เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าว Kachin News Group รายงานว่า กองทัพพม่ายังคงเพิ่มกำลังทหารเข้ามาในรัฐคะฉิ่นอย่างต่อเนื่อง และเตรียมที่จะโจมตีในหลายพื้นที่แนวรบในรัฐคะฉิ่น แม้ก่อนหน้านี้ พลเอกมินอ่องหล่ายประกาศว่า พร้อมจะเจรจากับฝ่ายต่อต้านอย่างกองกำลังพิทักษ์ประชาชน ( People’s Defence Force: PDF) ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาหลังรัฐประหาร รวมถึงกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ภายใน 100 วัน หลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี
อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นความคืบหน้าเกี่ยวกับวิกฤติการเมืองในพม่า ตรงกันข้ามกองทัพพม่ายังคงเปิดฉากโจมตีหลายพื้นที่ทั่วพม่าอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยังก็ไม่มีสัญญาณใดๆที่บ่งชี้ว่ากองทัพพม่ากำลังพยายามสร้างสันติภาพ มีเพียงสัญญาณของการเตรียมการทำสงครามอย่างต่อเนื่องเท่านั้น
พันเอกนอว์ บู โฆษกขององค์กรเอกราชคะฉิ่น (Kachin Independence Organisation – KIO) ซึ่งเป็นองกรค์ทางการเมืองของกองทัพเอกราชคะฉิ่น (Kachin Independence Army – KIA) กล่าวว่า “เรารู้ว่ากองทัพพม่าได้ประกาศแผนที่จะเจรจาสันติภาพ อย่างไรก็ตาม ในรัฐคะฉิ่น ไม่มีสัญญาณใดๆที่แสดงถึงการดำเนินการที่เป็นรูปธรรม ซึ่งบ่งชี้ว่ากองทัพพม่าตั้งใจที่จะยังคงควบคุมพื้นที่นี้ต่อไป กล่าวโดยสรุปก็คือ การสู้รบในรัฐคะฉิ่นน่าจะดำเนินต่อไป”
ทั้งนี้กองทัพพม่าได้ส่งยานพาหนะมากกว่า 400 คัน รวมถึงรถหุ้มเกราะที่บรรทุกทหาร กระสุนและเสบียงจากเมืองมัณฑะเลย์ เมืองใหญ่อันดับ 2 ทางตอนกลางของประเทศไปยังเมืองมิตจีนา เมืองหลวงของรัฐคะฉิ่น โดยขบวนรถประมาณ 100 คันเดินทางมาถึงเมืองมิตจีนาเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา และได้รับการต้อนรับจากสมาชิกคณะบริหารรัฐคะฉิ่นที่ได้รับการแต่งตั้งจากกองทัพพม่า เพื่อรักษาเส้นทางสำหรับขบวนรถเสริม
กองทัพพม่ายังได้เปิดฉากโจมตีอย่างต่อเนื่องและยึดเมืองที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายต่อต้าน ได้แก่ เมืองบะหม่อ เมืองอิ่นด่อว์ เมืองติ้กหย่าย เมืองกะตา และเมืองหม่อหลู่ ในเขตสะกาย ซึ่งติดกับรัฐคะฉิ่น ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนที่ผ่านมา
ด้านนักวิเคราะห์การเมืองชาวคะฉิ่นคนหนึ่งกล่าวว่า การที่กองทัพพม่าส่งกำลังทหารจำนวนมากเข้าไปในรัฐคะฉิ่นเมื่อเร็วๆนี้ หลังจากยึด 5 เมืองใกล้ชายแดนได้ไม่นาน อาจเป็นสัญญาณของการปฏิบัติการที่เข้มข้นมากขึ้นในภูมิภาคนี้ และความเป็นไปได้ที่จะมีการยกระดับสถานการณ์ทางทหารเช่นเดียวกัน
“ดูเหมือนว่ากองทัพพม่าตั้งใจที่จะยึดคืนดินแดนทั้งหมดที่สูญเสียไป พวกเขาอาจเชื่อว่าการทำเช่นนั้นจะแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความน่าเชื่อถือของรัฐบาลใหม่ต่อทั้งประชาคมระหว่างประเทศและประชาชน ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงมีแนวโน้มที่จะพยายามยึดคืนพื้นที่ที่สูญเสียไปทั้งหมดในรัฐคะฉิ่น ยังคงต้องรอดูว่ากองทัพพม่าจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้เร็วแค่ไหน”
