เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 สำนักข่าว Mizzima รายงานโดยอ้างอิงคำสัมภาษณ์ของนายจ่อโมทุน เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรพม่าประจำสหประชาชาติซึ่งระบุว่า ความยากจนในพม่ากำลังเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ชนชั้นกลางกำลังหายไปอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีนับตั้งแต่การรัฐประหาร โดยคำกล่าวนี้เกิดขึ้นระหว่างการประชุมติดตามผลของคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการจัดหาเงินทุนเพื่อการพัฒนา ซึ่งจัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติในนครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา
“นับตั้งแต่การรัฐประหารที่ผิดกฎหมาย ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ลดลง อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น ความยากจนเพิ่มขึ้นเกือบถึงร้อยละ 50 ของประชากร ชนชั้นกลางกำลังหายไป” นายจ่อโมทุน กล่าวในที่ประชุม
นายจ่อโมทุนกล่าวว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศลดลงอย่างมากถึงร้อยละ 74 ขณะที่สถาบันการเงินขนาดเล็กและการดำเนินงานของกลุ่มเหล่านี้ก็ลดลงเช่นเดียวกัน ความพยายามในการปฏิรูปภาคการเงินเป็นไปอย่างล่าช้า ซึ่งนายจ่อโมทุนกล่าวเตือนโดยอ้างรายงานของธนาคารโลกว่า โอกาสการได้งานที่ลดลง การไหลออกของแรงงานฝีมือ การสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ และการเสื่อมถอยของระบบการศึกษาและบริการด้านสุขภาพ ล้วนเป็นปัจจัยที่บั่นทอนโอกาสในการพัฒนาในระยะยาวของประเทศพม่า
“พม่ากำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญมาก อาจทำให้คนรุ่นหนึ่งต้องสูญเสียโอกาสไปทั้งหมด” นายจ่อโมทุนกล่าว โดยเขายังเน้นย้ำว่าความรุนแรงของระบอบทหารต่อพลเรือนและการไม่เคารพหลักนิติธรรมเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำและขาดเสถียรภาพ โดยความพยายามในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติในการแก้ไขวิกฤตต้องมุ่งเน้นไปที่การจัดการกับต้นตอของปัญหา
ขณะที่รายงานเมื่อเดือนมิถุนายน 2567 ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ชี้ว่า ชนชั้นกลางของประเทศพม่าลดลงถึงร้อยละ 50 ในช่วง 3 ปีนับตั้งแต่การยึดอำนาจของกองทัพ ประมาณร้อยละ 75 ของประชากร หรือประมาณ 42 ล้านคน กำลังเผชิญกับความยากจนหรือเสี่ยงต่อการตกอยู่ในสถานการณ์ความยากจน
นอกจากนี้มากกว่า 13 ล้านคนกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหาร นอกจากเผชิญกับสถานการณ์ความยากจนแล้ว ชาวพม่ายังต้องเผชิญกับปัญหาไฟฟ้าดับบ่อยในประเทศ ขณะที่อากาศร้อนอบอ้าว
สื่อท้องถิ่นอย่าง Than Lwin Times รายงานว่า แม้ว่ารัฐบาลจะให้คำมั่นว่าจะกระจายไฟฟ้าไปทั่วทุกรัฐและภูมิภาคต่างๆของพม่าก็ตาม แต่ยังพบปัญหาไฟฟ้าดับบ่อย ก่อนหน้านี้ กระทรวงไฟฟ้าและพลังงานของพม่าประกาศว่า จะมีการจ่ายไฟฟ้าต่อวันเพิ่มขึ้นเป็น 14 ชั่วโมง จากเดิมที่จัดสรรให้เพียง 12 ชั่วโมงต่อวัน อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านกลับร้องเรียนว่า ปัญหาไฟฟ้าดับดูเหมือนจะทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม โดยบางพื้นที่ของพม่ามีไฟฟ้าใช้เพียง 8-10 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น
ปัญหาไฟดับในพม่าไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบถึงธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางด้วย ขณะที่ทางการพม่าอ้างว่า จะมีการจ่ายไฟฟ้าในเขตย่างกุ้งเพิ่มขึ้นจาก 16-18 ชั่วโมงเป็น 18-20 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่เขตมัณฑะเลย์จะเพิ่มขึ้นจาก 14-16 ชั่วโมงเป็น 16-18 ชั่วโมงเช่นเดียวกัน
