Search

เด็กๆร่วมวาดภาพขอคืนน้ำสะอาดให้แม่น้ำกก-เผยตั้งแต่สารพิษปนเปื้อนไม่กล้าเล่นน้ำ

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ที่โรงเรียนบ้านผาขวางวิทยา ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา(พชภ.) ร่วมกับศูนย์การเรียนม่อนแสงดาววิชชาลัย และพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย จ.เชียงราย จัดกิจกรรมสื่อสารเสียงเด็กผ่านงานศิลปะ โดยมีนักเรียนระดับมัธยมชั้นที่1-3 เข้าร่วม 70 คน

น.ส.จุฑามาศ ราชประสิทธิ์ อาสาสมัครอาวุโส พชภ.และที่ปรึกษาโครงการเด็กกายดี กล่าวว่าโครงการนี้เป็นการให้เด็กในพื้นที่ต้นน้ำพูดถึงสถานการณ์ของตัวเองโดยเฉพาะกรณีน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2567 เด็กๆ เหล่านี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์แทบไม่ได้มีโอกาสพูดให้สังคมได้ยิน ดังนั้นการสื่อสารผ่านงานศิลปะทำให้พวกเขาเกิดความมั่นใจมากขึ้น และโครงการนี้เชื่อมต่อกับโครงการส่งเสริมสุขภาวะทางการเด็กและชุมชนชาติพันธุ์เชียงราย ในการให้เด็กเคลื่อนไหวทางกายมากว่าปล่อยให้เนือยนิ่งซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)

“ครั้งหน้าจะจัดกิจกรรมลักษณะนี้บนดอยแม่สลองร่วมกันโรงเรียน 3 แห่ง มีนักเรียนเข้าร่วมประมาณ 70 คน พื้นที่นั้นจะเป็นการอนุรักษ์ป่าชุมชนที่ใกล้หมู่บ้าน การจัดการด้านการเกษตรเพื่อลดการเผาในช่วงสภาวะวิกฤตทางอากาศจากฝุ่น PM และการอนุรักษ์ต้นน้ำบนดอย เราอยากให้นักเรียนเข้าไปมีส่วนรักษาต้นน้ำลำธาร” น.ส.จุฑามาศ กล่าว

ด้าน ด.ญ.พัชราพร จะนู ม.1 หมู่บ้านสามเส้า กล่าวว่ารู้สึกสนุกกับกิจกรรมวาดภาพในครั้งนี้โดยกลุ่มตนวาภูเขาเพราะโรงเรียนเรามีภูเขาแม่น้ำ อยากให้แม่น้ำกกกลับมาใสสะอาด ตอนนี้ไม่มีใครกล้าเล่นน้ำเพราะมีสารพิษได้ดูจากข่าว

“หมู่บ้านของหนู่อยู่ติดแม่น้ำ เมื่อก่อนพวกเราเล่นน้ำกันทุกวัน เล่นมาตั้งแต่เด็ก แต่กว่า 1 ปีที่ผ่านมาพ่อแม่ห้ามพวกเราเล่นน้ำเพราะไม่สะอาด เราย้ายไปเล่นที่ลำธารแทน”ด.ญ.พัชราพร กล่าว

ขณะที่ น.ส.นาอือ แสงทอง นักเรียนชั้น ม.3 จากหมู่บ้านพนาสวรรค์ กล่าวว่าภาพที่วาดคือเหมือง แม่น้ำและภูเขา เราอยากให้เห็นว่าในอดีตแม่น้ำใสสะอาด แต่พอมีการทำเหมืองแร่ที่ต้นแม่น้ำ ทำให้แม่น้ำกกมีสารพิษ ซึ่งปัญหานี้คนทั่วไปอาจมองเป็นเรื่องเล็กๆ แต่คนในพื้นที่ไม่เล็กเลยเพราะเราใช้น้ำกกทำเกษตร ปลูกข้าว ปลูกข้าวโพดซึ่งเป็นรายได้หลักของหมู่บ้าน ตอนนี้หลายครอบครัวต้องซื้อข้าวเพราะไม่กล้าปลูกข้าวเนื่องจากกลัวน้ำท่วม บางส่วนก็กลัวสารพิษที่อยู่ในดิน“เมื่อก่อนชาวบ้านเคยหาปลาในแม่น้ำกกมากินกัน ซึ่งเป็นการลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว แต่เดี๋ยวนี้หากันน้อยลง แต่บางคนก็ยังจับปลามากิน แต่ไม่กินหัวและพุง” น.ส.นาอือ กล่าว

“เมื่อก่อนชาวบ้านเคยหาปลาในแม่น้ำกกมากินกัน ซึ่งเป็นการลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว แต่เดี๋ยวนี้หากันน้อยลง แต่บางคนก็ยังจับปลามากิน แต่ไม่กินหัวและพุง” น.ส.นาอือ กล่าว