Search

แผนรับมือน้ำท่วมแม่สายสุดขลุกขลัก-ยังไม่กล้าทุบตึกขวางทางน้ำเหตุติดขัดระเบียบกรมธนารักษ์-ชาวบ้านผวาวางบิ๊กแบ็กจุดเสี่ยงเรียงไม่แน่น-หวั่นน้ำยกตัวเข้าท่วมซ้ำรอยเก่า

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้ลงสำรวจพื้นที่ริมแม่น้ำสาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย ภายหลังจากเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานกำลังเร่งมือเพื่อวางแผนป้องกันน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนนี้ แต่ชาวบ้านในชุมชนสายลมจอย ชุมชนเกาะทราย ชุมชนไม้ลุงขน และเหมืองแดงยังแสดงความวิตกอย่างหนักต่อพนังกั้นน้ำชั่วคราวหรือแนว “บิ๊กแบ็ก” ฝั่งไทย เนื่องจากฝั่งประเทศเมียนมาได้ก่อสร้างคันกั้นน้ำคอนกรีตถาวรหนา 1 เมตร และสูงถึง 6 เมตร ซึ่งการที่ทั้งสองฝั่งทำกำแพงกั้นสูงเช่นนี้ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงทำให้มวลน้ำยกระดับสูงขึ้น กระแสน้ำเชี่ยวแรง และพุ่งทะลักกัดเซาะตลิ่งฝั่งไทยด้วยความเร็วและแรงกระแทกที่หนักหน่วงยิ่งขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเดียวกันแผนการสร้างกำแพงกั้นน้ำถาวรของไทยมูลค่ากว่า 2,900 ล้านบาท ก็ยังคงอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นเนื่องจากต้องมีการเวนคืนที่ดินและการรื้อถอนที่อยู่อาศัยริมน้ำจำนวนมาก ทว่ายังไม่มีความชัดเจนในการเยียวยาหรือชดเชยซึ่งต้องใช้เวลาในการรับฟังความคิดเห็นและดำเนินการตามขั้นตอนทำให้ไม่สามารถบรรจุงบประมาณปี 2570 ได้ทัน ดังนั้นจึงต้องมีการรับมือด้วยแผนเฉพาะหน้า แต่การก่อสร้างพนังกั้นน้ำกึ่งถาวรตลอดแนวชุมชนกลับต้องสะดุดลง เนื่องจากไม่สามารถรื้อถอนอาคารที่เป็นคอขวดขวางทางน้ำได้ เนื่องจากกฎระเบียบที่ขาดความยืดหยุ่นของกรมธนารักษ์ ในเรื่องการประเมินค่าชดเชยเพื่อรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำจำนวน 14 หลัง และเงื่อนไขที่ต้องได้รับการอนุมัติจากกระทรวงการคลัง ส่งผลให้นุมัติงบประมาณ 39 ล้านบาทถูกแช่แข็ง ภาระจึงตกอยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต้องดูแลการทำแนวกั้นแทน ทว่ามีงบประมาณจำกัดเพียง 4 ถึง 8 ล้านบาทเท่านั้น

ทั้งนี้บริเวณใต้สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 ยังมีความเสี่ยงจากตะกอนดินโคลนที่ทับถมจนร่องน้ำตื้นเขิน เหลือช่องว่างความสูงเพียงไม่กี่เมตร หากมีขอนไม้หรือสวะลอยมาติดตอหม้อสะพาน จะกลายเป็นเขื่อนชั่วคราวดันมวลน้ำให้ยกตัวสูงขึ้น กระแทกโครงสร้างสะพาน และทะลักเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน ซึ่งอาจทำให้กำแพงฝั่งไทยหลายจุดที่ยังไม่ใช่โครงสร้างแข็งแรงพังทลายลงได้

ผู้สื่อข่าวได้เข้าตรวจสอบจุดวางบิ๊กแบ็กบริเวณแนวแม่น้ำสายในพื้นที่ชุมชนเกาะทราย ซึ่งชาวบ้านมีความไม่สบายใจ เนื่องจากบริเวณใกล้สะพานมิตรภาพไทย – เมียนมา แห่งที่ 1 ซึ่งอยู่ถัดจากชุมชนหัวฝาย และชุมชนสายลมจอย ต.เวียงพางคำ ถือเป็นจุดเฝ้าระวังสำคัญที่เจ้าหน้าที่กำลังพลของกองทัพได้สร้างแนวพนังกั้นน้ำด้วยการวางแนวกระสอบทราย (บิ๊กแบ็ก) เพื่อป้องกันน้ำสายยกตัวทะลักท่วมพื้นที่เศรษฐกิจชั้นใน แต่ชาวบ้านในชุมชนเกาะทรายและพื้นที่ใกล้เคียงยังคงมีความกังวลใจว่า น้ำจะทะลักเข้าจุดนี้และบ่าท่วมกระจายไปทั่วบริเวณ

“ตอนแรกพวกเราก็มั่นใจว่าจะรับมือได้จากการลงพื้นที่ทำงานของเจ้าหน้าที่ แต่ตอนนี้เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าจะสามารถป้องกันได้ เพราะวิธีการจัดเรียงบิ๊กแบ็กในครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนๆ ในอดีตเคยเรียงสลับช่องในแต่ละชั้นอย่างเป็นระเบียบ มีทั้งการรองผ้าใบและใช้กระสอบทรายถุงเล็กปิดช่องว่างระหว่างบิ๊กแบ็กอีกชั้น ซึ่งดูแน่นหนามาก แต่การจัดวางในช่วง 2-3วันที่ผ่านมานี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น แถมยังมีการขุดตักทรายที่เคยปิดช่องทางเข้าหลังสะพานฯ นำมาใช้บรรจุในบิ๊กแบ็ก ทำให้กองดินทรายที่เป็นแนวกั้นปะทะของน้ำบางลง”ชาวบ้านรายหนึ่งกล่าว

ชาวบ้านในชุมชนริมแม่น้ำสายกล่าวว่า ตนอยู่ที่นี่มานาน เห็นทางน้ำและพฤติกรรมการทะลักของน้ำมาโดยตลอด แต่พอแจ้งเจ้าหน้าที่ทหาร เขาไม่เชื่อพวกเรา และพวกตนไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องขุดทรายที่เป็นแนวกั้นแบบธรรมชาติออก ตอนนี้เราเห็นความแรงของน้ำได้จากอาคารหลังที่ 2 ที่ขวางทางน้ำที่เริ่มร้าวเพราะฐานเริ่มทรุดจากการที่น้ำเจาะพื้น ส่วนอาคารหลังที่ 3 ขณะนี้ก็ยังเปิดช่องเข้าอาคารไว้โดยไม่มีการวางบิ๊กแบ็ก ซึ่งน่ากังวลที่สุด เพราะใต้ตึกเป็นโพรงอยู่ก่อนแล้ว ก่อนหน้านี้ทหารชุดเก่าเคยใช้วางบิ๊กแบ็กปิดกั้นน้ำไม่ให้เข้าอาคาร แต่กลับมีคนไปเปิดช่องด้านหลังอาคารและยังไม่ยอมให้วางแนวบิ๊กแบ็กปิดอีก

ขณะที่ นายธนวัฒน์ ศรีรัตนชัย ผู้ใหญ่บ้านเกาะทราย กล่าวว่า ตอนนี้ทางชุมชนมีความกังวลต่อแนวกั้นบริเวณอาคารดังกล่าวว่าน้ำอาจจะทะลุขึ้นมา เนื่องจากมีบทเรียนเคยเกิดขึ้นแล้วจึงต้องช่วยกันเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ดี ในส่วนของชุมชนเกาะทรายได้มีการเตรียมความพร้อมและซ้อมแผนเผชิญเหตุเพื่อรับมือความเสี่ยงจากน้ำทะลักท่วมเรียบร้อยแล้ว โดยมีการปักหมุดบ้านที่มีผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุไว้ทั้งหมด หากเกิดเหตุน้ำทะลัก บ้านชั้นเดียวจะต้องอพยพออกจากพื้นที่ทันที ส่วนบ้านสองชั้นขึ้นไปให้สำรองน้ำอุปโภคบริโภคไว้ให้เพียงพอ พร้อมทั้งวางแผนเส้นทางอพยพและกำหนดพื้นที่พักพิงที่ปลอดภัยรองรับไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความคืบหน้าในการรื้อถอนอาคารขวางทางน้ำสายจำนวน 14 หลังที่ทำให้แม่น้ำเป็นคอขวดนั้น แม้สำนักงานธนารักษ์พื้นที่เชียงรายจะใช้อำนาจบอกเลิกสัญญาเช่าที่ราชพัสดุกับผู้เช่าทั้ง 14 รายไปแล้วก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติ การสั่งทุบทำลายหรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินที่เป็นของรัฐนั้น อยู่นอกเหนือขอบเขตอำนาจพิจารณาของระดับจังหวัด จำเป็นต้องส่งเรื่องให้กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เป็นผู้อนุมัติขั้นสุดท้าย ซึ่งเอกสารความพร้อมหลังจากใช้เวลาพูดคุยกับผู้อาศัยในอาคารเหล่านั้นได้ข้อยุติแล้วเพิ่งถูกส่งถึงส่วนกลางเมื่อช่วงเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา แต่กระบวนการทุบรื้อโครงสร้างหลักของตึกยังคงค้างเติ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาด้านนายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย กล่าวว่า ล่าสุดทางผู้บริหาร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดเชียงรายได้พูดคุยกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่กรมธนารักษ์จะเสนอเรื่องไปยังปลัดกระทรวงการคลังเพื่อรอการอนุมัติ เนื่องจากระเบียบปกติของกรมธนารักษ์มีข้อจำกัดในการรื้อถอนอาคารที่มีอายุสัญญาต่ำกว่า 25 ปี ทางจังหวัดจึงได้ทำเรื่องขอยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากมีเหตุจำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและความเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วม ซึ่งถ้าอนุมัติจังหวัดก็พร้อมดำเนินการ

ด้านนายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย กล่าวว่า ล่าสุดทางผู้บริหาร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดเชียงรายได้พูดคุยกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่กรมธนารักษ์จะเสนอเรื่องไปยังปลัดกระทรวงการคลังเพื่อรอการอนุมัติ เนื่องจากระเบียบปกติของกรมธนารักษ์มีข้อจำกัดในการรื้อถอนอาคารที่มีอายุสัญญาต่ำกว่า 25 ปี ทางจังหวัดจึงได้ทำเรื่องขอยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากมีเหตุจำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและความเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วม ซึ่งถ้าอนุมัติจังหวัดก็พร้อมดำเนินการ