Search

เกษตรกรริมน้ำกกเริ่มฤดูกาลเพาะปลูกแม้กังวลน้ำปนเปื้อนแต่ไร้ทางเลือก-หวั่นอนาคตผลผลิตถูกปฎิเสธ-นักวิชาการเตือนรัฐเร่งหามาตรการรองรับก่อนเป็นเรื่องใหญ่

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจแปลงเกษตรในพื้นที่ตำบลริมกก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ซึ่งตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำกก ในช่วงเริ่มต้นฤดูฝนและฤดูเตรียมเพาะปลูกของเกษตรกร ทั้งนาข้าวและข้าวโพด ถึงความกังวลเรื่องการปนเปื้อนสารโลหะหนักเกินมาตรฐานในแม่น้ำกกซึ่งส่งผลต่อการใช้น้ำเพื่อการเกษตร มากน้อยเพียงใด โดยพบว่าเกษตรกรยังคงเริ่มเตรียมพื้นที่เพาะปลูกตามฤดูกาล แม้จะมีความกังวลต่อสถานการณ์คุณภาพน้ำ แต่เกษตรกรไม่มีทางเลือกนอกจากเดินหน้าทำการเกษตรต่อไป ขณะเดียวกัน เกษตรกรในพื้นที่ยังแสดงความกังวลต่อสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงฤดูฝนของปีนี้ เนื่องจากพื้นที่การเกษตรริมแม่น้ำกกหลายแห่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ หากเกิดฝนตกหนักหรือน้ำหลากฉับพลัน อาจส่งผลให้แปลงนาข้าวและไร่ข้าวโพดได้รับความเสียหาย

นาย เก(นามสมมุติ) เกษตรกรหมู่ 5 บ้านริมงาม ต.ริมกก กล่าวว่า เกษตรกรในพื้นที่แทบทั้งอำเภอยังคงต้องพึ่งพาน้ำจากแม่น้ำกกในการทำเกษตร เนื่องจากไม่มีแหล่งน้ำทางเลือกเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นการทำนาข้าวหรือปลูกข้าวโพด แม้ในช่วงฤดูฝนนี้ การใช้น้ำจากแม่น้ำกกยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเพาะปลูกของคนในพื้นที่ สิ่งที่น่ากังวลอยู่ที่ขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพผลผลิตของแหล่งรับซื้อในการส่งขาย ซึ่งอาจทำให้เกษตรกรต้องเผชิญความเสี่ยงว่า ผลผลิตจะถูกปฏิเสธรับซื้อหรือไม่

“ปัจจุบันข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังสามารถเพาะปลูกโดยใช้น้ำจากแม่น้ำกกได้ตามปกติ แต่สำหรับข้าวโพดหวาน หลังเกิดกระแสข่าวการปนเปื้อนสารพิษ ผู้รับซื้อบางรายเริ่มกำหนดเงื่อนไขให้เพาะปลูกห่างจากแม่น้ำกกอย่างน้อย 1 กิโลเมตร จึงจะรับซื้อผลผลิต ตอนนี้เราไม่ได้แบกรับแค่ความเสี่ยงเรื่องน้ำกกอย่างเดียว แต่ยังมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งค่าปุ๋ย ค่าเมล็ดพันธุ์ รวมถึงค่าน้ำมันที่แพงขึ้น ทำให้การทำเกษตรปีนี้มีความเสี่ยงหลายด้านมาก” นาย เก กล่าว

ขณะที่นายปฐมพงษ์ ฤทธิแผลง ประธานเครือข่ายเกษตรกรรมลุ่มน้ำกกเขื่อนเชียงรายฝั่งขวาที่ 1 อ.เมือง จ.เชียงราย กล่าวว่า ปัจจุบัน แม้จะเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว แต่เกษตรกรในพื้นที่คงพึ่งพาน้ำจากแม่น้ำกกในการทำการเกษตรเป็นหลัก คิดเป็นสัดส่วนราว 70-80 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด ถึงจะมีกระแสความกังวลเกี่ยวกับสารปนเปื้อนในแม่น้ำ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่พบผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกหรือการตรวจคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่

