
เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่ 3 ของขบวนธรรมยาตราเพื่อปกป้องแม่น้ำข้ามพรมแดนโดยคณะเดินเท้าออกจากโรงเรียนบ้านผาใต้ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เวลา 8.00 มุ่งหน้าสู่บ้านต้นผึ้ง เพื่อร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับชุมชน โดยมีระยะทางประมาณ 6.5 กิโลเมตร และเวลา 13.00 ออกจากบ้านต้นผึ้งมุ่งสู่โรงเรียนผาขวางวิทยา ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ระยะทาง 6.5 กิโลเมตร เพื่อทำกิจกรรมร่วมกันและพักค้างแรมก่อนออกเดินทางในวันถัดไป
ทั้งนี้ตลอดเส้นทางการเดิน ขบวนผ่านพื้นที่ป่าและเลียบริมแม่น้ำกก โดยผู้เข้าร่วมขบวนนอกจากพระสงฆ์สามเณรที่เป็นกำลังหลักแล้ว ยังมีประชาชน นอกจากนี้ยังมีชาวต่างชาติหลากหลายอีกจำนวนหนึ่ง อาทิ ชาวญี่ปุ่น พม่า บลาซิล อเมริกา จีน ซึ่งส่วนใหญ่ต้องการเดินทางมาเพื่อเรียนรู้สถานการณ์ปัญหาสิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง และสาละวินรวมทั้งแลกเปลี่ยนบทเรียนกับปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่บ้านเกิดของตนเอง
นายจอแดน สโตน จากสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง ทำให้นึกถึงบ้านเกิดของตนเองที่ลุ่มแม่น้ำโคลัมเบีย ในสหรัฐอเมริกา โดยแม่น้ำโคลัมเบียถูกสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ มีการตัดไม้ทำลายป่า และบังคับให้ชนพื้นเมืองต้องย้ายออกจากพื้นที่ริมแม่น้ำ เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นมานานกว่า 70 ปีแล้ว
นายจอแดน กล่าวอีกว่า ปัจจุบันชนพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่เริ่มกลับมามีพลังและบทบาททางการเมืองอีกครั้ง ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับสถานการณ์ของชุมชนท้องถิ่นในลุ่มน้ำโขงเป็นอย่างมาก ทั้งในแง่ของปัญหาและวิธีคิดของผู้คน
“ครั้งแรกที่ผมได้เห็นแม่น้ำโขงเมื่อประมาณ 18 ปีก่อน ผมรู้สึกทันทีว่า นี่เหมือนกับแม่น้ำบ้านเกิดของผมในอดีตก่อนที่จะถูกพัฒนาและเปลี่ยนแปลง จากนั้นผมก็ได้รู้จักกับครูตี๋-นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ซึ่งได้เล่าเรื่องราวของแม่น้ำสายใหญ่และผลกระทบจากเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำให้ฟัง ผมบอกกับเขาว่า ผมรู้เรื่องเหล่านี้ดี เพราะมันคือเรื่องเดียวกับที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำบ้านเกิดของผม” นายจอแดนกล่าว
เจียเหวิน ผู้ร่วมกิจกรรมธรรมยาตราปกป้องแม่น้ำครั้งนี้ โดยเขาเป็นเจ้าหน้าที่ทำงานด้านโครงการการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community-Based Learning) มหาวิทยาลัยดุ๊ก ประเทศจีน และร่วมทำงานกับโฮงเฮียนแม่น้ำของมาเป็นเวลา 3 ปี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของนักศึกษาเกี่ยวกับชุมชนและประเด็นสิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำโขง กล่าวว่า ปัญหาการปนเปื้อนและผลกระทบต่อชุมชนริมแม่น้ำกก สาย รวก และโขง ไม่ใช่ปัญหาของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่เป็นประเด็นที่เชื่อมโยงกับผู้คนทั่วโลก
“ฉันคิดว่าไม่สำคัญว่าผู้คนจะมาจากประเทศไหน เพราะปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก ทั้งในไทยและเมียนมา ขณะเดียวกันแร่ธาตุและแร่หายากที่ถูกขุดขึ้นมาก็ถูกส่งไปยังจีน และนำไปผลิตเป็นสินค้าสำหรับผู้บริโภคทั่วโลก ทั้งคนจีน คนไทย และคนอเมริกัน ดังนั้นนี่จึงเป็นปัญหาระดับโลกอย่างชัดเจน” เจียเหวิน กล่าว
เจียเหวินระบุว่า การได้เดินทางร่วมกับชุมชนทำให้ผู้คนได้เห็นสภาพความเป็นจริงของหมู่บ้านริมแม่น้ำและรับรู้ผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยตรง ซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างผู้คนจากภูมิหลังที่แตกต่างกัน
“แม้ว่าฉันจะมาจากจีน และหลายคนอาจมองว่าปัญหาบางอย่างเกี่ยวข้องกับประเทศจีน แต่ฉันคิดว่าสิ่งสำคัญคือการเปิดพื้นที่ให้ผู้คนจากหลากหลายฝ่ายได้มาพูดคุย แลกเปลี่ยน และช่วยกันคิดหาทางออก เพราะนี่ไม่ใช่ปัญหาของสถานที่ใดสถานที่หนึ่งเท่านั้น” และเจียนเหวิน กล่าวและว่า ตนเองเป็นคนมณฑลยูนนาน ซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำโขงในประเทศจีนที่เรียกว่าแม่น้ำล้านช้างและมีเขื่อนจำนวนมากตลอดลำน้ำ
“ก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยรู้เลยว่าการสร้างเขื่อนอาจส่งผลกระทบต่อประเทศท้ายน้ำอย่างเวียดนาม กัมพูชา ลาว เมียนมา และไทย จนกระทั่งได้เดินทางมาประเทศเหล่านี้และเห็นผลกระทบด้วยตัวเอง” เจียนเหวิ่นกล่าว