ปัจจุบัน การสู้รบอย่างดุเดือดกำลังดำเนินอยู่ในเมืองบะหม่อ เมืองผากั้น และเมืองฉ่วยกู่ ในรัฐคะฉิ่น นอกจากนี้กองทัพพม่ายังได้ส่งกำลังทหารเพิ่มเติมไปยังเมืองหว่ายหม่อและเมืองซัมพราบั่มอีกด้วย โดยกองทัพพม่าได้ส่งกำลังทหารเสริมอีกประมาณ 200 นายไปยังเมืองผากั้นระหว่างต้นเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม การสู้รบยังคงดำเนินต่อไปในหมู่บ้านโลงคิน มอซีซาร์ และหมู่บ้านกูเดมอว์ในเมืองดังกล่าว
ขณะที่สำนักข่าว Independent Mon News Agency รายงานว่า กองทัพพม่าสามารถยึดคืนเมืองหม่อต่าว (มูด่อง) เมืองใกล้ชายแดนไทย – พม่า ในเขตตะนาวศรีได้แล้วเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา หลังจากที่โจมตีในพื้นที่นี้อย่างหนัก และใช้ประชาชนราว 100 คน เป็นโล่ห์มนุษย์ ซึ่งเป็นชาวบ้านและพระสงฆ์ที่ถูกจับ
“พวกเขาไม่ได้ยึดเมืองคืนเพราะมีกำลังเหนือกว่า แต่พวกเขาจับกุมชาวบ้านและใช้ชาวบ้านเป็นโล่ห์มนุษย์ ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องถอนกำลังโดยไม่ยิง หากเรายิง กระสุนก็จะโดนพลเรือน พลเรือนจะเสียชีวิต เราทำได้เพียงเฝ้าดู นั่นเป็นเหตุผลที่พวกเขาจึงยึดเมืองคืนได้ง่าย” นักรบฝ่ายต่อต้านรายหนึ่งกล่าว
มีรายงานว่า จนถึงขณะนี้ ชาวบ้านจำนวน 100 คนที่ถูกจับยังไม่ได้รับการปล่อยตัวแต่อย่างใด นักรบฝ่ายต่อต้านกองทัพพม่าอีกคนหนึ่งที่อยู่ในพื้นที่ยังเปิดเผยว่า นอกจากใช้โล่ห์มนุษย์แล้ว กองทัพพม่ายังโจมตีทางอากาศจากเครื่องบินและโดรนอย่างต่อเนื่อง และระดมยิงด้วยปืนใหญ่อย่างหนัก โดยกองทัพพม่าไม่สามารถรุกคืบได้ด้วยกำลังภาคพื้นดินเพียงอย่างเดียว
มีรายงานว่า ชาวบ้านมากกว่า 4,700 คนได้หนีมายังฝั่งไทยตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา และบางส่วนได้ไปหลบภัยอยู่ใกล้ชายแดนไทย-พม่า หรือตามในป่าและไร่ใกล้เคียง โดยเมืองมูด่อง มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและพม่า เช่นเดียวกัน
ขณะที่ทางใต้ในรัฐชิน กองทัพพม่าได้โจมตีทางอากาศต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเมืองมินดัท เมืองกั่นปะแล็ต และเมืองมะตูพี เป็นเหตุให้มีพลเรือนเสียชีวิต 2 ราย รวมถึงทารกด้วย โดยสื่อชินอย่าง Chin World รายงานว่า ในรอบ 10 วันที่ผ่านมา กองทัพพม่าได้โจมตีทางอากาศถึง 25 ครั้งแล้ว
ด้านองค์กรสภาส่วนกลางเซนทัง (Senthang Central Council -SCC) องค์กรฝ่ายต่อต้านกองทัพพม่าในรัฐชิน ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม เรียกร้องให้ประชาชนขุดหลุมหลบภัยและกักตุนอาหารและยา โดยอ้างถึงความกังวลเกี่ยวกับการโจมตีครั้งใหญ่ของกองทัพพม่าที่กำลังรุกคืบเข้าสู่รัฐชินจากหลายเส้นทาง โดยระบุช่วงเวลานี้ว่าเป็นช่วงวิกฤตของประเทศ
