
เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ Eurasia Review ได้เผยแพร่บทความของนาย Arman Sidhu นักวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ชาวอเมริกา ซึ่งวิเคราะห์บทบาทของจีนและห่วงโซ่อุปทานเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน (สปป.) ลาว ว่าการที่จีนครองตลาดแปรรูปแร่หายากหนัก (heavy rare earths) เกือบทั้งหมดนั้น พื้นที่สกัดแร่ที่ป้อนวัตถุดิบให้โรงงานแปรรูปของจีนกระจุกตัวอยู่ในเขตที่มีความไม่มั่นคงทางการเมือง หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีความคลุมเครือทางกฎหมาย ซึ่งรัฐมีศักยภาพจำกัดในการบังคับใช้กฎหมาย และทุนจีนเข้าไปเติมเต็ม “สุญญากาศทางการกำกับดูแล” นี้มาโดยตลอด รัฐคะฉิ่นและรัฐฉานของเมียนมาเคยทำหน้าที่ดังกล่าวมาหลายปี ขณะที่ปัจจุบัน ลาวกำลังกลายเป็นพื้นที่ลักษณะเดียวกัน
การวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมของศูนย์วิจัยสติมสัน (Stimson Center) พบเหมืองแรร์เอิร์ธอย่างน้อย 27 แห่งที่เปิดดำเนินการในลาวตั้งแต่ปี 2565 โดย 23 แห่งตั้งอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ ขณะที่การทำแผนที่ในเดือนธันวาคม 2568 ขยายจำนวนพื้นที่เหมืองต้องสงสัยเป็น 517 จุดตามแนวแม่น้ำต่างๆ ทั่วประเทศ การขยายตัวดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่สะท้อนถึงยุทธศาสตร์กระจายแหล่งวัตถุดิบอย่างจงใจของบริษัทที่เชื่อมโยงกับรัฐจีน ซึ่งดำเนินงานในประเทศที่ขาดทั้งศักยภาพทางสถาบันและอำนาจต่อรองทางการเมืองในการควบคุมพวกเขา
นาย Arman Sidhu ระบุว่าการขยายตัวเข้าสู่ลาวเป็นไปตามรูปแบบที่เห็นได้ชัด บริษัทแรร์เอิร์ธของจีนมักมองหาประเทศที่มีองค์ประกอบ 3 ประการมาบรรจบกัน ได้แก่ ธรณีวิทยาที่เอื้ออำนวย การบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ และโครงสร้างอำนาจที่ทำให้รัฐบาลเจ้าของประเทศไม่กล้าต่อต้าน ลาวมีครบทั้งสามเงื่อนไข
“อีกปัจจัยสำคัญคืออำนาจต่อรอง ลาวมีหนี้ค้างชำระต่อจีนรวม 3.23 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นราว 19% ของจีดีพีที่คาดการณ์ในปี 2568 ขณะที่หนี้สาธารณะรวมของประเทศสูงกว่า 100% ของจีดีพี โดยจีนถือครองภาระหนี้ต่างประเทศประมาณครึ่งหนึ่งทั้งหมด ในปี 2564 ลาวได้โอนสิทธิการควบคุมบริษัทระบบส่งไฟฟ้าแห่งชาติ (EDL-T) ให้แก่ China Southern Power Grid ผ่านสัญญาเช่า 25 ปี มูลค่า 625 ล้านดอลลาร์ โครงสร้างหนี้ลักษณะนี้จำกัดความเต็มใจของรัฐบาลเวียงจันทน์ในการบังคับใช้กฎหมายของตนเองต่อผลประโยชน์ทางธุรกิจของจีน แม้ลาวจะประกาศห้ามทำเหมืองแรร์เอิร์ธตั้งแต่ปี 2560 ภายใต้กฎหมาย 291 แต่ข้อห้ามดังกล่าวแทบไม่ส่งผลต่อการขยายตัวของโครงการเหมืองแร่จากจีน ซึ่งมักเข้าถึงพื้นที่ผ่านใบอนุญาตระดับท้องถิ่นที่จัดประเภทเป็นการสำรวจมากกว่าการทำเหมือง”บทความชิ้นนี้ระบุ
นาย Arman Sidhu ระบุว่า ช่วงเวลาของการขยายตัวในลาวไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เมียนมาผลิตแร่แรร์เอิร์ธประมาณ 16% ของโลกในปี 2567 โดยการสกัดส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในรัฐคะฉิ่น ภายใต้ข้อตกลงระหว่างผู้ประกอบการจีนกับกองกำลังชาติพันธุ์ติดอาวุธ อย่างไรก็ตาม การที่กองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) เข้ายึดพื้นที่เหมืองสำคัญในปลายปี 2567 ทำให้เส้นทางอุปทานนี้หยุดชะงัก
“การพึ่งพาหนี้สินจากจีนทำให้ข้อห้ามอย่างเป็นทางการของรัฐบาลลาวแทบไม่มีผลในทางปฏิบัติ แม้นายกรัฐมนตรี สอนไซ สีพันดอน จะสั่งให้จัดทำยุทธศาสตร์แร่แรร์เอิร์ธแห่งชาติในเดือนตุลาคม 2566 แต่รัฐบาลกลางยังไม่แสดงให้เห็นว่ามีศักยภาพเพียงพอในการควบคุมข้อตกลงระดับจังหวัดที่ทำกับนักลงทุนจีน”บทความของนาย นาย Arman Sidhu ระบุ
(อ่านรายละเอียดบทความได้ใน https://transbordernews.in.th/home/?p=46247 )
ด้านเพจของกรมควบคุมมลพิษ(คพ.)รายงานว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ได้สั่งการให้ คพ.พิจารณาข้อเสนอแนะจาก ดร.สืบกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กรณีปัญหาแม่น้ำ ‘กก-สาย-รวก-โขง’ ปนเปื้อนสารโลหะหนักจากเหมืองแร่จีนในเมียนมา ให้ คพ. กลับไปตรวจสารโลหะหนักในน้ำและตะกอนดินในจุดชายแดนไทย – เมียนมา (บ้านแก่งตุ๋ม) ที่เคยเป็นจุดตรวจแม่น้ำกกหมายเลข 1 ตามเดิม เนื่องจากเป็นการพิสูจน์ยืนยันว่าสารโลหะหนักมาจากประเทศเมียนมา
นายสุชาติ กล่าวว่า ในส่วนที่มีข้อเสนอแนะให้มีจุดเก็บตัวอย่างที่ภาคประชาชนเสนอให้เก็บในแม่น้ำโขง อำเภอเชียงของ อำเภอเวียงแก่นก่อนเข้า สปป.ลาว นั้น สคพ.1 ได้เพิ่มแล้วในรอบเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมา