อดิศร เกิดมงคล
จากกรณีนายหมิง เฉิน ซัน บุคคลสัญชาติจีน เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์พลิกคว่ำในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งในรถและบ้านพักพบว่ามีอาวุธสงคราม ระเบิด ชุดเกราะ เครื่องกระสุนประเภทต่าง ๆ จำนวนมากไว้ในครอบครอง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมบุคคลดังกล่าวไว้แล้วนั้นโดยพบว่าเขามีบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บางคนเรียกว่าบัตรชมพู) ขึ้นต้นด้วยเลข 6 ประเภทกลุ่ม”คนต่างด้าวเข้าเมือง” ทำให้บางคน เข้าใจว่า บัตรนี้ออกให้เฉพาะแรงงาน 4 สัญชาติคือ พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนามเท่านั้นเป็นความเข้าใจผิด
.
ถ้าไปดูตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2562 (ไม่แน่ใจว่ามี update อีกหรือไม่) มีบัตรหน้าตาแบบดูเผิน ๆ 2 แบบ คือบัตรประจำตัวผู้ซึ่งไม่มีสัญชาติไทยซึ่งเรียกกันว่าบัตรจะสีชมพู กับบัตรผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน หรือบัตรเลข 0 ซึ่งด้านหน้าบัตรจะเป็นสีขาว ด้านหลังเป็นสีชมพู หรือในพื้นที่มักเรียกบัตร 10 ปี (เอาจริง ๆ ไม่ได้ 10 ปีอะไร ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐ) โดยบัตรประเภทนี้จะออกให้คนที่ยังไม่มีสถานะทางทะเบียนอะไรเลย และได้รับการสำรวจหรือจัดทำโดยหน่วยงานของรัฐไทย (ซึ่งบัตรแบบนี้ก็มีความซับซ้อนในแบบของตัวเอง)
.
บัตรของนายหมิง เฉิน ซัน น่าจะเป็นประเภทแรก ซึ่งบัตรในรูปแบบประเภทแบ่งย่อยได้อีก 3 กลุ่ม คือกลุ่มที่มีถิ่นอยู่อาศัยถาวรในประเทศไทย (ตามกฎหมายคนเข้าเมืองแล้ว) บัตรจะขึ้นต้นด้วยเลข 8 อีกแบบคือบัตรสำหรับกลุ่มที่ได้รับการผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย เช่น ชนกลุ่มน้อย บุคคลบนพื้นที่สูง ฯลฯ หรืออดีตคนถือบัตรสารพัดสี ซึ่งกลุ่มนี้อยู่ในประเทศไทยมานาน หรือหลายคนก็เกิดในไทยตั้งแต่แรก จะขึ้นต้นด้วยเลข 6 แต่จะระบุชื่อกลุ่มที่ชัดเจน ปัจจุบันกลุ่มนี้ก็มีมติคณะรัฐมนตรีรองรับให้พัฒนาสถานะทางกฎหมาย ทั้งมีถิ่นที่อยู่อาศัยถาวร หรือได้รับสัญชาติไทย ตามเงื่อนไข ในขณะที่ลูกของคนกลุ่มนี้ที่เกิดในประเทศไทย ก็จะได้บัตรที่ขึ้นต้น ด้วย 7
.
