Search

ภาคประชาชนโต้โฆษกสถานทูตจีนชี้สารพิษสะสมในแม่น้ำโขงแล้ว “ครูตี๋”จวกอย่าปัดความรับผิดชอบ-นักวิจัยชาวบราซิลแฉการลงทุนของจีนทำลายชุมชนในลาตินอเมริกาเช่นเดียวกับที่กำลังเกิดในลุ่มน้ำกก-สาย-รวก-โขง-สาละวิน

วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ภายหลังจากที่โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้เผยแพร่ข่าวกรณีการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำข้ามแดนโดยเฉพาะแม่น้ำโขงว่าไม่มีคุณภาพไม่เกินมาตรฐานและพร้อมให้ความร่วมมือแก้ไขด้วยท่าทีที่เป็นกลางตามหลักวิทยาศาสตร์นั้น ได้ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในเครือข่ายภาคประชาชนที่ปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขงและสาละวิน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเดินธรรมยาตราเพื่อปกป้องแม่น้ำข้ามแดนเป็นวันที่สอง โดยนายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือครูตี๋ ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า การที่สถานทูตจีนออกข่าวตรวจวัดคุณภาพน้ำผิวดินว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานในช่วงนี้ เป็นการเลือกจังหวะเวลาและโอกาสที่ประจวบเหมาะกับการครบรอบ 1 ปีที่ประชาชนออกมารวมตัวเรียกร้องให้แก้ไขปัญหา และเป็นช่วงที่กำลังเกิดกิจกรรมเคลื่อนไหวในพื้นที่พอดี ทีมสถานทูตจึงใช้สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าจีนเองก็ให้ความสนใจ แต่เป็นการพูดและใช้ข้อมูลในเชิงการทูตเพื่อลดทอนความรุนแรงของสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นลักษณะที่หน่วยงานรัฐมักจะปฏิบัติเช่นนี้เสมอ แม้กระทั่งรัฐบาลไทยเองก็เหมือนกัน

“สิ่งที่ผมเน้นย้ำมาตลอดคือรัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานแร่เหล่านี้ พยายามจะลดทอนความรุนแรงของปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ ทั้งที่ในความเป็นจริง เรื่องนี้ทุกฝ่ายต้องร่วมกันรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา จีน หรือประเทศใดก็ตามที่ เพราะตอนนี้สารพิษมันเกิดการสะสมแล้ว ทั้งรัฐบาลไทย รัฐบาลจีน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างรู้ดีว่ามันมีสิ่งปนเปื้อนอยู่ในแม่น้ำแถบนี้และกำลังสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องใหญ่ที่ยังไม่ถูกจัดการคือเหมืองแร่ ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหา”นายนิวัฒน์ กล่าว

ครูตี๋กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องยกระดับมาพูดคุยถึงมาตรฐานการได้มาซึ่งแร่ธาตุ จะต้องไม่ใช่แร่ที่มาจากเหมืองเถื่อน สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นทำให้เห็นว่าทั้งรัฐไทยและกลุ่มทุนต่าง ๆ ก็คิดแบบเดียวกัน คือพยายามลดทอนข้อเท็จจริงของปัญหา และเลือกใช้จังหวะเวลาที่ข้อมูลออกมาเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายตนเพื่อลดกระแสสังคม
สิ่งที่ต้องยอมรับคือสารพิษมันสะสมแล้ว ต่อให้สถานทูตจีนจะพูดอย่างไรก็ปฏิเสธความจริงเรื่องการสะสมไม่ได้ เพราะตราบใดที่เหมืองยังไม่หยุดดำเนินการ การสะสมก็ยิ่งเพิ่มขึ้น นี่คือปัญหาใหญ่

“การที่ยังพูดจาในลักษณะนี้ มันคือการปัดความรับผิดชอบ หยิบยกข้อมูลเพียงบางส่วนไม่ครบถ้วนมาอ้าง และเป็นการผลักภาระให้คนในพื้นที่ที่เดือดร้อน ต้องหาทางเอาชีวิตรอดกันเอง ทั้งที่จริง ๆ แล้ว มันเป็นหน้าที่ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากแร่ยุทธศาสตร์ รวมถึงแร่แรร์เอิร์ท (Rare Earth) เหล่านี้ที่จะต้องออกมารับผิดชอบ กระบวนการแบบนี้ต้องยุติลงได้แล้ว ไม่ว่าในประเทศไทยหรือในระดับโลก พวกคุณได้ประโยชน์ แต่กลับผลักภาระความทุกข์ยากที่ทำลายทั้งสุขภาพร่างกายและทุกสิ่งทุกอย่าง สร้างความเหลื่อมล้ำและโยนบาปให้ประชากรของโลกที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียง แล้วพวกคุณก็ป่าวประกาศว่านี่คืออนาคตของโลก ท่ามกลางสิ่งที่คุณเรียกว่าอนาคตของโลก คุณกำลังทำลายโลกใบนี้ ทำลายสิ่งที่คนเล็กคนน้อยใช้พึ่งพาอาศัย มันเป็นวิธีคิดที่ผิดมหันต์ มันจะเป็นพลังงานสีเขียวได้อย่างไร ในเมื่อคุณกำลังทำลายโลกแล้วเอาคำนี้มาอ้าง ต้องเลิกได้แล้ว” ครูตี๋กล่าว

