migrant

วันที่ 17 มิถุนายน 2557 ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวแห่งหนึ่งในกัมพูชาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การอพยพแรงงานชาวกัมพูชากลับจากประเทศไทยภายหลังเกิดการรัฐประหารในประเทศไทยว่า สถานการณ์ค่อนข้างอ่อนไหวต่อความรู้สึกของชาวกัมพูชาเป็นอย่างมาก เนื่องจากประชาชนกัมพูชามองว่าเป็นการเอาเปรียบแรงงานกัมพูชา และกลายเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ขณะที่สื่อมวลชนกัมพูชาได้ให้ความสำคัญกับข่าวนี้อย่างกว้างขวาง โดยมักใช้คำว่า”เนรเทศ”แรงงาน โดยไม่ได้แยกแยะว่าเป็นแรงงานผิดกฎหมายหรือถูกกฎหมาย ขณะที่องค์กรพัฒนาเอกชนมองการทำรัฐประหารให้ไทยว่าเป็นการตัดตอนระบบเศรษฐกิจของไทยก็จริง แต่ผลระทบที่เหนือกว่านั้น คือผลสะเทือนเรื่องเศรษฐกิจของกัมพูชา และหากเป็นอย่างนี้ต่อเนื่อง ย่อมยากที่ทางการกัมพูชาจะมีการจัดหางานให้แรงงานอย่างเพียงพอและมีรายได้สอดรับกับความต้องการของประชาชน 

“เรื่องนี้กำลังกายเป็นปัญหาการเมืองภายในประเทศกัมพูชา แน่นอนว่าการว่างงานของกัมพูชา มันมีมาช้านานไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น คนจนตามบ้านนอกยังคงอดอยากเช่นเดิม ไม่มีงานทำ การกลับไปของแรงงานครั้งนี้ แน่นอนว่า บางส่วนต้องกลับไปแย่งงานแรงงานในประเทศ ขณะที่บางส่วนก็ว่างงาน หากสถานการณ์ในไทยดีขึ้น พวกเขาอาจกลับมาประเทศไทยได้ แต่สิ่งที่จะต่อยอด คือ กรณีการรายงานข่าวของสื่อท้องถิ่นที่พยายามนำเสนอท่าทีของรัฐบาลกัมพูชา ทั้งแจกข้าว แจกน้ำ ส่งรถรับ-ส่ง เป็นเหมือนเกมการเมืองที่ฉาบฉวย เพราะฮุนเซนคงไม่ช่วยแรงงานไปจนตลอด เหมือนที่สื่อพยายามรายงาน คือจริงๆแล้ว ปัญหาตอนนี้อาจจะเป็นปัญหาระยะสั้น แต่ต้นเหตุจะทำให้ปัญหาบานปลายระหว่างไทยและกัมพูชาคือ หากทหารไทยยังคงประกาศนโยบายนี้ รัฐบาลกัมพูชาอาจใช้ช่องทางในการสร้างภาพลักษณ์ของตนเองต่อไป และผลกระทบท้ายที่สุด ตกอยู่ที่แรงงานกัมพูชา คือ ไทยก็ปฏิเสธ ส่วนรัฐบาลเองก็ไม่มีงานรองรับ” นักข่าวกล่าว

ขณะที่นายสม รังสี ได้โพสต์เฟสบุคส่วนตัว(Sam Rainsy) โดยมีเนื้อหาว่าจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ในเมืองไทย เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดจากการเมืองภายใน ทหารที่เข้ามายึดอำนาจได้ล้างบางการคอรัปชั่นที่ตำรวจหลายระดับชั้นต่างเกี่ยวข้องกับส่วยแรงงาน เพราะตำรวจมักรับสินบนจากนายจ้างชาวไทยที่จ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย เพื่อให้ตำรวจหลับตาไม่จับกุม แต่การเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจเป็นเรื่องการเมืองล้วนๆ เพราะบางหน่วยงานตำรวจถูกตั้งข้อสังเกตว่าสนับสนุนอดีตนายกทักษิณ ขณะที่ทหารแจ้งนายจ้างชาวไทยว่าหากกวาดล้างการคอรัปชั่นในวงการตำรวจสำเร็จ แรงงานต่างด้าวจะได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานพร้อมเอกสารที่ถูกต้อง เพราะเศรษฐกิจไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพึ่งพาแรงงานเหล่านี้จำนวนมหาศาล

ด้านนายดน รอตตานา พนักงานก่อสร้างชาวกัมพูชาที่ทำงานอยู่ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดรัฐประหาร ชาวกัมพูชาหลายคนที่ทำงานในประเทศไทยพยายามจะลาออกกลับประเทศ ด้วยความหวาดระแวงว่าทหารอาจเข้าจับกุม ทั้งนี้เฉพาะในพื้นที่ประจวบฯ มีทั้งแรงงานทั้งที่มีบัตรอนุญาตทำงานและไม่มีบัตร บางคนอยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อต่ออายุบัตร โดยลูกจ้างภาคงานก่อสร้างหลายรายยืนยันว่าได้ยินทั้งข่าวลือ และข่าวจริงเรื่องการถูกนายทหารพยายามเข้าจับกุม

