มายา สุทธิวงศ์

ในช่วงเย็นไปจนถึงกลางดึก รถซาเล้งของแรงงานข้ามชาติจะเริ่มออกตระเวนเก็บขยะและของเก่าตามพื้นที่ต่างๆรอบคูเมืองเชียงใหม่ เพื่อนำมาคัดแยกขายเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัว โดยของที่เก็บส่วนใหญ่จะเป็นขวดพลาสติก ลังกระดาษและสายไฟซึ่งเป็นวัสดุที่ขายได้ราคาที่กว่าประเภทอื่น
ภายใต้ภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น อาชีพเก็บของเก่ายังคงเป็นหนึ่งในช่องทางหารายได้ของแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติ แม้งานลักษณะนี้จะต้องทำยาวนานหลายชั่วโมงและรายได้ไม่แน่นอน ที่สำคัญคือต้องแลกมากับความเสี่ยงบนท้องถนนในช่วงเวลากลางคืน
คนเก็บของเก่าเชื้อสายกะเหรี่ยงรายหนึ่งจากชุมชนช้างคลาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่กล่าวว่า เริ่มออกเก็บขยะตั้งแต่ช่วง 4 โมงเย็นไปจนถึงตี 1 หรือตี 2 ของทุกวัน รายได้ในแต่ละวันขึ้นอยู่กับปริมาณและประเภทของขยะที่เก็บได้
“บางวันก็ได้ไม่ถึง 300 บาท ตอนนี้ค่าน้ำมันก็แพงขึ้น บางวันได้แค่ร้อยกว่าบาทก็ไม่พอจ่ายค่าน้ำมัน ของที่ขายได้ราคาดีหน่อยจะเป็นสายไฟ ส่วนพลาสติกกับลังกระดาษราคาไม่แน่นอน แล้วแต่ที่เขาจะให้” เขาสะท้อนสถานการณ์อันยากลำบากของคนเก็บขยะที่ต้องได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น “จุดรับซื้อของเก่าในพื้นที่สันกำแพงมักให้ราคาดีกว่าบางพื้นที่ในตัวเมืองเชียงใหม่ ทำให้บางครั้งต้องขับรถไปไกลขึ้นแม้จะต้องแลกกับต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้น”
“พ่อแม่ผมยังอยู่ในค่ายลี้ภัยที่ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ฝั่งพม่าแถวนั้นอันตรายมากเพราะยังมีการสู้รบตลอดเวลา ผมไม่เคยกลับไปพม่าเลยสักครั้ง ย้ายมาอยู่เชียงใหม่ได้ 7 ปีแล้ว ทำงานหาเลี้ยงครอบครัวตัวเองไม่ค่อยพอ บางครั้งถ้าพอมีเงินเหลือก็ส่งไปให้พ่อแม่ในค่าย พวกเขาอยู่กันลำบาก สงสารเขา ผมไม่เคยเรียนภาษาไทย เพราะในค่ายห้ามสอน อาศัยฟังเอาตอนมาอยู่ข้างนอก อยู่ๆไปเดี๋ยวก็พูดได้เอง” แรงงานชาวกะเหรี่ยงอธิบายถึงที่มาของพวกเขา ซึ่งทุกวันนี้แม้แรงงานในค่ายผู้ลี้ภัยจะสามารถออกมาหางานทำด้านนอกได้แล้ว แต่กฎกติกาใหม่นี้กลับไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะยังมีแรงงานในค่ายผู้ลี้ภัยออกมาทำงานน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับแรงงานหลายหมื่นคน
“คนชอบคิดว่าเราสร้างความเดือดร้อน ทำความสกปรก และรังเกียจเรา แต่ทุกครั้งที่ผมคุ้ยขยะเสร็จ ผมก็เก็บให้ดีทุกครั้ง เราแค่ออกมาเก็บขยะก่อนที่รถเทศบาลจะมา อยากให้มองเราใหม่ เราไม่ได้อยากสร้างความเดือดร้อนให้ใคร”
