้านในพื้นที่กล่าวว่า การรายงานจุดความร้อนผิดพลาด ส่งผลให้เกิดข้อสงสัยต่อความถูกต้องของข้อมูลพร้อมตั้งคำถามว่าการระบุเช่นนี้ เพื่อต้องการสร้างความเข้าใจผิดและให้ร้ายต่อวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์หรือไม่ เนื่องจากบริเวณนี้เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและเตรียมอุทยานซึ่งที่ผ่านมาชาวบ้านกับอุทยานเกิดปัญหากระทบกระทั่งกันมาโดยตลอด เนื่องจากที่ผ่านมาชาวบ้านได้คัดค้านการประกาศเขตอุทยานฯในหลายพื้นที่ซึ่งทับที่ดินทำกินของชาวบ้าน
ชาวไทยเชื้อสายลาหู่รายหนึ่งกล่าวว่า พื้นที่ที่เกิดไฟไหม้เป็นเขตป่าสงวน ชาวบ้านไม่ได้เข้าไปใช้ประโยชน์แต่อย่างใด ส่วนพื้นที่เกษตรใกล้เคียงก็ไม่ได้ใช้การเผา โดยส่วนใหญ่เป็นสวนยางพารา สวนลำไย และสวนสับปะรด แม้มีการปลูกข้าวโพดจริง แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรได้ปรับเปลี่ยนวิธีจัดการ โดยใช้สารชีวภาพหรือสารเคมีช่วยให้ต้นแห้งก่อนเก็บเกี่ยว เพื่อปรับตัวตามกฎหมายที่ห้ามเผา
ทั้งนี้ชาวบ้านหลายรายให้ข้อมูลว่า ชุมชนเลิกทำไร่หมุนเวียนมานานกว่า 30 ปีแล้ว และคนรุ่นใหม่แทบไม่เคยมีประสบการณ์กับการทำเกษตรรูปแบบดังกล่าว จึงอยากเรียกร้องให้รัฐตรวจสอบพิกัด Hotspot ในพื้นที่ ต.แม่ยาว ใหม่ เพราะความคลาดเคลื่อนดังกล่าวทำให้ชาวบ้านตกเป็นจำเลยสังคม
ด้าน ผศ.ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า กรณีนี้สะท้อนปัญหาความน่าเชื่อถือของข้อมูลจุดความร้อนจากภาพถ่ายดาวเทียม หากไม่มีการตรวจสอบซ้ำในพื้นที่จริง อาจนำไปสู่ข้อผิดพลาดในวงกว้างโดยในแต่ละปีมีการรายงานจุดความร้อนจำนวนหลายพันจุด หากข้อมูลตั้งต้นมีความคลาดเคลื่อน ก็อาจส่งผลต่อการวิเคราะห์สาเหตุไฟป่าและนโยบายของรัฐ รวมถึงสร้างความเสียหายต่อชุมชน โดยเฉพาะเมื่อมีการเหมารวมว่าไฟป่าเกิดจาก “ไร่หมุนเวียน” ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ใช่
“เมื่อไฟไหม้ในพื้นที่ป่าสงวน แต่ถูกบันทึกว่าเป็นไร่หมุนเวียน เท่ากับเป็นการโยนความรับผิดชอบให้ชาวบ้าน ทั้งที่เขาไม่ได้เกี่ยวข้อง”ผศ.ดร.ไชยณรงค์ กล่าว
นายพฤ โอ่โด่เชา ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงจาก อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ไร่หมุนเวียน มีลักษณะแตกต่างจากไร่ข้าวโพดโดยสิ้นเชิง โดยไร่หมุนเวียนเป็นระบบเกษตรดั้งเดิมที่ใช้ปลูกพืชหลากหลายรวมกัน โดยเฉพาะข้าว และมีการฟื้นฟูดินตามธรรมชาติ ไม่ใช่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างข้าวโพดหรือกะหล่ำปลี
“หากข้อมูลของรัฐยังคงคลาดเคลื่อนและถูกนำไปใช้เป็นสถิติในอนาคต อาจทำให้ชุมชนที่ยังคงทำไร่หมุนเวียนอยู่ ถูกกดดันจากสังคมโดยไม่เป็นธรรม ทั้งที่ระบบเกษตรแบบไร่หมุนเวียน มีบทบาทในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ”นายพฤ กล่าว
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา กลุ่มนักวิชาการจากหลากหลายสถาบันประกาศจัดตั้ง “เครือข่ายวิชาการเพื่ออากาศสะอาดและสุขภาพ” ผนึกกำลังภาคประชาสังคม องค์กรเอกชน สภาลมหายใจ และเครือข่ายอากาศสะอาด (ThaiCAN) เพื่อส่งสัญญาณถึงรัฐบาลและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งยืนยันร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ให้ทันตามกรอบกฎหมายภายใน 60 วันหลังเปิดสภาฯ ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 24 เมษายนนี้
