Search

KNU ไม่เชื่อ “มินอ่องหล่าย”ต้องการเจรจาสันติภาพกับกองกำลังฝ่ายต่อต้านจริง ระบุขณะกำลังเชิญก็เข่นฆ่า-ทิ้งระเบิดต่อเนื่อง-แนะย้อนดูอดีตไม่เคยปฎิบัติตามหลักการของอาเซียน

วันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569 พะโด่ซอตอนี โฆษกสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union-KNU) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา เชิญกลุ่มกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ที่เป็นฝ่ายต่อต้านร่วมเจรจาสันติภาพรอบใหม่ ว่า ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะว่าหลังการยึดอำนาจในปี พ.ศ. 2564 เขาเรียกร้องหลายรอบแล้ว แต่ขณะที่เชิญเจรจากองทัพพม่าก็เข่นฆ่า ทำลายชุมชน ทิ้งระเบิดอย่างต่อเนื่อง และหนักขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ชาวบ้านกลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (Internally Displaced Persons: IDPs) กว่า 4–5 ล้านคน ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ปรากฏชัดเจน ดังนั้นสิ่งที่พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ทำไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย

“ตอนนี้เขาทำการเลือกตั้งแบบหลอกๆ เขาก็กลายเป็นประธานาธิบดีแล้ว แต่สำหรับพวกเราไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เป็นเพียงการเปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดทหารเป็นชุดพลเรือน ดังนั้นสิ่งเหล่านี้ปรากฏชัดเจนว่า การเข่นฆ่า ทำร้ายประชาชน เผาทำลายบ้านเรือนและชุมชน ไม่จบไม่สิ้นสักที พวกเราอยากบอกว่า ประเทศพม่าในฐานะสมาชิกของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asian Nations: ASEAN) หลัก 5 ประการ หรือ “ฉันทามติ 5 ข้อ” (Five-Point Consensus) ที่อาเซียนเห็นชอบเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2564 พม่าไม่ปฏิบัติตามสักข้อเลย”พะโด่ซอตอนี กล่าว

โฆษก KNU กล่าวว่า 1.ต้องหยุดยั้งการใช้ความรุนแรงในพม่าโดยทันที และทุกฝ่ายต้องใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างเต็มที่ ข้อนี้ไม่มีสิ่งใดปรากฏให้เห็นเลย กองทัพพม่าไม่เคยปฏิบัติตามมติที่มีการตกลงกันไว้เลย ดังนั้นเราไม่เห็นผลลัพธ์เชิงบวก หรือแนวทางที่สว่างเลย

2. อาเซียนจะให้ความช่วยเหลือผ่านศูนย์ประสานงานความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของอาเซียน (ASEAN Coordinating Centre for Humanitarian Assistance on disaster management: AHA Centre) แต่ความเดือดร้อนของประชาชนที่เราเห็นในทุกวันนี้เกิดจากการดำเนินการของพล.อ. มิน อ่อง หล่าย ที่ทิ้งระเบิดในพื้นที่ชุมชน ยิงปืนใหญ่เข้าพื้นที่ชุมชน ทุกคนเห็น และทุกคนก็รับรู้จึงมีผู้ที่ต้องหนีตายมาจนถึงทุกวันนี้ เราทราบว่ามีหลายฝ่ายต้องการเข้าไปให้ความช่วยเหลือ แต่ในความเป็นจริง พื้นที่ที่กองทัพพม่าสามารถควบคุมได้เหลืออยู่ไม่มากแล้ว พื้นที่ส่วนใหญ่ตกอยู่ในการควบคุมของกองกำลังฝ่ายปฏิวัติชาติพันธุ์ต่าง ๆ แล้ว หากความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมส่งผ่าน พล.อ. มิน อ่อง หล่าย ซึ่งไม่สามารถควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ได้ ก็เท่ากับว่าความช่วยเหลือนั้นไปถึงคนส่วนน้อย กองทัพพม่าพยายามสกัดกั้นช่องทางความช่วยเหลือต่าง ๆ ทุกช่อง ดังนั้นถ้าเขาต้องการให้ความช่วยเหลือตกถึงประชาชนส่วนใหญ่ เขาจะต้องเป็นคนเปิดทาง ไม่ควรสกัดกั้นความช่วยเหลือ และไม่ควรใช้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นเครื่องมือในการเพิ่มอำนาจให้กองทัพเผด็จการทหารพม่า

3. ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรเริ่มกระบวนการเจรจาเพื่อหาทางออกอย่างสันติ เพื่อประโยชน์ของประชาชน การเจรจานั้น KNUไม่เคยปฏิเสธเลย แต่ถ้าข้อ 1 และข้อ 2 ที่กล่าวไปไม่เกิดขึ้น ข้อ 3 เรื่องการเจรจาก็เกิดขึ้นไม่ได้เลย

“กลุ่มที่เคยลงนามในข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ (Nationwide Ceasefire Agreement: NCA) สำหรับเรา พูดชัดเจนว่า หลักการ NCA ที่สำคัญที่สุดคือการไม่ใช้ความรุนแรง แต่ทำไม พล.อ. มิน อ่อง หล่าย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ลงนามข้อตกลงนี้ ถึงได้ละเมิดข้อตกลง และใช้ความรุนแรงในการยึดอำนาจ แนวทางในการแก้ปัญหามีมากมาย แต่เขากลับละเมิดหลักการสำคัญของ NCA ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการเมืองแบบใหม่ที่เราได้ตกลงกัน”พะโด่ซอตอนี กล่าว

โฆษก KNU กล่าวว่า ดังนั้นสิ่งที่พล.อ.มิน อ่อง หล่าย พูดในตอนนี้ไม่มีความหมายอะไรแล้ว ไม่เหลือความชอบธรรมที่จะอ้างถึงหลักการ NCA เพราะผลกระทบและสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นสิ่งที่เขาเป็นผู้ทำลายเอง ดังนั้นถ้าเขาต้องการเจรจาสันติภาพ เราไม่เคยปฏิเสธ แต่เขาต้องถามตัวเองก่อนว่าเขาควรทำอะไร

“กองทัพเผด็จการทหารพม่าไม่เคยทำให้ประชาชนได้อยู่อย่างสุขสงบ แต่กลับสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน ประเทศที่เคยรุ่งเรืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วันนี้กลับเต็มไปด้วยความยากจน ความยากลำบาก และความรุนแรง มีผู้พลัดถิ่นนับล้าน และผู้ลี้ภัยตามแนวชายแดนนับแสน ดังนั้น กองทัพควรออกจากการเมือง และกลับไปทำหน้าที่ปกป้องประเทศภายใต้รัฐบาลพลเรือน”โฆษก KNU กล่าว

พะโด่ซอตอนีกล่าวว่า รัฐธรรมนูญพม่าปี พ.ศ. 2551ซึ่งให้อำนาจกองทัพอย่างถาวร เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ จำเป็นต้องจัดทำรัฐธรรมนูญสหพันธรัฐประชาธิปไตยฉบับใหม่ เมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องกำหนดแนวทางร่วมกัน และจัดการเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้ได้ผู้แทนจากประชาชน และสุดท้าย กระบวนการยุติธรรม ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนต้องไม่มีข้อยกเว้น หากไม่ยอมรับเงื่อนไขเหล่านี้ เราจะยังคงดำเนินการต่อสู้ในทุกมิติ ทั้งการเมือง การทหาร การทูต และเศรษฐกิจ

ส่วนกรณีที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมคณะ ได้เข้าเยี่ยมคารวะพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ณ ทำเนียบประธานาธิบดี กรุงเนปิดอว์ นั้น โฆษก KNU กล่าวว่า อยากให้ย้อนดูบทเรียนจากประเทศอินโดนีเซียในปี พ.ศ. 2540 ซึ่งกองทัพค่อย ๆ ถอนตัวจากการเมือง จนเกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยในขณะที่พม่า แม้จะเป็นสมาชิกอาเซียนมากว่า 30 ปี ก็ไม่เคยปฏิบัติตามหลักการ และยังสร้างปัญหาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการจะดึงพม่ากลับเข้าสู่อาเซียนอีกครั้ง ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และเรียนรู้จากอดีต