Search

บุตรชายอองซานซูจียังไม่ปักษ์ใจเชื่อแม่มีชีวิตอยู่-เผยยังไม่ได้รับการติดต่อใดๆ-บก.สำนักข่าว Irrawaddy ชี้ “มินอ่องหล่าย”พยายามบิดเบือนความจริง-ย้ำอาเซียนยึดมั่นฉันทามติ 5 ข้อ

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าว AFP รายงานว่า สหรัฐอเมริกาได้ออกมาเรียกร้องเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา ให้ปล่อยตัวนางอองซาน ซูจี หลังจากที่ทางการพม่าอ้างว่า นางซูจีได้รับการลดโทษอีกครั้ง และถูกย้ายจากเรือนจำในเนปีดอว์มากักบริเวณอยู่ในบ้านพัก โดยเป็นระยะเวลา 5 ปีแล้ว ที่ผู้นำสัญลักษณ์แห่งประชาธิปไตยในพม่ารายนี้ถูกกุมขัง นับตั้งแต่พลเอกมินอ่องหล่ายยึดอำนาจเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564

แหล่งข่าวจากพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือพรรค NLD (National League for Democracy) ซึ่งถูกยุบไปแล้ว เปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ดอว์ซูจีนั้นถูกกักบริเวณที่ไหน แต่คาดว่า น่าจะอยู่ในกรุงเนปีดอว์

ขณะที่แหล่งข่าวในเนปีดอว์อ้างว่า เป็นที่น่าสังเกตว่า มีการเคลื่อนไหวและใช้มาตรการคุมเข้มและจำกัดในบางพื้นที่ของเมืองเนปีดอว์เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา

ขณะที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯระบุว่า สหรัฐจะยังคงเรียกร้องให้ปล่อยตัวนางซูจีโดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข และยังเรียกร้องให้ทางการพม่ายอมให้นางซูจีเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม เนื่องจากที่ผ่านมามีรายงานปัญหาด้านสุขภาพของซูจีนั้นถดถอย

ด้านสเตฟาน ดูจาร์ริก โฆษกสหประชาชาติ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของทางการพม่าครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญไปสู่เงื่อนไขที่เอื้อต่อกระบวนการทางการเมืองที่น่าเชื่อถือ

ขณะที่นายฟร็องซัวส์ ซิเมอเรย์ และคาตาลินา เดอ ลา โซตา ซึ่งทำหน้าที่ทนายความให้กับนางซูจีกล่าวว่า พวกเขายินดีกับการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของนางซูจี ในขณะเดียวกันก็เน้นย้ำว่าผู้นำหญิงรายนี้ยังคงถูกจำกัดเสรีภาพอย่างไม่เป็นธรรม

อย่างไรก็ตามการนิรโทษกรรมนักโทษการเมืองส่วนน้อย รวมถึงการประกาศย้ายดอว์ซูจีออกจากเรือนจำเพื่อไปกักบริเวณในบ้านพักนั้น นักวิเคราะห์มองว่าเป็นเพียงมาตรการฉาบฉวยเพื่อฟอกชื่อเสียงของผู้นำทหารพม่าอย่างพล.อ.มินอ่องหล่ายเท่านั้น

นายคิม อริส บุตรชายของนางซูจีให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า กองทัพพม่ากำลังเล่นเกมเดิมๆ พวกเขากำลังพยายามทำให้ตัวเองชอบธรรมในสายตาของสื่อต่างประเทศและรัฐบาลทั่วโลก ถ้าแม่ของเขาถูกย้ายไปกักบริเวณในบ้านจริงๆ ก็หวังว่านางจะได้รับอนุญาตให้ติดต่อกับตนและทนายความได้ แต่ขณะนี้ไม่มีใครติดต่อมาที่ตนเลย

ก่อนหน้านี้ นายคิม อริส เคยส่งจดหมายไปยังรัฐบาลของพล.อ.มินอ่องหล่าย โดยแสดงความเป็นห่วงสถานการณ์และสุขภาพของนางซูจี ซึ่งในจดหมายดังกล่าวระบุว่า เขาไม่แน่ใจว่ามารดายังมีชีวิตอยู่หรือไม่