นายดนกล่าวว่า แต่ปัญหาที่ซ้ำร้ายกว่านั้น คือ มีกลุ่มคนที่พยายามอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เข้ามาเจรจาขออาสาขนส่งแรงงานกลับบ้าน และย้ายแรงงานไปยังจุดที่ปลอดภัย โดยเก็บค่าหัวแรงงาน แต่ยังมีหลายคนไม่ปักใจเชื่อจึงนำเรื่องไปบอกนายจ้าง ปรากฏว่านายจ้างบางรายไม่สามารถอนุญาตให้กลับบ้านได้ เนื่องจากติดขัดกรณีปัญหาจ่ายค่าแรงล่วงหน้าเพื่อเป็นการทำประกันสุขภาพและค่าดำเนินเอกสารออกใบอนุญาต สำหรับแรงงานใหม่ แต่เมื่อมีข่าวออกมาหลายครั้ง ลูกจ้างถึงกับแอบหลบหนีจากพื้นที่ทำงานเพื่อกลับบ้าน เพราะไม่มั่นใจกับความปลอดภัย ทำให้ขณะนี้ผู้ประกอบการในจังหวัดประจวบฯ ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน

นายอดิศร เกิดมงคล รองประธานมูลนิธิส่งเสริมสันติวิถี กล่าวว่าปัญหาด้านแรงงานต่างชาติที่เกิดขึ้นช่วงนี้ สะท้อนว่า เหตุการณ์การประกาศเรื่องความมั่นคงของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่ปกติ สร้างผลกระทบวงกว้าง ทั้งในส่วนของลูกจ้างและนายจ้าง อีกทั้งข่าวที่ออกสู่นานาชาติก็กลายเป็นความซับซ้อนของโครงสร้างบริหารประเทศด้านแรงงานมากขึ้น สำหรับประเทศไทยเองต้องยอมรับว่า หลังจากเกิดปัญหาความไม่มั่นคงทางการเมือง แรงงานกัมพูชาคือ วาทกรรมเก่าที่ถูกมองว่าเกี่ยวโยงกับการเมืองไทยมากที่สุด ครั้นพอสังคมอคติกับเรื่องดังกล่าว เมื่อเกิดเหตุการณ์การประกาศนโยบายเรื่องปราบปรามแรงงานต่างชาติ ผิดกฎหมาย ย่อมเป็นประเด็นให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออย่างแรงงานกัมพูชา คิดมากและหลงเชื่อข่าวได้ง่ายโดยไม่แยกแยะว่าเป็นข่าวลือหรือข่าวจริง

นายอดิศร กล่าวด้วยว่า การปราบปรามนั้นมีทั้งเรื่องจริงและเรื่องเท็จ ฝ่ายที่สนับสนุนอาจบอกว่า คสช.ทำถูกต้องเพื่อความมั่นคง แต่ฝ่ายต่อต้านหากไม่ประสงค์ดีก็ย่อมสร้างข่าวลือให้กลายเป็นเรื่องใหญ่และเป็นประเด็นระดับประเทศ ทางที่ดีควรระงับการปราบปรามไปก่อน เชื่อว่าไม่นานแรงงานจะกลับคืนประเทศไทย ส่วนนโยบายความมั่นคงและการปราบปรามแรงงานเถื่อนระยะยาวเสนอว่า หาก คสช.มีโยบายก็ดำเนินต่อไปอย่างปกติ โปร่งใส ไม่วู่วาม เพราะในนามทหารเป็นที่รู้จักของแรงงานกัมพูชาอยู่แล้วว่ามีปมขัดแย้งเรื่องใดบ้าง

“ จริงๆ คสช.ไม่ได้ทำอะไรผิด หรือเกินเหตุ หากแต่นโยบายถูกนำมาประกาศเดินหน้าในเวลาที่ยังไม่สามารถคุมเกมการเมืองได้ แน่นอนว่าคนเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองย่อมระแวง อย่างไรก็ตามบทเรียนครั้งนี้ ทางตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชนจะหารือกันภายในสัปดาห์นี้ว่าจะหาทางออกอย่างไร ซึ่งอาจเสนอโครงสร้างการจัดการแรงงานข้ามชาติแบบใหม่ที่ลดอคติ กลุ่มคนและสามารถพยุงเศรษฐกิจไทยได้ เพื่อแก้ปัญหาการเอาแรงงานกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นเครื่องมือหรือสัญลักษณ์ทางการเมือง” นายอดิศร กล่าว

——————-
หมายเหตุ-ขอบคุณภาพจากเฟสบุคสม รังสี

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.