Search

ตรวจพบแคดเมียม-ตะกั่วในกุ้งแม่น้ำกระบุรีแต่ยังไม่เกินค่ามาตรฐาน-ชาวบ้านรับผลกระทบจากเหมืองแร่ฝั่งพม่าสะท้อนปัญหาน้ำขุ่นข้น-เผยเดือดร้อนกันหนัก-วัวควายไม่กล้ากินน้ำ-จี้รัฐบาลเร่งหารือทางการพม่า

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่ศาลาอเนกประสงค์ หมู่ 5 บ้านหาดจิก ต.ปากจั่น อ.กระบุรี จ.ระนอง องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)ปากจั่น ร่วมกับสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ (สคพ.) ที่ 15 น.ภูเก็ตได้จัดเวที “เปิดพื้นที่..สะท้อนเสียงคนระนอง :ร่วมหาแนวทางการลดผลกระทบจากการใช้น้ำในแม่น้ำกระบุรี” โดยมีชาวบ้านกว่า 150 คนเข้าร่วม

น.ส.จันทิรา ดวงใจ ผู้อำนวยการ สคพ.15 กล่าวว่า ได้เก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจสอบแม้ในภาพรวมพบว่าไม่มีค่าสารโลหะหนักเกินคุณภาพ เพียงแต่มีปัญหาเรื่องความขุ่นเพิ่มขึ้นสูงมาก อย่างไรก็ตามทุกฝ่ายต้องช่วยกันประสานงานทั้งในและต่างประเทศเพื่อแก้ปัญหา ดังนั้นเวทีนี้จึงมารับฟังผลกระทบและสร้างการรับรู้ร่วมกันและสร้างกันเป็นเครือข่าย

นายวิธรัช รามัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง กล่าวเปิดเวทีว่า น้ำในแม่น้ำกระบุรีเริ่มขุ่นมาตั้งแต่ปี 2563 และทางการได้ใช้กลไกต่างๆร่วมแก้ปัญหาเรื่อยมา และวันนี้ได้เปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมสะท้อนข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การสร้างความเข้าใจร่วมกันและหาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม

“การเปิดเวทีเพื่อให้ประชาชนได้พูดข้อเท็จจริงเพราะท่านรู้ดีกว่าเรา เพื่อให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องนำไปแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ปัญหาแล้ว อยากให้สะท้อนข้อเสนอแนวหรือทางออกด้วย ท่านผู้ว่าฯย้ำว่าจะแก้ปัญหานี้ 2 แนวทางคือ 1.รับฟังข้อมูลจากผู้ที่ได้รับผลกระทบแล้วนำไปหาแนวทางแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เช่น เรื่องการตรวจต่างๆ และน้ำบริโภค 2.การแก้ไขปัญหาระยะยั่งยืนซึ่งต้องใช้กลไกมากกว่าจังหวัดคือรัฐบาลหารือระดับทวิภาคีกับเพื่อนบ้านซึ่งเขากำลังมีปัญหาภายในจึงไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายหรือระเบียบมากนัก โดยที่ผ่านมาใช้กลไกลคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นหรือ TBC (Township Border Committee)อาจไม่เพียงพอ”นายวิธรัช กล่าว

ก่อนการเปิดเวทีผู้แทนเครือข่ายรักษ์แม่น้ำกระบุรีได้ยื่นหนังสือต่อรองผู้ว่าฯโดยมีข้อเสนอในแก้ปัญหา 11 ข้อ อาทิกำหนดให้ทุก 1-2 เดือนต้องมีหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่ตรวจตะกอนดิน น้ำ สัตว์น้ำ และพันธุ์พืชในแม่น้ำกระบุรีและต้องมีการเปิดเผยผลการตรวจให้สาธารณชนทราบและเข้าถึงข้อมูลได้ในหลากหลายช่องทาง ,ให้มีการสุ่มตรวจสารพิษตกค้างในร่างกายของประชาชน , จัดทำแผนที่ความเสี่ยงของแม่น้ำกระบุรี, เสนอให้คณะกรรมการชายแดนไทย – เมียนมาร์ (TBC)จัดประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการทำเหมืองแร่และผลกระทบที่เกิดขึ้นรวมถึงการประสานแนวทางแก้ไขปัญหา ,ให้มีคณะทำงานร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา ส่งเสริม ฟื้นฟู และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติลำน้ำกระบุรี ที่ประกอบจากทุกภาคส่วนเกี่ยวข้องเป็นคณะทำงานโดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดระนองลงนามคำสั่ง

ทั้งนี้ในเวทีได้ให้ตัวแทนชาวบ้านจากกลุ่มต่างๆร่วมสะท้อนปัญหา โดยผู้แทนจากกลุ่มเกษตรกร กล่าวว่า สมัยก่อนไม่มีน้ำประปา ชาวบ้านก็ใช้น้ำในแม่น้ำกระบุรีอาบน้ำ-ซักผ้า และในแม่น้ำ มีปลาใหญ่ปลาน้อยมากมาย แต่ปัจจุบันเราไม่สามารถดำเนินชีวิตแบบเดิมได้อีกแล้วเพราะน้ำขุ่นมากซึ่งชาวบ้านทุกคนรับรู้ปัญหาและบ่นกันมาตลอด เราเผชิญปัญหามานานกว่า 6 ปี แม้กระทั่งในช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมาน้ำก็ขุ่น จนไม่สามารถนำน้ำไปใช้ทำการเกษตรโดยตรงได้ เพราะคราบโคลนจะไปเคลือบตามผิวของต้นไม้

