เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 นักสิ่งแวดล้อมชาวคะฉิ่นรายหนึ่งให้สัมภาษณ์สำนักข่าวชายขอบ เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวผลักดันโครงการเขื่อนมิตส่ง (Myitsone dam project) ที่ต้นแม่น้ำอิรวดี ในรัฐคะฉิ่น ภาคเหนือของพม่า ซึ่งรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจจีนมีแผนเข้าไปดำเนินการ ว่าในขณะนี้การทำงานเพื่อคัดค้านโครงการเขื่อนนี้กลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากและอันตรายอย่างมาก แตกต่างจากในอดีตยุครัฐบาลนางอองซานซูจีอย่างสิ้นเชิง
“นักการเมืองระดับสูงชาวคะฉิ่น อดีตพันธมิตรบางส่วนของพวกเราที่เคยร่วมกันคัดค้าน รวมถึงรัฐมนตรีในรัฐคะฉิ่น ได้หันไปสนับสนุนรัฐบาลทหารพม่าหลังได้รับผลประโยชน์พิเศษและโอกาสทางธุรกิจในพื้นที่ บุคคลหลายคนเคยทำงานใกล้ชิดกับภาคประชาสังคมและกลุ่มสิ่งแวดล้อมมาก่อน แต่ปัจจุบันกลับสนับสนุนโครงการเขื่อนมิตส่ง”นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม กล่าว
เขากล่าวว่ากลุ่มที่สนับสนุนโครงการได้จัดเวทีที่เรียกว่า “การรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ” หลายครั้ง แต่ในหลายกรณี ชาวบ้านถูกกดดันหรือบังคับให้เข้าร่วม บางคนไม่ทราบล่วงหน้าด้วยซ้ำว่าการประชุมเกี่ยวข้องกับโครงการเขื่อนมิตส่ง จนกระทั่งเดินทางมาถึงจึงรู้จุดประสงค์ที่แท้จริง หลังจากนั้นภาพถ่ายและวิดีโอจากเวทีดังกล่าวจะถูกเผยแพร่ผ่านสื่อของรัฐ เพื่อสร้างภาพว่าประชาชนได้รับการปรึกษาหารือและมีส่วนร่วมแล้ว
เขากล่าวว่า รัฐบาลทหารพม่ายังออกมาตรการจำกัดและข่มขู่ผู้ที่คัดค้านโครงการ โดยระบุว่าหากใครต่อต้านเขื่อนมิตส่งโดยไม่มี “เหตุผลเพียงพอ” ตามที่ทางการกำหนด อาจถูกลงโทษ ส่งผลให้ชุมชนต่างๆ อยู่ภายใต้บรรยากาศแห่งความหวาดกลัว แม้จะมีการจัดการประท้วงสาธารณะครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ แต่นักกิจกรรมไม่สามารถจัดการชุมนุมที่พื้นที่มิตส่ง (ต้นกำเนิดแม่น้ำอิรวดี) ได้ เนื่องจากพื้นที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดโดยรัฐบาลทหาร ขณะเดียวกันมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ของบริษัทจีนได้เข้าไปในพื้นที่แล้ว และกำลังเตรียมการบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ชาวบ้านในพื้นที่ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
นักสิ่งแวดล้อมชาวคะฉิ่นกล่าวว่า สมาชิกรัฐสภาและผู้นำภาคประชาสังคมพม่าจำนวนมากไม่ได้ออกมาคัดค้านรัฐบาลทหารอย่างเปิดเผยอีกต่อไป บางส่วนหันไปอยู่ฝ่ายรัฐบาลทหาร ขณะที่อีกหลายคนเลือกนิ่งเงียบเพราะความหวาดกลัว ทางการพม่ามีข้อมูลของแทบทุกคนที่ทำงานด้านความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมในรัฐคะฉิ่น ทำให้การเคลื่อนไหวมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะชาวบ้านที่หวาดกลัวการให้สัมภาษณ์สื่อหรือการแสดงตัวต่อสาธารณะ