หลายครอบครัวทำอาชีพนี้ต่อเนื่องมาหลายปี เพราะเป็นงานที่เริ่มต้นได้ทันที ใช้ต้นทุนไม่สูงและไม่ต้องอาศัยทักษะมากนัก บางส่วนพูดภาษาไทยไม่ได้และฟังไม่เข้าใจ ทำให้ยากต่อการไปประกอบอาชีพอื่นที่มีรายได้มั่นคง ในอีกด้านหนึ่ง งานเก็บขยะนี้สะท้อนถึงโครงสร้างแรงงานนอกระบบที่ยังขาดหลักประกันด้านความปลอดภัยและคุณภาพชีวิต แรงงานจำนวนมากต้องทำงานอยู่บนท้องถนนในช่วงเวลากลางคืนโดยใช้รถดัดแปลงที่ไม่ได้มาตรฐาน ขณะที่รายได้กลับไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ
“พ่อของเด็กคนหนึ่งเคยบอกว่า เมื่อก่อนเขาจะพาภรรยากับลูกออกไปเก็บขยะด้วย แต่หลังๆเขาเริ่มกลัวอุบัติเหตุ เพราะรถที่ใช้มันก็ไม่ได้แข็งแรงมาก ถ้าเกิดโดนรถชนขึ้นมา อย่างน้อยถ้าเขาเป็นอะไรไป ภรรยาและลูกยังอยู่ต่อได้” ตัวแทนองค์กร “เสริมแรงเรียน”ซึ่งเป็นการรวมตัวของจิตอาสากล่าวระหว่างกิจกรรมเดินเมืองกลางคืนและพูดคุยกับแรงงานข้ามชาติในพื้นที่คูเมืองเชียงใหม่
คำพูดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า อุบัติเหตุบนท้องถนนไม่ใช่เพียงความเสี่ยงเฉพาะตัวของแรงงานแต่หมายถึงความอยู่รอดของคนทั้งครอบครัว เพราะแรงงานจำนวนมากเป็นเสาหลักเพียงคนเดียวของบ้าน นอกจากความเสี่ยงจากการเดินทางและการทำงานกลางคืนแล้ว แรงงานเก็บขยะยังต้องเผชิญปัญหาด้านสุขอนามัยจากระบบจัดการขยะของเมืองที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ได้แยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ทำให้แรงงานต้องคุ้ยขยะและสัมผัสของเสียโดยตรงทุกวัน
“ของบางอย่างที่เรามองว่าไม่มีค่าแล้ว มันอาจจะมีค่าสำหรับเขา ถ้าเรามองอีกมุมจะเห็นว่า เขากำลังช่วยเมืองนี้ลดปริมาณขยะอยู่ ขณะที่เขาก็เสี่ยงกับอันตรายจากการทำงานทุกวัน” ตัวแทนองค์กรจิตอาสาแห่งนี้มองว่าแรงงานเก็บขยะมักไม่ถูกมองเห็นในฐานะส่วนหนึ่งของระบบจัดการขยะในเมือง ทั้งที่พวกเขามีบทบาทสำคัญในการคัดแยกและลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัด
ภายใต้เมืองท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจบริการ ยังมีแรงงานอีกจำนวนมากที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ชายขอบของเมือง ในช่วงเวลาที่ผู้คนหลับไหลเพียงเพื่อแลกกับรายได้เพียงวันละไม่กี่ร้อยบาท แม้อาชีพเก็บขยะจะช่วยประคองชีวิตของแรงงานข้ามชาติหลายครอบครัว แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจของแรงงานนอกระบบที่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวทั้งยังขาดทั้งสวัสดิการ ความปลอดภัยและการมองเห็นจากสังคม
“เขาไม่ได้อยากเป็นภาระอะไรของใคร เขาแค่อยากดูแลตัวเองกับครอบครัวได้” ตัวแทนองค์กรเสริมแรงเรียนให้มุมมองไว้อย่างน่าคิด