เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายทองคำ อินพรหม ประธานกรรมการกลุ่มผู้ใช้น้ำบ้านเมืองชุม อ.แม่สาย จ.เชียงราย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา ตนได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในโอกาสเดินทางมาตรวจเยี่ยมสำนักงานชลประทานคลองส่งน้ำ RC1 เพื่อขอความช่วยเหลือให้แก่เกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาพื้นที่เกษตรกรรมในเขตแม่น้ำสายและแม่น้ำรวกปนเปื้อนสารโลหะหนัก โดยเสนอแนวทางแก้ไขปัญหารวม 3 ข้อ ดังนี้ 1.จัดหาแหล่งน้ำบาดาลพลังงานแสงอาทิตย์ ให้แก่เกษตรกรสำหรับใช้ในรายแปลง 2.เร่งรัดการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่คำ ต.แม่ฟ้าหลวง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย เพื่อนำน้ำมาใช้ทดแทนน้ำจากแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก หลีกเลี่ยงการใช้น้ำปนเปื้อนในการทำเกษตรกรรม 3.ประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ยุติการทำเหมืองแร่และหยุดทิ้งขยะลงสู่แม่น้ำสายหลัก
นายทองคำ กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรใน 5 ตำบลของ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ได้แก่ ต.แม่สาย ต.ศรีเมืองชุม ต.โป่งผา ต.เวียงพางคำ และ ต.เกาะช้าง ซึ่งมีพื้นที่การเกษตรรวมกว่า 60,500 ไร่ จำเป็นต้องใช้น้ำจากแม่น้ำสายและแม่น้ำรวกผ่านระบบชลประทานคลองส่งน้ำ RC1, RC2 และ RC3 ในการทำนาปี นาปรัง รวมทั้งปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น มันฝรั่ง ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กระเทียม หอมแดง กระเจี๊ยบเขียว และถั่วเหลือง ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและรายได้หลักหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจในท้องถิ่น ทั้งการบริโภคภายในประเทศและการส่งออก
“แต่สถานการณ์ปัจจุบัน เกษตรกรกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตสารหนู ตะกั่ว และแคดเมียม ที่พัดพามากับน้ำและตะกอนดินจากการทำเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน สารพิษเหล่านี้ตกค้างทั้งในดินและผลผลิต สร้างความวิตกกังวลให้แก่เกษตรกรและผู้บริโภคเป็นอย่างมาก” นายทองคำ กล่าว
ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาตนพยายามขับเคลื่อนแก้ปัญหานี้ทุกวิถีทาง ทั้งการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการลงพื้นที่สร้างความเข้าใจกับชุมชนเหนือน้ำที่จะมีการสร้างอ่างเก็บน้ำ รวมถึงกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อร่วมกันหาทางออก แม้ว่าปัจจุบันผลกระทบอาจยังไม่รุนแรงจนเห็นได้ชัด แต่หากปล่อยให้เกิดการสะสมในระยะยาวจะส่งผลเสียอย่างใหญ่หลวง ทว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงภัยเงียบนี้ ทำให้ขาดแรงขับเคลื่อนร่วมกัน ประกอบกับยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาเป็นเจ้าภาพหลักในการแก้ปัญหาน้ำชลประทานปนเปื้อนอย่างจริงจัง
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่พื้นที่เกษตร 5 ตำบลดังกล่าว อยู่นอกเขตบริการของโครงการอ่างเก็บน้ำแม่คำที่มีแผนจะก่อสร้าง จะมีโอกาสได้ใช้น้ำจากอ่างแห่งนี้หรือไม่ นายทองคำยอมรับว่า ในทางกายภาพถือเป็นเรื่องยากเนื่องจากอยู่นอกเขตบริการ แต่ตนได้พยายามประสานงานกับชุมชนในพื้นที่เพื่อหาแนวทางเสนอให้มีการวางท่อส่งน้ำ ผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำแม่คำมาพักไว้เป็นระยะ จนถึงบริเวณเหนือน้ำของคลองส่งน้ำ RC1 เพื่อให้มีน้ำสะอาดไหลเข้าสู่พื้นที่การเกษตรของอำเภอแม่สาย ซึ่งจะช่วยลดการใช้น้ำปนเปื้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้โอกาสเป็นไปได้จะน้อย แต่ตนก็จะไม่ละความพยายาม
“ลูกบ่ไห้ ก็บ่มีใครฮู้ว่าอยากกินนม เฮาบ่อู้ว่าเฮาต้องการอะหยังแล้วไผจะไปฮู้ (ลูกไม่ร้องไห้ ก็ไม่มีใครรู้ว่าอยากกินนม ถ้าเราไม่พูดว่าเราต้องการอะไรแล้วใครจะไปรู้)” นายทองคำ กล่าวย้ำถึงเจตนารมณ์ในการเดินหน้าขับเคลื่อนเพื่อเตรียมรองรับสถานการณ์สารโลหะหนักสะสมที่แนวโน้มจะรุนแรงขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมของน.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ครั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ เกษตรจังหวัดเชียงราย ประมงจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานเกษตรพื้นที่สูง ได้รายงานสถานการณ์ในพื้นที่ โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ จากนักวิทยาศาสตร์ของกรมพัฒนาที่ดินซึ่งได้รายงานผลการตรวจสภาพดินในรัศมีไม่เกิน 2 กิโลเมตรจากแม่น้ำสายหลัก พบว่า ในบางจุด ดินที่อยู่ห่างจากแม่น้ำกลับมีค่าการปนเปื้อนโลหะหนักสูงกว่าดินบริเวณริมตลิ่ง เนื่องจากปัจจัยด้านการพัดพาและทับถมของตะกอนดิน ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินจะดำเนินการเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์และเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องปีละ 2-3 ครั้ง พร้อมทั้งทำแผนที่แบ่งโซนพื้นที่เสี่ยงเป็น สีเขียว สีเหลือง และสีแดงเพื่อติดตาม