“การประท้วงสาธารณะทั่วประเทศพม่าในปัจจุบันแทบเป็นไปไม่ได้ ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่ ผู้คนใช้ชีวิตท่ามกลางความหวาดกลัว ความรุนแรง การสังหาร การโจมตีทางอากาศ และการทิ้งระเบิด แม้แต่ในเมืองใหญ่ เช่น มัณฑะเลย์และย่างกุ้ง การชุมนุมสาธารณะก็แทบไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป ความเงียบงันได้ปกคลุมทั่วประเทศ”เขากล่าว
นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมชาวคะฉิ่นกล่าวด้วยว่า เขื่อนมิตส่งยังจะเป็นหนึ่งในภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดของพม่า โดยโครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำอิรวดี ซึ่งหล่อเลี้ยงระบบนิเวศ การเกษตร และวิถีชีวิตของผู้คนทั่วประเทศ รวมถึงพื้นที่เขตแห้งแล้ง ภูมิภาคสะกาย และพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิรวดี น้ำจืดจากต้นน้ำมีความสำคัญต่อการป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำในพื้นที่เกษตรกรรมปากแม่น้ำอิรวดีอันกว้างใหญ่
ขณะที่พื้นที่รอบมิตส่งและแนวเทือกเขาหิมะใกล้เคียงยังถือเป็นพื้นที่สำคัญระดับโลกด้านความหลากหลายทางชีวภาพ นักวิเคราะห์เตือนว่าหากมีการสร้างเขื่อน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอาจสร้างความเสียหายที่ไม่สามารถฟื้นฟูได้อีก
เขากล่าวว่า อีกประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก คือ ไฟฟ้าส่วนใหญ่จากโครงการเขื่อนแห่งนี้จะไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนพม่า โดยราว 70% ของพลังงานไฟฟ้าจะถูกส่งไปยังประเทศจีน ขณะที่พม่ายังคงเผชิญสงคราม ความมืดดับจากไฟฟ้าขาดแคลน การโจมตีทางอากาศ และการทำลายโรงเรียน วัด และโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน
นักวิเคราะห์ชาวคะฉิ่นยังเชื่อว่าโครงการนี้เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ทางทหารและภูมิรัฐศาสตร์ในวงกว้าง รัฐบาลทหารพม่ากำลังสูญเสียพื้นที่ควบคุมและเผชิญแรงต่อต้านจากกองกำลังชาติพันธุ์และฝ่ายปฏิวัติในหลายพื้นที่ ซึ่งกังวลว่าหากโครงการมิตส่งเดินหน้าได้สำเร็จ จีนอาจเพิ่มแรงกดดันต่อกองกำลังชาติพันธุ์เพื่อปกป้องโครงการเขื่อนและการลงทุนที่เกี่ยวข้อง
“ไม่เพียงเขื่อนมิตส่งเท่านั้น แต่เขื่อนอื่นๆ ที่ถูกเสนอในลุ่มน้ำอิรวดี ก็จะเดินหน้าทั้งหมด ซึ่งอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการปฏิวัติของประชาชนพม่า และอนาคตทางการเมืองของประเทศพม่าในระยะยาว”นักสิ่งแวดล้อมคะฉิ่น กล่าว
อนึ่งโครงการเขื่อนมิตส่ง มูลค่าก่อสร้าง 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ถูกระงับในปี 2554 หลังเกิดการประท้วงทั่วประเทศพม่าจากความกังวลเรื่องความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว การอพยพประชาชนจำนวนมาก และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยพื้นที่โครงการเขื่อนตั้งอยู่ห่างจากรอยเลื่อนสะกาย ซึ่งเป็นสาเหตุของแผ่นดินไหวขนาด 7.7 เมื่อเดือนมีนาคม 2568 เพียง 25 กิโลเมตรเท่านั้น ขณะที่การก่อสร้างระยะแรกของโครงการได้ส่งผลให้ประชาชนมากกว่า 15,000 คน ต้องถูกอพยพออกจากพื้นที่แล้ว