“เมื่อก่อนแม่น้ำของเราสะอาด เราเคยใช้ปั้มน้ำธรรมดา ก็ดูน้ำขึ้นมาใช้ได้ แต่เดี๋ยวนี้ต้องเปลี่ยนปั้มใหม่ต้องเป็นปั้มที่สามารถดูโคลนได้ด้วย ส่งผลกระทบต่อพืชผักซี่งผักอินทรีย์ซึ่งต้องผ่านการตรวจสอบจากราชการ ผักเหล่านี้ไม่ควรมีคราบโคลนติดอยู่ ตอนนี้เหมือนมีปูนซีเมนต์มาเคลือบตามผิวดิน ทำให้ต้นไม่โตช้า และทำให้โรคต่างๆตามมา เราต้องจ่ายต้นทุนเพิ่มขึ้น จากที่เราเคยใช้ชีวิตกันอย่างชิลๆ มีแม่น้ำใสๆ มีแหล่งท่องเที่ยว เราถ่ายรูปโพสต์ไปโลกโซเชียลก็มีแต่คนอิจฉา แต่เดี๋ยวนี้หายไปหมด ไม่มีน้ำใสๆอีกแล้ว เราต้องใช้แอปช่วยแต่งให้น้ำดูใสขึ้น เรารู้สึกอาย ทำอย่างไรถึงแก้ปัญหาได้”ตัวแทนเกษตรกร กล่าว

อดีตกำนันรายหนึ่งซึ่งเป็นตัวแทนผู้ประกอบการปศุสัตว์ กล่าวว่า แม้ผลการตรวจสอบของสคพ.ระบุว่าคุณภาพน้ำในแม่น้ำยังไม่มีปัญหาเรื่องสารพิษ แต่ตนมีเครื่องมือพิสูจน์ว่าน้ำไม่สามารถกินได้จากการที่วัวควายที่เลี้ยงไว้ยามนี้ไม่กินน้ำในแม่น้ำกระบุรีแล้ว แต่ถ้าพาไปที่ลำห้วยอื่นที่น้ำใส วัวควายก็จะกิน ตอนนี้ภาคปศุสัตว์เดือดร้อนแน่นอน อยากให้หาทางออกร่วมกัน

น.ส.ฉัตติญา พรหมปองสุข เกษตรจังหวัดระนอง กล่าวว่า ปัญหาน้ำขุ่นมีผลกระทบต่อเกษตรกรโดยตรง ซึ่งมีพื้นที่เกษตรกรรมปากจั่นกว่า 3 หมื่นไร่ แม้น้ำอาจไม่กระทบผลผลิตการเกษตรโดยตรง แต่จะไปเคลือบดินทำให้มีผลกับการเจริญเติบโตของพืช บางครั้งแม้นำน้ำเข้าบ่อพักแล้ว เมื่อใช้เครื่องสูบน้ำก็ตัน จนเกษตรจังหวัดก็ไม่รู้ทำอย่างไรและขอส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายบุญรอง คลองเงิน ตัวแทนประมงชายฝั่ง กล่าวว่า ตนเติบโตในลำน้ำกระบุรีร่วม 60 ปี ทำประมงเป็นอาชีพเสริมในการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ ก่อนที่น้ำขุ่นจากเหมืองแร่ เมื่อปี 2560 เมื่อออกไปหาปลาตามริมลำน้ำ โดยเก็บอวนดูไซทุกๆ 3 วันจะได้ปลาประมาณ 15-20 กก.และใน1เดือนเราจะไปกู้ไซ 10 ครั้ง เฉลี่ยต่อครั้งรายได้ 1,500-2,000 บาท พอปี 2564 ปลาในแม่น้ำเริ่มลดลงเนื่องจากเริ่มมีการทำเหมืองแร่บริเวณต้นน้ำ หาปลาได้ครั้งละ 5-10 กก. แต่พอมาถึงปัจจุบันหาปลาแต่ละครั้งเหลือ 3-5 กก.เห็นได้ชัดว่าผลกระทบต่อชาวประมงชัดเจน เมื่อก่อนใช้น้ำมันครั้งละ 200 บาท ทุกวันนี้น้ำมันราคาเพิ่มขึ้นทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นแต่รายได้ลดลง ทำให้ชาวประมงเดือดร้อนกันมาก