ขณะที่ Lai Barboda นักวิชาการสังคมมานุษยวิทยาจากบราซิล มหาวิทยาลัย Universidade Estadual do Ceara หนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรมธรรมยาตราจากต่างประเทศ กล่าวว่าขณะนี้ตนมาทำวิจัยที่สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกี่ยวกับระเบียงเศรษฐกิจในละตินอเมริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรื่องผลกระทบของการลงทุนที่มีต่อการจัดการที่ดิน ชุมชนดั้งเดิม ชนเผ่าพื้นเมือง ชาวนาและเกษตรกร ซึ่งเห็นปัญหาที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันในทั้งสองภูมิภาคของโลก

“โดยเฉพาะการลงทุนจากจีน เห็นชัดเจนว่าเหมือนกันมาก การลุกขึ้นมาเรียกร้องความรับผิดชอบของชุมชนท้องถิ่น ที่ต้องสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ พันธุ์ปลาและการประมง เกษตรกรรม ที่ละตินอเมริกาก็มีปัญหาแบบนี้เหมือนที่ลุ่มน้ำกก-โขง บางแห่งสถานการณ์ยิ่งแย่กว่า ที่บราซิล ทุนจีนมาลงทุนโครงการเหมืองแร่ขนาดใหญ่ (ยูเรเนียม และแร่สำคัญ แร่หายาก) อยู่ทางเหนือของประเทศบราซิล มีการต่อต้านโดยชุมชนประมงและเกษตรกร เพราะผลกระทบจากเหมืองของบริษัท ดิฉันมาร่วมเดินธรรมยาตราตั้งแต่วันแรก และจะเดินไปจนถึงเมืองเชียงราย ตั้งใจจะมาเรียนรู้ว่าที่นี่เผชิญปัญหาจากการทำเหมืองของจีนอย่างไรบ้าง”นักวิจัยรายนี้ กล่าว

ด้าน นายมนตรี จันทรวงศ์ จากกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง กล่าวว่า ฝ่ายจีนเลือกที่จะพูดกว้าง ๆ โดยไม่ได้ระบุตัวเลขใหม่ เพียงแต่อ้างว่าได้รับรายงานจากฝั่งไทยว่าคุณภาพน้ำไม่เกินมาตรฐานแล้ว ซึ่งนี่คือการหยิบตัวเลขบางตัวมาใช้เพื่อตกแต่งภาพลักษณ์ของจีนให้ดูดีในสายตาประชาชน ว่ากำลังพยายามเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา แต่ในข้อเท็จจริง น้ำในบางจุดที่ตรวจวัดไม่ได้ผ่านมาตรฐานด้วยตัวเอง หากแต่ยอมรับกลาย ๆ ว่าอาศัยมวลน้ำที่สะอาดจากลำน้ำสาขาอย่างแม่น้ำกกมาช่วยเจือจาง

นายมนตรีกล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา ในแง่ของการควบคุมและป้องกันจากแหล่งกำเนิด เหมืองแร่เหล่านั้นยังไม่มีระบบป้องกันหรือบำบัดใด ๆ เลย ทำเพียงแค่อาศัยธรรมชาติมาช่วยเจือจาง และกระบวนการตามธรรมชาตินั้นก็ได้ทิ้งร่องรอยการปนเปื้อนเอาไว้ โดยผลตรวจตะกอนดินท้องน้ำพบว่าค่าตัวเลข “แดงเถือก” เกินมาตรฐานทั้งหมด เมื่อตะกอนพิษเหล่านี้เข้าสู่ห่วงโซ่อาหารและกระแสน้ำ ยามที่น้ำหลากมันก็นำพาตะกอนไหลเข้าท่วมซัดแปลงเกษตรกรรมของชาวบ้าน จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีหน่วยงานใดตอบได้ว่า สารพิษที่มากับตะกอนดินเหล่านี้จะสลายไปเมื่อไหร่

“หากจีนมีความสำนึกในความเป็นประเทศมหาอำนาจ มีนักลงทุนที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากแรร์เอิร์ทหรือแร่สำคัญต่าง ๆ ก็ควรจะผลักดันให้นักลงทุนเหล่านั้น ไม่ว่ารายเล็กหรือรายใหญ่ที่ไปลงทุนในต่างประเทศ ต้องจัดให้มีระบบควบคุมและบำบัดมลพิษที่ได้มาตรฐาน หากท้ายที่สุดแล้วไม่สามารถสืบสวนย้อนกลับ (Traceability) ไปถึงต้นตอทั้งหมดในห่วงโซ่อุปทานได้ จีนก็จำเป็นต้องสั่งระงับการนำเข้าแร่เหล่านั้น แต่ที่ผ่านมา เรายังไม่เคยเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย”นายมนตรีกล่าว