Search

เชิญ“อนุทิน”ร่วมวงหารือแก้ปัญหาแม่น้ำปนเปื้อน-ภาคประชาชนเชียงราย-เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอนจัดกิจกรรมใหญ่จี้รัฐเร่งหาทางออก-ผู้เชี่ยวชาญห่วงพื้นที่เกษตรกรรมลุ่มน้ำสายเผยตรวจพบสารโลหะหนักในข้าว-ปัสสาวะ

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย อ.เมือง จ.เชียงราย ตัวแทนภาคประชาชนและเครือข่ายปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจัดกิจกรรมธรรมยาตราแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวินและกระบุรี ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม-5 มิถุนายน 2569 โดยดร.สืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในวันสิ่งแวดล้อมโลก วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เป็นการรวมตัวของเครือข่ายภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ในประเทศเมียนมาและลาว เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนข้ามพรมแดน

“เราขอเรียนเชิญนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้าร่วมพูดคุยกับภาคประชาชนในเวลา 11.00 น. ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ในวันที่ 5 มิถุนายน เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงมาตรการเฝ้าระวังสารโลหะหนัก การลดความเสี่ยงจากการใช้น้ำอุปโภคบริโภค และผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรม”ดร.สืบสกุล กล่าว

ดร.สืบสกุล กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐในจังหวัดเชียงราย ทั้งสาธารณสุข เกษตร และกรมควบคุมมลพิษ ได้ร่วมกันตรวจสอบสารโลหะหนักในแม่น้ำ ตะกอนดิน พืชผัก ดินการเกษตร ปลา และน้ำประปา ซึ่งพบว่าสารโลหะหนักมีแนวโน้มสะสมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเห็นว่าปัญหากำลังกลายเป็นวิกฤตเรื้อรังที่ต้องเร่งแก้ไข

นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า ปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง เป็นปัญหาที่ประชาชนรับรู้และเผชิญมานานเกือบ 1 ปี แต่การแก้ไขยังไม่คืบหน้าและปัญหายังคงสะสม จึงต้องใช้วันสิ่งแวดล้อมโลกปีนี้เป็นเวทีรณรงค์ เพื่อให้รัฐบาลแสดงเจตจำนงในการแก้ปัญหาอย่างชัดเจนมากกว่าที่ผ่านมา ขอให้นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่มารับฟังปัญหาด้วยตนเอง เนื่องจากเป็นวิกฤตที่ส่งผลต่อวิถีชีวิตของผู้คนทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ด้าน นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าวว่า ภายในงานจะมีเวทีสะท้อนสถานการณ์ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา จากกลุ่มเกษตรกร ชาวประมง และประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงสูญเสียรายได้จากการทำเกษตรและประมง

“รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชนในเบื้องต้น โดยเฉพาะการเยียวยาความเสียหายด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ได้รับผลกระทบตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ก่อนเดินหน้าเจรจากับประเทศที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเหมืองแร่ที่ถูกมองว่าไม่มีความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น” นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าว

ทั้งนี้ ในกิจกรรมในวันที่ 5 มิถุนายนซึ่งเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก จะมีขบวนแห่ชื่อว่า “ห้าสายน้ำ ห้าบาดแผล” โดยกลุ่มศิลปินเชียงราย เริ่มจากสวนสาธารณะแม่ฟ้าหลวง เชิงสะพานแม่น้ำกก ไปยังศาลากลางจังหวัดเชียงราย เพื่อประกาศเจตนารมณ์และยื่นหนังสือต่อ ส.ส. และ ส.ว. จังหวัดเชียงราย รวมถึงหารือกับนายกรัฐมนตรี หากเดินทางมาร่วมงาน และช่วงบ่ายจะมีเวทีสมัชชาสุขภาพว่าด้วยปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนข้ามพรมแดน และช่วงเย็นจะมีการเปิดงาน “ศิลปะเพื่อลมหายใจและสายน้ำ” ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเชียงราย

ขณะที่สมพร เพ็งค่ำ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน (Community Health Impact Assessment Platform-CHIA Platform) เปิดเผยถึงกรณีที่กรมพัฒนาที่ดินตรวจพบสารโลหะหนักตกค้างในที่ดินแปลงเกษตรลุ่มน้ำสายซึ่งเป็นเขตชลประทานว่า เมื่อปีที่แล้วทางทีมงานวิจัยของ CHIA Platform ได้ลงพื้นที่และเก็บตัวอย่างดิน ข้าว และปัสสาวะในลุ่มน้ำสายมาตรวจซึ่งพบสารหนูอนินทรีย์ทั้งในข้าวและปัสสาวะ