“ตอนนี้ยังไม่เจอผลกระทบเรื่องนี้ครับ ราคาผลผลิตที่ตกต่ำมันเป็นเรื่องของภาวะตลาดมากกว่า ยังไม่เกี่ยวกับความวิตกกังวลเรื่องสารปนเปื้อนโดยตรง ตอนนี้ความวิตกกังวลของชาวบ้านยังคงมีอยู่ เพราะเกษตรกรจำนวนมากยังจำเป็นต้องใช้น้ำกกเพาะปลูก ไม่มีแหล่งน้ำสำรองอื่นเพียงพอ หลายคนต้องแบกภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งราคาน้ำมัน ราคาปุ๋ย รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านเครื่องจักรกลการเกษตร เช่น รถไถ รถปั่นดิน และรถเกี่ยวข้าว ซึ่งราคาสูงขึ้นเกือบทั้งหมด คนที่ไม่มีเครื่องจักรเป็นของตนเองก็ต้องแบกรับต้นทุนมากขึ้น มันไม่ค่อยคุ้มทุน แต่ชาวบ้านก็ยังต้องทำเกษตร เพราะไม่รู้จะไปทำอาชีพอะไร” ประธานเครือข่ายเกษตรกรฯ กล่าว

นายปฐมพงษ์กล่าวว่า แม้ภาครัฐจะมีคำแนะนำให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชใช้น้ำน้อย เช่น ข้าวโพดหรือถั่ว เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่สภาพพื้นที่ของตำบลเวียงเหนือซึ่งเป็นที่ราบลุ่มริมแม่น้ำ มีลักษณะดินเหนียวและมีความชุ่มน้ำตลอดปี ทำให้ไม่เหมาะกับพืชบางชนิดที่รัฐส่งเสริม ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังมีความกังวลต่อสถานการณ์อุทกภัยในช่วงฤดูฝนปีนี้ เนื่องจากพื้นที่ริมแม่น้ำมีความเสี่ยงต่อปัญหาน้ำหลากและน้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นเพาะปลูก

ผศ.เสถียร ฉันทะ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย กล่าวว่า แม้ผลตรวจคุณภาพน้ำบางจุดยังไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานสำหรับใช้ในการเกษตร แต่ความเข้มงวดจากตลาดรับซื้อและภาคเอกชน อาจกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำกกในอนาคต ขณะที่มาตรการโซนนิ่งของภาครัฐยังขาดความชัดเจนเรื่องพืชทดแทนและตลาดรองรับ หากชาวบ้านยังจำเป็นต้องใช้น้ำจากแม่น้ำกกในการทำการเกษตรต่อไป ย่อมมีความเสี่ยงในระยะยาว เนื่องจากยังมีรายงานการตรวจพบสารปนเปื้อนในลำน้ำอย่างต่อเนื่อง

“ต้องดูว่าค่าที่ตรวจพบเกินมาตรฐานสำหรับการใช้น้ำเพื่อการเกษตรหรือไม่ ถ้าไม่เกินก็ยังใช้ได้ แต่ถ้าเกินก็จำเป็นต้องหลีกเลี่ยง เพราะปัญหาที่เกษตรกรกังวลมากที่สุดในตอนนี่ ไม่ได้อยู่แค่เรื่องการใช้น้ำ แต่คือความเสี่ยงที่ผลผลิตทางการเกษตรอาจถูกปฏิเสธรับซื้อ หากมีการตรวจพบสารตกค้างเกินเกณฑ์มาตรฐานที่ผู้ซื้อหรือบริษัทเอกชนกำหนด” ผศ.เสถียร กล่าว

ดร.เสถียรกล่าวว่า ผลตรวจคุณภาพน้ำผิวดินของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) หลายจุดจะยังไม่เกินค่ามาตรฐานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) สำหรับน้ำที่ใช้ในการเกษตร แต่บางจุดก็พบค่าปนเปื้อนเกินเกณฑ์เช่นกัน ทำให้สถานการณ์ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง และสร้างความไม่มั่นใจให้กับเกษตรกรในพื้นที่

“ถ้าวันหนึ่งมีการตรวจผลผลิตแล้วไม่ผ่านมาตรฐาน ผู้ซื้อไม่รับซื้อทันที เรื่องนี้จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ เพราะชาวบ้านจะขาดทุนและเดือดร้อนทันที ถึงแม้เรื่องนี้ จะมีการพูดถึงมาตรการรองรับผลกระทบในหลายเวทีประชุม แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นแผนเยียวยาหรือแนวทางรับมือที่ชัดเจนว่า หากเกิดกรณีที่ผลผลิตทางการเกษตรถูกปฏิเสธจากตลาดจริง”ดร.เสถียร กล่าว

ผศ.เสถียรกล่าวว่า คำแนะนำจากหน่วยงานภาครัฐที่ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอย่างอื่นแทน อาจเป็นแนวทางที่ไม่ได้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของพื้นที่ทั้งหมด บางครั้งมันเป็นการแก้ปัญหาแบบระบบราชการ ที่มองให้ผ่านไปเป็นครั้งๆ แต่ไม่ได้ลงมาเข้าใจบริบทจริงของชุมชน ทั้งเรื่องดิน ระบบนิเวศ และวิถีการผลิตของชาวบ้าน” อาจารย์เสถียร กล่าว