Search

ลาวจับส่งไทยอีกอื้อสแกมเมอร์แห่งสยาม-มอบให้ตำรวจไทยดำเนินคดี-เผยย้ายฐานหลังถูกปราบหนักในกัมพูชา-แฉคิงโรมันส์ขยายสาขาธุรกิจสีเทาลงใต้ถึงฝั่งตรงข้ามลำน้ำโขงภาคอีสาน

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เพจลาวพัฒนา สื่อออนไลน์ลาว รายงานว่า ที่ด่านสากลสะพานมิตรภาพลาว-ไทย แห่งที่ 1 นครหลวงเวียงจันทน์-หนองคาย ได้มีพิธีส่งมอบ-รับตัวผู้ต้องหาสัญชาติไทย จำนวน 102 คน เป็นผู้หญิง 42 คน จากทางการลาวให้แก่ทางการไทย เพื่อนำกลับไปดำเนินคดีตามกฎหมายในราชอาณาจักรไทย

ทั้งนี้ฝ่ายทางการลาวลงนามส่งมอบโดย พ.อ. พรทิพย์ พมพักดี หัวหน้ากรมตำรวจคุ้มครองคนต่างประเทศ ส่วนฝ่ายไทยลงนามรับมอบโดย พันตำรวจเอก กฤษฎากรณ์ กลิ่นเกษร รองผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมืองภาค 4 โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจากทั้งสองฝ่ายเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

ผู้ต้องหาทั้ง 102 คน ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจลาวควบคุมตัวได้เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ระหว่างปฏิบัติการตรวจค้นสถานที่ 3 จุด ได้แก่ บ้านพักคูนไซ บ้านพักรุ่งเรือง ในพื้นที่บ้านม่วงผือ และโรงแรมรุ่งทิพย์ ในบ้านไชยภูมิ นครไกสอน พมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต ตรงข้าม จ.มุกดาหาร ผู้ต้องหาถูกตั้งข้อหาลักลอบเปิดเว็บไซต์พนันออนไลน์ โดยเจ้าหน้าที่ตรวจยึดของกลาง ประกอบด้วย คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 122 เครื่อง คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 9 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 720 เครื่อง

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจของตำรวจลาว ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายทะเบียนครอบครัวและพัฒนาฐานราก รวมถึงกองกำลังเคลื่อนที่ของกองบัญชาการตำรวจแขวงบอลิคำไซ ตรงข้าม จ.บึกกาฬ ได้เข้าตรวจค้นสถานที่ต้องสงสัยว่าเป็นแหล่งก่ออาชญากรรมทางโทรคมนาคม หรือแก๊งสแกมเมอร์ ตามร้านตัวแทนจำหน่ายหวย บ้านพัก และโรงแรมรวม 4 แห่ง ในเมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบกลุ่มผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางโทรคมนาคม หรือแก๊งสแกมเมอร์ จำนวน 130 คน เป็นผู้หญิง 61 คน ประกอบด้วย คนสัญชาติไทย 112 คน เป็นผู้หญิง 52 คน สัญชาติเมียนมา 1 คน เป็นผู้หญิง และสัญชาติลาว 17 คน เป็นผู้หญิง 8 คน
เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวทั้งหมด พร้อมตรวจยึดของกลางจำนวนมาก ได้แก่ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โน้ตบุ๊ก โทรศัพท์มือถือ และเงินสดบางส่วน เพื่อนำไปดำเนินการสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมาย


ส่วนตัวแทนจำหน่ายหวย เจ้าของบ้านพัก และเจ้าของโรงแรม เจ้าหน้าที่ได้เรียกมาอบรม ตักเตือน และทำบันทึกไว้ หากยังคงอำนวยความสะดวกให้กลุ่มอาชญากรรมทางโทรคมนาคม หรือบุคคลที่มีพฤติกรรมผิดกฎหมายเข้าพักและเคลื่อนไหวในพื้นที่ เจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

แหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคงชายแดน เปิดเผยกับสำนักข่าวชายขอบถึงกรณีนี้ว่า ตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิดซึ่งด่านพรมแดนปิด ได้มีคนไทยบางกลุ่มผู้ลักลอบทำงานหนีไปทำงานในฝั่งประเทศลาว โดยเริ่มต้นทางด้าน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ในบริเวณคิงโรมันส์ ซึ่งมีการประกาศโฆษณาว่าทำงานในคิงโรมันส์ แต่จริงๆ แล้วไม่เกี่ยวกับคาสิโน แต่เป็นตึกสแกมเมอร์ในเขตคิงโรมันส์ของบริษัทดอกงิ้วคำเท่านั้น

แหล่งข่าวกล่าวว่า ต่อมาทางการจีนและลาวได้ร่วมกันปราบปรามสแกมเมอร์อย่างหนัก ทำให้เหล่าจีนเทาและสแกมเมอร์กระจัดกระจายออกไปนอกคิงโรมันส์โดยหาบ้านเช่า หรือรีสอร์ทเล็กๆดำเนินการต้มตุ๋นหลอกลวงอยู่ตามชุมชนต่างๆริมแม่น้ำโขงในแขวงบ่อแก้ว ขณะเดียวกันได้มีการขยายพื้นที่สแกมลงไปทางใต้ลำน้ำโขงฝั่งตรงกันข้ามกับภาคอีสานของไทยในหลายจังหวัด

“คนไทยและคนต่างชาติพวกนี้เขาทำงานกั้นเป็นเครือข่าย ทั้งที่พม่าจากเมืองล่าเสี้ยว เลาก์ก่าย รัฐฉานตอนบน ตึกเลข 9 ที่ออกมาจำนวน 500 กว่าคน เป็นเหยื่อก็มี แต่ส่วนใหญ่คือผู้ที่สมัครไปทำงาน พวกที่ถูกจับในฝั่งลาวครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นพวกที่เคยทำงานอยู่ในเขมร เมื่อที่เขมรถูกปราบปรามก็อพยพไปทำงานต้มตุ๋นหลอกลวงกันในลาวต่อ”แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจับส่วนมากได้แค่พวกบัญชีม้า หากสามารถขยายผลเร็วก็จับได้แต่ตัวใหญ่ที่อยู่ทางโน้นไม่ออกหน้า จะเป็นการโทรมาหลอกเหยื่อคนไทย ใช้เว็บอวตาร ผู้เสียหายก็ไม่รู้ว่าคนที่หลอกคือใคร เพราะโอนเงินเข้าบัญชีม้า“จริงๆแล้วตำรวจไทยมีรายชื่อ มีข้อมูล แต่ไม่มีหมายจับเพราะไม่มีผู้เสียหายแจ้งความ บางคนก็เป็นนายหน้ามีหลักฐานชัดเจนแต่ไม่มีผู้เสียหายแจ้งความก็ทำอะไรเขาไม่ได้ พวกนี้เยอะ ต้องให้ตำรวจจับได้จึงรับสารภาพ เหมือนที่กรณีที่ช่องจอม” แหล่งข่าวกล่าว และว่าขณะนี้เหล่าสแกมเมอร์จำนวนไม่น้อยย้ายไปลาว และทราบว่ามีศูนย์ใหญ่แห่งหนึ่งอยู่ใกล้เมืองเวียงจันทน์

“จริงๆแล้วตำรวจไทยมีรายชื่อ มีข้อมูล แต่ไม่มีหมายจับเพราะไม่มีผู้เสียหายแจ้งความ บางคนก็เป็นนายหน้ามีหลักฐานชัดเจนแต่ไม่มีผู้เสียหายแจ้งความก็ทำอะไรเขาไม่ได้ พวกนี้เยอะ ต้องให้ตำรวจจับได้จึงรับสารภาพ เหมือนที่กรณีที่ช่องจอม” แหล่งข่าวกล่าว และว่าขณะนี้เหล่าสแกมเมอร์จำนวนไม่น้อยย้ายไปลาว และทราบว่ามีศูนย์ใหญ่แห่งหนึ่งอยู่ใกล้เมืองเวียงจันทน์