“เราตรวจดินในนาพบการปนเปื้อนของสารโลหะหนัก และเมื่อนำข้าวไปตรวจก็พบมีการสะสมสารหนูอนินทรีย์ด้วยเช่นกัน เมื่อตรวจในปัสสาวะพบสารหนูอนินทรีย์ แสดงว่าสารพิษได้เข้าสู่ห่วงโซ่อาหารและคนตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่รัฐยังไม่ได้ทำอะไรเลย ตอนนี้รัฐต้องคุยกันจริงจังว่าทำอย่างไร เพราะแม่สายปนเปื้อนสารโลหะหนักสูงมานานกว่าแม่น้ำกก ชาวบ้านบอกว่าน้ำสายขุ่นมาอย่างน้อย 3 ปีแล้ว” สมพร กล่าว

ผอ. CHIA Platform กล่าวว่า รัฐบาลควรมีความชัดเจนว่าต้องจัดการอย่างไรกับแปลงนา เช่น น้ำในนาเปลี่ยนจากแหล่งอื่นหรือไม่โดยต้องวางการเปลี่ยนผ่านร่วมกับประชาชนในพื้นที่ หากไม่ได้เอาน้ำสายทำนาแล้วจะเอาน้ำจากที่ไหน เป็นน้ำผิวดินหรือน้ำใต้ดิน จริงๆแล้วมีงานวิจัยเรื่องพืชปนเปื้อนสารหนูทั้งของไทยและต่างประเทศ หากลดการดูดซึมสารหนูสู่เมล็ดข้าวต้องทำอย่างไร รัฐควรนำงานวิจัยเหล่านี้มาเป็นแนวปฎิบัติอย่างจริงจัง

“เมื่อพบการปนเปื้อนขนาดนี้แล้ว ต้องตั้งวงคุยและหารือกับชาวบ้านได้แล้ว ไม่ต้องตรวจอีกแล้ว ควรเอางานวิจัยมาคุยกันอย่างจริงจัง ช่วยชะลอการรับสารพิษและชะลอการป่วยของชาวบ้าน ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขควรรีบเข้ามาตรวจอย่างมีแผนงาน ไม่ใช่ตรวจแบบปูพรม กรมควบคุมโรคควรใช้เครื่องมือภาคสนามให้ชาวบ้านประเมินความเสี่ยงก่อน และให้ชาวบ้านดูว่าสารพิษเข้าสู่เขาช่องทางใดบ้าง ควรมีการคุยในวงชุมชน รัฐต้องลงทุนทำให้เกิดกระบวนการวิเคราะห์ความเสี่ยง และช่วยกันปรับเปลี่ยน แต่ตอนนี้มีแต่ราชการไปตรวจแล้วบอกผลกับชาวบ้านโดยที่ชาวบ้านก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อ”สมพร กล่าว

สมพรกล่าวว่า รัฐบาลยังปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปโดยที่ชาวบ้านก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร และต้องกินข้าวที่ปนเปื้อนต่อไป ที่สำคัญคือข้าวเปลือกยังใช้เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ เอารำไปเลี้ยงหมู สารพิษจึงมาจากหลายทาง ทำให้ชาวบ้านรับสารพิษสะสมเพิ่มขึ้นในหลายช่องทาง แม้ในแต่ละช่องทางจะไม่เกินมาตรฐานแต่เมื่อกินต่อเนื่องกันนานๆ ร่างกายก็ไม่สามารถขับออกมาได้ทัน ตอนนี้เราตรวจเจอในปัสสาวะแล้ว หากยังไม่ได้ทำอะไร ต่อไปก็จะมีอาการแสดงของโรคออกมา ซึ่งการรักษาต้องใช้งบประมาณมหาศาล แต่ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงที่ป้องกันได้ รัฐบาลก็ควรรีบป้องกัน แม้ยังกำจัดแหล่งกำเนิดไม่ได้ แต่สามารถตัดเส้นทางการรับสารพิษเข้าสู่ร่างกายของชาวบ้านได้