เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ลงนามในข้อข้อเสนอแนะถึงนายกรัฐมนตรีต่อการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคล โดยระบุว่าตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 อนุมัติหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคลให้แก่บุคลที่อพยพเข้ามาอยู่ ในราชอาณาจักรเป็นเวลานานและบุตรที่เกิดในราชอาณาจักรโดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีนับแต่หลักเกณฑ์มีผลบังคับใช้ เว้นแต่คณะรัฐมนตรีจะมีมติให้ขยายระยะเวลาออกไปซึ่งต่อมากระทรวงมหาดไทยได้อกประกาศเพื่อให้เป็นไปตาม มติครม. โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568
จากการติดตามผลการดําเนินงานพบว่าแม้การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาด้านสัญชาติและ สถานะบุคคลจะมีความคืบหน้าในระดับหนึ่งแต่ยังคงมีข้อจํากัดสําคัญหลายประการอันเป็นอุปสรรคต่อการบรลุเป้าหมายตามติ ครม. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) จึงขอเรียนข้อมูลสภาพปัญหาสาเหตุของปัญหาข้อพิจารณาและข้อเสนอแนะ
เนื้อหาในหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีตอนหนึ่งระบุว่า สภาพปัญหาผู้มีปัญหาสถานะบุคลที่เป็นกลุ่มเป้าหมายตามติคณะรัฐมนตรีมีประมาณ 480,000 ราย ในห้วงที่ผ่านมามีผู้ได้รับการตรวจสอบคัดกรองและดําเนินการแล้วเสร็จประมาณ 135,000 รายคิดเป็นร้อยละ 28 ของกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดโดยยังคงมีกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากที่อยู่ระวห่างการพิจารณา กําหนดสถานะแต่มติ ครม.ดังกล่าวจะสิ้นสุดระยะเวลาดําเนินการในเดือนมิถุนายน 2569
สาเหตุของปัญหาเนื่องจากการกําหนดกลุ่มเป้าหมายมติคณะรัฐมนตรีข้างต้นยังไม่ครอบคลุมบุคลบางกลุ่ม อาทิ บุคคลที่ตกหล่นจาการสำรวจตามยุทธศาสตร์จัดการปัญหาสถานะบุคคลและสิทธิของบุคคลปี 2548 ,การจัดทําทะเบียนประวัติบุคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนแต่ถูกบันทึกข้อมูลคลาดเคลื่อนโดยถูกจัดให้อยู่ /ในกลุ่มย่อยประเภทชนกลุ่มน้อยอื่นๆทําให้ไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการตามติ ครม.ดังกล่าวได้ทันที แต่ต้องมีการพิสูจน์ตัวตนและแก้ไขข้อมูลในทะเบียนประวัติให้ถูกต้องก่อน
ขณะที่ความเข้าใจในการดําเนินการตามมติ ครม.ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กรมการขนส่งทางบกและธนาคารแห่งประเทศไทย ยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบของบัตรประจําตัวสถานะของบุคลแต่ละประเภท และสิทธิที่ได้รับซึ่งมีผลกระทบต่อการเข้าถึงสิทธิเช่นบุคลประเภท
กสม.ระบุว่า การเร่งแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลที่เป็นกลุ่มเป้าหมายตามมติ ครม. เ มื่อวันที่ 29ตุลาคม 2567 จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทยมาอย่างยาวนานสามารถเข้าถึงสิทธิต่างๆซึ่งเป็นพื้นฐานสําคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและพัฒนาตนเองให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ ลดปัญหาที่กระทบ ต่อความมั่นคง อาทิ ปัญหาการค้ามนุษย์ และอาชญากรข้ามชาติที่มีการแสวงประโยชน์จาการเข้าไม่ถึงสถานะและสิทธิของบุคคลรวมทั้งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทย ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของไทยในเวทีระหว่างประเทศ
กสม.ระบุว่า เดือนมิถุนายน 2569 เป็นกําหนดสิ้นสุดระยะเวลาดําเนินการตามติ ครม. แต่ขณะนี้ยังคงมีข้อจำากัด ที่ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กําหนดได้จึงมีความเสี่ยงที่จะมีผู้ตกหล่นจากการดําเนินการเป็นจํานวนมาก จากสภาพปัญหาสาเหตุของปัญหา กสม.จึงมีข้อเสนอแนะมาเพื่อพิจารณาดังนี้
1.ขยายกรอบระยะเวลาการดำเนินการตามมติ ครม. ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงเพื่อให้แก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2.ขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมผู้มีสิทธิตามกฎหมายอื่น เช่น กลุ่มคนไทยพลัดถิ่น ที่ได้รับการสำรวจ ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2548 ไว้ก่อนแล้ว เพื่อป้องกันความเหลื่อมล้ำและให้ผู้มีสิทธิตามกฎหมายได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างทั่วถึง
3.ทบทวนและปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่อาจกระทบหรือรอนสิทธิของกลุ่มเป้าหมายซึ่งมีอยู่เดิม พร้อมทั้งเร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
4. ปรับหลักเกณฑ์การสอบสวนให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นโดยในกรณีที่ผู้ยื่นคําขอไม่สามารถหาพยานบุคคลมารับรองได้ อาจพิจารณาใช้พยานหลักฐานหรือวิธีการอื่นประกอบการพิจารณาแทน ตามความเหมาะสมและสอดคล้องกับข้อเท็จริงของแต่ละกรณีเพื่อเปิดโอกาสให้บุคลที่มีคุณสมบัติเ ข้าสู่ กระบวนการตามมติคณะรัฐมนตรีได้อย่างทั่วถึง
5.จัดสรรงบประมาณด้านบุคลากรให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานและปรั บรูปแบบ การจ้างานให้เหมาะสมกับภารกิจรวมทั้งจัดสรรวัสดุอุปกรณ์ให้เพียงพอพัฒนาระบบฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบันจัดทําคู่มือและซักซ้อมความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานตลอดจนกําหนดมาตรการป้องกันการทุจริตอย่างชัดเจน
