สายน้ำกระบุรี อ.กระบุรี จ.ระนอง ที่เคยเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงชีวิตและวิญญาณของคนริมฝั่งกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เมื่อความงดงามในอดีตถูกฉาบด้วยตะกอนขุ่นข้นจากเหมืองแร่ลึกลับในแผ่นดินเพื่อนบ้าน
หากเราล่องเรือลงมาจากอดีตหมู่บ้านอินทนิลขวางมุ่งหน้าลงใต้ไปราว 16 กิโลเมตร จะพบกับจุดบรรจบของสายน้ำที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า “สามแยกกระ” ซึ่งเป็นจุดที่คลองยูงไหลมารวมกับแม่น้ำกระบุรี
ทว่าต้นธารของคลองยูงที่ไหลมาจากคลองงานและคลองหูนีในฝั่งเมียนมาร์นั้นกลับไม่ได้นำพาเพียงความชุ่มชื้นมาให้ แต่พัดพาเอาหยาดเหงื่อและคราบน้ำตาของชาวบ้านมาด้วย
เนื่องจากพื้นที่ต้นน้ำเกือบทุกสายถูกแปรสภาพเป็นขุมทรัพย์ภายใต้สัมปทานเหมืองแร่ขนาดใหญ่ที่มีกลุ่มทุนข้ามชาติ ทั้งชาวจีนและชาวไทยร่วมถือครองผลประโยชน์ โดยมีเส้นทางการลำเลียงแร่ลัดเลาะผ่านถนนหมายเลข 8 มุ่งหน้าสู่เกาะสอง ก่อนจะส่งผ่านดินแดนไทยไปยังประเทศที่สาม ทิ้งไว้เพียงตะกอนดินหนาทึบที่ถูกปล่อยลงสู่แม่น้ำกระบุรีอย่างไม่ใยดี
ภาพความทรงจำเมื่อหลายปีก่อนของสายน้ำที่ใสสะอาดจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวล่องแพที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับชุมชน กลับกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าในอดีตที่นับวันจะเลือนหายไปพร้อมกับความขุ่นมัวของน้ำ อาชีพล่องแพที่เคยรุ่งเรืองต้องพังทลายลงเพราะนักท่องเที่ยวไม่ถวิลหาการพักผ่อนท่ามกลางสายน้ำที่เต็มไปด้วยมลพิษ
ไม่เพียงแค่มนุษย์ที่ได้รับผลกระทบ แต่ระบบนิเวศใต้น้ำก็ย่อยยับไม่แพ้กัน จำนวนสัตว์น้ำที่เคยชุกชุมลดน้อยถอยลงอย่างน่าตกใจ จนแทบไม่เหลือแหล่งอาหารธรรมชาติให้ชาวบ้านได้พึ่งพิง
แม้ที่ผ่านมาเสียงคร่ำครวญของคนริมน้ำจะพยายามส่งไปให้ถึงหน่วยงานภาครัฐ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาเป็นเพียงปฏิกิริยาแบบ “ไฟไหม้ฟาง” ที่เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบเพียงเพื่อให้จบไปตามกระแสข่าว
เมื่อความสนใจของสังคมซาลง ปัญหาก็ถูกทิ้งค้างไว้ในตะกอนดินเหมือนเดิมโดยไม่มีการแก้ไขอย่างยั่งยืน
ความซับซ้อนของปัญหานี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องมลพิษทางสิ่งแวดล้อม แต่มันถูกผูกโยงเข้ากับเงื่อนปมทางภูมิรัฐศาสตร์และไฟสงครามที่คุกรุ่น
พื้นที่เหมืองแห่งนี้ตั้งอยู่บนรอยต่อของสมรภูมิเลือด ..!!!
ห่างจากสามแยกกระขึ้นไปไม่ถึง 1 กิโลเมตร คือแนวรบสุดท้ายที่กองทัพเมียนมาร์ใช้ยันการรุกคืบของกองกำลังกะเหรี่ยงและฝ่ายต่อต้านที่ผนึกกำลังกันกดดันลงมาทางใต้
ยุทธศาสตร์สำคัญอยู่ที่สะพานตรงสามแยกกระ ซึ่งเปรียบเสมือนปราการด่านสุดท้ายที่ทหารพม่าต้องรักษาไว้ด้วยชีวิต เพราะหากเพลี่ยงพล้ำเสียพื้นที่ตรงนี้ไป นั่นหมายถึงประตูสู่เมืองเกาะสองของพม่าจะถูกเปิดออกให้ฝ่ายต่อต้านรุกคืบได้อย่างไร้แรงต้าน
ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เสียงปืนและระเบิดที่ดังระงมทำให้กลไกการเจรจาระหว่างประเทศกลายเป็นหมัน
รัฐบาลไทยทำได้เพียงส่งหนังสือประท้วงไปยังเกาะสอง ซึ่งคำตอบที่ได้รับกลับมาคือการปัดความรับผิดชอบ โดยทางการพม่าอ้างว่าเหมืองดังกล่าวอยู่ในเขตอิทธิพลของกะเหรี่ยง ทั้งที่ในความจริงกองกำลังฝ่ายต่อต้านยังไม่สามารถยึดครองพื้นที่นั้นได้เลย
ปัญหามลพิษจากเหมืองแร่แห่งนี้จึงกลายเป็นบาดแผลที่ไม่มีใครกล้าเอื้อมมือเข้าไปรักษา ทิ้งให้แม่น้ำกระบุรีและผู้คนริมฝั่งต้องแบกรับชะตากรรมที่พวกเขาไม่ได้ก่อ
ท่ามกลางวงล้อมของผลประโยชน์และควันปืนที่ยังไม่มีทีท่าจะมอดดับลง
—–
หมายเหตุ– บทความชิ้นนี้เผยแพร่ในเพจ “เรื่องเล่าจากอินทนิลขวาง” ซึ่งสำนักข่าวชายขอบเห็นว่ามีเนื้อหาที่น่าสนใจและสะท้อนข้อเท็จจริงในพื้นที่ได้ชัดเจน จึงได้ขออนุญาตจากแอดมินเพจนำมาเผยแพร่ต่อซึ่งทางผู้ผลิตแจ้งว่ายินดี