บัตรที่นายหมิง เฉิน ซัน ได้นั้นเป็นบัตรที่หน้าตาคล้ายบัตรชนกลุ่มน้อย ขึ้นต้นด้วย 6 เหมือนกัน สีอาจจะมีความสว่างสดใสกว่าเล็กน้อย แต่กลุ่มจะระบุชัดเจนว่าเป็น “คนต่างด้าวเข้าเมือง”
คำถามคือ ใครที่จะทำบัตรนี้ได้บ้าง? กลุ่มแรกคือคนที่เข้าเมืองถูกกฎหมายและได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยมากกว่า 6 เดือนสามารถยื่นขอทำบัตรแบบนี้ และทะเบียนบ้านคนต่างด้าว (เล่มเหลือง) ได้ภายใน 30 วันนับตั้งแต่ได้วีซ่า หรือยื่นต่อวีซ่าแล้ว ซึ่งกรณีของนายหมิง เฉิน ซัน เข้าใจว่าได้เป็นวีซ่าแบบ Thailand Elite Visa ซึ่งเป็นวีซ่าที่ต้องมีเงินหน่อย เพราะค่าสมาชิกจะ 600,000 บาทขึ้นไป ตามแต่ประเภทแพคเกจซึ่งอยู่ได้ 5 ปี และต่ออายุได้อีก ตามแต่แพคเกจเช่นกัน
ดังนั้นในกรณีนี้นายหมิง เฉิน ซันมีสิทธิอยู่ในไทยเกิน 6 เดือนสามารถไปทำบัตรนี้ได้ ซึ่งบัตรนี้ขอสัญชาติไทยแบบชนกลุ่มน้อยไม่ได้ ข้อดีคือมีความสะดวกในการทำธุรกรรม เช่น เปิดบัญชีธนาคาร ขึ้นทะเบียนประกันสังคม (กรณีได้วีซ่าทำงาน) ฯลฯ เพราะเลขประจำตัวจะไม่เปลี่ยน และสามารถสืบค้นข้อมูลติดตามได้ง่าย โดยข้อดีสำหรับทางการไทย คือมีฐานข้อมูลของคนกลุ่มนี้ มีการจัดเก็บอัตลักษณ์บุคคล ทั้งลายพิมพ์นิ้วมือ รูปหน้า เพียงบัตรนี้ไม่ได้บังคับว่าต้องทำ ถ้าอยากทำก็มาขอทำที่สำนักทะเบียนท้องที่ โดยเอาหลักฐานการได้รับสิทธิอยู่มาเป็นหลักฐานในการทำ และเข้าใจว่าคนรับทำเอกสารให้นายหมิง เฉิน ซัน ก็รู้และน่าจะพาไปทำให้ ส่วนจะปลอมหรือจะย้ายอะไรกันอย่างไร ต้องดูรายละเอียด ถ้าลูกคนกลุ่มนี้เกิดในไทย ก็จะไปแจ้งเกิด และได้เลขประจำตัวประชาชน เป็นเลข 7 เหมือนกลุ่มด้านบน แต่สถานะก็จะอิงตามพ่อแม่ ถามว่ากรณีไม่ถึง 6 เดือนทำได้หรือเปล่า ถ้ามีความจำเป็นในทางทะเบียนและอยากทำ ก็ขอทำได้เป็นรายกรณีไป
.
สำหรับบัตรชมพูของแรงงาน 4 สัญชาติจะมีลักษณะที่แยกออกไป ดูจากบัตรก็จะมีสีเข้มกว่า ด้านหลังอาจจะมีสีแตกต่างกันในแต่ละสัญชาติ เช่น พม่าด้านหลังสีขาว ลาวด้านหลังสีน้ำเงิน ซึ่งบัตรสำหรับแรงงาน 4 สัญชาติจะขึ้นต้นด้วย 00 (ศูนย์สองตัว) และจะมีชื่อในทะเบียนประวัติคนต่างด้าว หรือ ทร. 38/1 (ไม่ใช่ทะเบียนบ้านเล่มเหลือง เป็นกระดาษ A4 ) สิทธิในการอยู่ก็ตามแต่สิทธิในการได้รับอนุญาตให้อยู่ 2 ปีบ้าง 1 ปี แล้วแต่กลุ่มตามแต่มติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดเป็นครั้ง ๆ ไป ลูกที่เกิดไทย ก็จะได้เลข 00 เหมือนพ่อแม่
.
สรุปบัตรชมพูของนายหมิง เฉิน ซัน ไม่ใช่บัตรแรงงาน 4 สัญชาติ ไม่ใช่บัตรชนกลุ่มน้อยที่พัฒนาสถานะตามมติคณะรัฐมนตรี แต่เป็นบัตรที่คนเข้าเมืองถูกกฎหมายสามารถทำได้ตามกฎหมาย ส่วนบัตรที่ได้มาจะถูกต้องหรือไม่ อย่างไร อันนี้ต้องให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบอีกที
ถามว่าสวมบัตรได้หรือ ตอบว่า สวมได้ แต่ถ้าตรวจสอบอัตลักษณ์บุคคล ก็จะพบข้อมูลมาว่าไม่ตรงกับทะเบียนของสำนักทะเบียนราษฎร ดังนั้นการทำบัตรชมพู มีข้อดี ทั้งของผู้ทำและของการตรวจสอบของทางการไทย แต่ยังเป็นไปโดยความสมัครใจ ส่วนบัตรประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 5 ของอีกรายหนึ่ง อันนี้ตรวจสอบได้ เพราะเลข 5 เกิดขึ้นได้ไม่กี่กรณี เช่น แจ้งเกิดล่าช้า ตกหล่นการจัดทำทะเบียน เชื่อว่าหากตรวจสอบเชื่อมโยงดี ๆ ก็สืบไปถึงต้นตอได้ไม่ยาก