ขณะที่ น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้โครงการชลประทานเชียงรายเร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการเพิ่มปริมาณน้ำเพื่อขยายการบริการให้แก่พื้นที่นอกเขตชลประทาน ส่วนปัญหาการปนเปื้อนโลหะหนัก ได้มอบแนวทางในการหาวิธีสกัดกั้นไม่ให้สารพิษซึมเข้าสู่พืช พร้อมทั้งเร่งสร้างระบบตรวจรับรองแปลงเกษตรที่ปลอดภัยจากโลหะหนัก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและรักษาตลาดสินค้าเกษตร
“ความเชื่อมั่นของผู้ซื้อผลผลิตยังไม่เกิด เราต้องมีมาตรฐานมารองรับ มีเกณฑ์ที่ปลอดภัยยืนยันว่าสินค้าไม่มีสารตกค้าง จึงขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันระดมไอเดีย โดยให้ฝ่ายวิชาการของกรมพัฒนาที่ดินเข้ามาดูว่าจะมีมาตรการอะไรมารองรับ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ทุกภาคส่วน” รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าว
ขณะที่ นายทวีชัย โค้วตระกูล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงราย ชี้แจงถึงข้อจำกัดทางเทคนิคว่า โครงการอ่างเก็บน้ำแม่คำ มีความจุ 50 ล้านลูกบาศก์เมตร และอ่างเก็บน้ำแม่แสลบที่อยู่ใกล้เคียง มีความจุ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับพื้นที่การเกษตรใน อ.แม่จัน และ อ.เชียงแสน เป็นหลัก ดังนั้นพื้นที่เกษตรของ อ.แม่สาย ซึ่งอยู่นอกเขตบริการ จึงมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอหากจะขยายพื้นที่ส่งน้ำเพื่อการเกษตร แต่อาจจะพิจารณาแบ่งปันน้ำได้เฉพาะในส่วนของน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเท่านั้น ทั้งนี้ ในอดีตเคยมีการศึกษาโครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ความจุ 170 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่เนื่องจากส่งผลกระทบต่อภาคประชาชนในวงกว้าง จึงต้องลดขนาดโครงการลงมาเหลือเท่าปัจจุบัน
สำหรับความคืบหน้าของโครงการอ่างเก็บน้ำแม่คำ ปัจจุบันผ่านขั้นตอนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างกรมชลประทานรวบรวมความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ โดยเดิมทีประเมินงบประมาณการจัดการพื้นที่และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบไว้ที่ 2,000 ล้านบาท และงบก่อสร้างตัวอ่างอีกประมาณ 1,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันอาจต้องมีการประเมินมูลค่าใหม่ตามต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ ร.ต.อ.เด่นวุฒิ จันต๊ะขัติ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เกาะช้าง ได้สะท้อนปัญหาเพิ่มเติมว่า อุทกภัยที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อระบบชลประทานอย่างรุนแรง โดยกระแสน้ำได้พัดพาตะกอนดินโคลนเข้ามาทับถมจนคลองส่งน้ำ RC1, RC2 และ RC3 ตื้นเขิน ซ้ำร้ายเมื่อมีการขุดลอกแม่น้ำรวกและแม่น้ำสาย กลับส่งผลให้น้ำไม่ไหลเข้าสู่คลองชลประทานตามปกติ
“กลายเป็นว่ายามที่เกษตรกรต้องการน้ำ น้ำกลับไม่ไหลเข้าคลอง แต่ยามฤดูน้ำหลาก น้ำกลับไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่นาจนเสียหาย จึงอยากให้เร่งแก้ไขด้วยการขุดลอกคลองและซ่อมแซมประตูระบายน้ำที่ชำรุด เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้ตรงตามความต้องการของเกษตรกร” นายก อบต.เกาะช้าง ระบุ
ด้าน นายชัยยนต์ ศรีสมุทร คณะทำงาน รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวชี้แจงในประเด็นนี้ว่า โครงการปรับปรุงประตูระบายน้ำของคลองส่งน้ำทั้ง 3 แห่ง ถูกบรรจุอยู่ในแผนแม่บทระยะยาว (พ.ศ. 2568–2575) มูลค่ากว่า 2,950 ล้านบาท ของกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและปรับภูมิทัศน์ริมฝั่งแม่น้ำสาย โดยการเปลี่ยนระบบควบคุมประตูระบายน้ำจากแรงงานคนมาเป็นระบบไฟฟ้าทั้งหมดจะอยู่ในโครงการนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะสามารถเสนอโครงการเข้าสู่งบประมาณได้เร็วที่สุดในปี 2571 เนื่องจากในปีงบประมาณปัจจุบันไม่สามารถดำเนินการได้ทัน