“ปลาบางสายพันธุ์ห่างหายจากแม่น้ำกระบุรี บ้านเราเคยขึ้นชื่อเรื่องปลาตะพากที่มีอยู่มากมาย แต่เดี๋ยวนี้เริ่มหายาก ชาวบ้านที่เคยหาหอยได้ ปัจจุบันหอยหลักไก่หรือหอยจุ๊บแจงหาแทบไม่ได้ น้ำใสๆที่เราเคยเดินหาหอยไม่มีอีกแล้ว ไม่มีหาดทรายให้เรางมหอยเพราะตะกอนจากการทำเหมืองมาถมหาดและวังปลา เป็นผลกระทบที่รุนแรง น้ำขุ่นเยอะขึ้น เมื่อน้ำทะเลหนุน น้ำขุ่นก็ลอยไป ลอยมา จนทำให้ปลาอยู่ไม่ได้”นายบุญรอง กล่าว

นายบุญรองกล่าวว่า แม่น้ำกระบุรีแม้ คพ.ตรวจน้ำก็จริง แต่ไม่แน่ใจว่าเคยตักตะกอนดินไปตรวจด้วยหรือไม่ และสัตว์น้ำที่รับสารพิษมา อนาคตเราจะเอาปลาและสัตว์น้ำไปขายได้หรือไม่ เช่นเดียวกับกุ้งในแม่น้ำกระบุรีเคยที่ขึ้นชื่อ คนที่หากุ้งเคยได้ตัวโตๆ แต่วันนี้กุ้งตัวโตกลับห่างหายไปหมด เหลือแต่ตัวเล็กๆ กุ้งมักอยู่ในน้ำใส เมื่อน้ำขุ่นกุ้งจะย้ายที่อาศัย ปัญหานี้ควรได้รับการแก้ไข ชาวบ้านหวังว่าเราจะได้รับแสงที่จะแก้ไขปัญหาหรือแนวทางสร้างลำน้ำกระบุรีให้อยู่คู่ชุมชนต่อไป อย่าให้แม่น้ำกระบุรีกลายเป็นตำนานหรือเรื่องเล่าว่าเป็นลำน้ำที่เคยมีน้ำใส

น.ส.สาริณี ปฎิแพทย์ ประมงอำเภอกระบุรี กล่าวว่า เราทราบว่าน้ำขุ่นในแม่น้ำกระบุรีมีสาเหตุมาจากเหมืองแร่ และอาจทำให้โคลนไปติดเหงือกของปลา และปลาหายใจน้อยลงเติบโตช้าและมักอพยพไปอยู่ลำน้ำสายรอง โดยเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา ทางประมงได้สุ่มเก็บตัวอย่างสัตว์น้ำและส่งตรวจ ทั้งแคดเมียม ตะกั่ว ปรอท ไม่พบสารเหล่านี้ แต่ในกุ้งก้ามกาม(กุ้งแม่น้ำกระบุรี)พบสารแคดเมียม 0.201 ไมโครกรัม/กรัม และตะกั่ว 0.032ไมโครกรัม/กรัม(มาตรฐานอยู่ที่ 0.5 ไมโครกรัม/กรัม) ซึ่งไม่เกินค่ามาตรฐาน เรานำเสนอให้อธิบดีกรมประมงทราบว่าเริ่มมีปัญหาจากเหมืองแร่ และเราขอเก็บตัวอย่างเพิ่ม ซึ่งในปีงบประมาณ 2570 ขอดำเนินการไป 5 ปี โดยสำรวจทุกๆ 3 เดือนส่งให้ห้องตรวจที่ จ.สงขลา

นายพีระ ประสงค์เวช ตัวแทนกลุ่มท่องเที่ยว และผู้ประสานงานเครือข่ายรักษ์แม่น้ำกระบุรี กล่าวว่า วิสาหกิจชุมชนล่องแพรน้ำกระบุรีต้องปิดตัวเมื่อตอน 68 เนื่องจากน้ำขุ่นทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยว การทับถมของตะกอนดินทำให้ลำน้ำกระบุรีแคบลง และดินตะกอนได้ทับถมตามหาดต่างๆ พืชประเภทต้นกกขยายตัวอย่างรวดเร็วจนเกือบปิดทับหาดดำซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และสัตว์น้ำจำนวนมากได้หายไป รวมถึงพืชน้ำโดยเฉพาะหญ้าคริปโตคอรีน” (Cryptocoryne) ซึ่งในโลกพบอยู่ 2 พื้นที่คือศรีลังกาและไทย

ขณะที่นายวิรสิงห์ คชสิงห์ นายก อบต.ปากจั่นกล่าวว่า ชาวบ้านรอให้มีการแก้ไขปัญหามาแล้ว 6 ปีจนไม่สามารถรอต่อไปได้อีกแล้ว ก่อนหน้านี้ได้ทำหนังสือถึงหน่วยงานต่างๆ จังอยากให้ สส.ระนองช่วยผลักดันเพื่อให้นำเรื่องนี้ไปหารือกันในสภาเพราะเป็นเรื่องระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน อบต.ได้ทำหนังสือขอใช้พื้นที่กรมป่าไม้เพื่อขุดสระน้ำกักเก็บน้ำผลิตประปาซึ่งผ่านไปแล้ว 102 วัน แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