“หากเธอยังมีชีวิตอยู่ ขอให้มีการแสดงหลักฐาน” คิม อริส ระบุในจดหมาย ทั้งนี้ แม้ทางการพม่าจะออกมาประกาศว่า นางซูจี ได้รับการกักบริเวณแทนการกุมขังในเรือนจำ พร้อมกับแสดงภาพถ่ายของนางซูจีที่กำลังพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ 2 นาย อย่างไรก็ตาม หลังคำประกาศดังกล่าว ชาวพม่าบางส่วนได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลพล.อ.มินอ่องหล่ายแสดงหลักฐานว่านางซูจี นั้นยังมีชีวิตอยู่จริง ขณะที่ชาวพม่าบางส่วนเชื่อว่า ภาพที่ถูกเผยแพร่ออกมาอาจเป็นภาพเก่า

ทางด้านนายจ่อสว่าโม บรรณาธิการบริหารของสำนักข่าว Irrawaddy กล่าวในรายการ “Editor’s Take” ของสำนักข่าว Irrawaddy เรียกร้องให้อาเซียนอย่าโง่เขลากับสถานการณ์ในพม่าอีกครั้ง โดยระบุ ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา อาเซียนปล่อยปะละเลยและละเว้นพล.อ.มินอ่องหล่ายที่ไม่ทำตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน และหลังเปลี่ยนเครื่องแบบทหารก้าวขึ้นมารับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของพม่า พล.อ.มินอ่องหล่าย ต้องการความสัมพันธ์ที่เป็นปกติกับอาเซียน และผลักดันทางการทูตเพื่อต้องการกลับมาเจรจากับอาเซียนอีกครั้ง

“คำถามก็คือ มินอ่องหล่ายได้ทำอะไรบ้างเกี่ยวกับฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน? ไม่เลยด้วยซ้ำ เพราะในพื้นที่ ยังคงไม่มีการหยุดใช้ความรุนแรง ไม่มีการลดการโจมตีทางอากาศ การโจมตีทางทหารและการจับกุมตามอำเภอใจแต่อย่างใด และด้วยการกระทำเช่นนี้ต่อไป จึงทำให้ฝ่ายต่อต้านและกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์หลักๆปฏิเสธที่จะหันมาเจรจากับรัฐบาลมินอ่องหล่าย” เขากล่าว

นายจ่อสว่าโมยังกล่าวว่า แม้จะมีการปล่อยนักโทษการเมืองพม่า แต่ก็เป็นนักโทษการเมืองจำนวนน้อยนิดเท่านั้นที่ได้รับอิสรภาพ เนื่องจากนักโทษการเมืองส่วนใหญ่ยังคงถูกกุมขัง และสถานการณ์ของนางซูจีก็ยังไม่มีใครรู้ว่าเธออยู่ที่ไหนและเป็นอย่างไร ดังนั้นความเคลื่อนไหวของรัฐบาลพล.อ.มินอ่องหล่ายล่าสุดเป็นตัวอย่างของการบิดเบือนความจริงเท่านั้น โดยเขาเรียกร้องว่า อาเซียนควรที่จะยึดหลักการฉันทามติ 5 ข้อ ซึ่งระบุว่าเป็นสิ่งเดียวที่จะวัดความคืบหน้าสถานการณ์วิกฤติในพม่าได้

“ผู้นำอาเซียนไม่ควรให้การปกป้องมินอ่องหล่าย เพราะอย่าลืมว่า มินอ่องหล่ายต้องรับผิดชอบต่อการสังหารหมู่ผู้คนบริสุทธิ์หลายพันคน เขาทำลายประชาธิปไตยพม่าและเศรษฐกิจที่กำลังรุ่งเรือง เราต้องไม่ทำผิดพลาดซ้ำรอยเดิมด้วยการเอาใจมินอ่องหล่าย แต่เราต้องเรียกร้อง 3 สิ่งนี้ ภายใน 100 วันที่เขาก้าวขึ้นรับตำแหน่ง คือ1.ปล่อยนักโทษการเมืองทั้งหมด รวมถึงนางซูจี 2.ยุติการบังคับเกณฑ์ทหาร เพราะกฎหมายนี้ทำลายครอบครัวผู้คนในพม่าและทำให้คนหนุ่มสาวต้องอพยพออกจากประเทศ และ 3.ยุติการใช้ความรุนแรงกับพลเรือน เพราะนี่เป็นหลักการสำคัญของแผนสันติภาพของอาเซียน หากยุติความรุนแรง การเชิญกลุ่มต่างๆหารือสันติภาพจึงดูเหมือนจะสมเหตุสมผลมากขึ้น การกล่าวอ้างของรัฐบาลมินอ่องหล่ายที่ว่า ประตูสันติภาพนั้นเปิดกว้าง มันดูไม่มีความหมายอะไรเลย เพราะกองทัพพม่ายังทิ้งระเบิดอยู่” นายจ่อสว่าโม กล่าว