
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ณ คริสตจักรซาบูรานา บ้านแคววัวดำ ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย ภายหลังจากขบวนธรรมยาตราเพื่อแม่น้ำปนเปื้อนเดินทางมาถึง ได้มีเวทีเสวนา “ปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน แม่น้ำสะอาด แหล่งอาหาร เศรษฐกิจและชีวิตคืนมา” โดยมีชาวบ้านและคณะสื่อมวลชนกว่า 40 คนเข้าร่วม
นางเตือนใจ ดีเทศน์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ พชภ. กล่าวเปิดงานเสวนาว่า เมื่อปี 2567 บ้านแคววัวดำได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ โดยมีปริมาณโคลนมากผิดปกติ ต่อมากรมควบคุมมลพิษตรวจพบสารปนเปื้อน ทั้งสารหนู ตะกั่ว และแมงกานีส ที่ผ่านมาชุมชนร่วมกันต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อม
นายสมพงษ์ พนาสง่าวงศ์ ผู้ใหญ่บ้านแคววัวดำ กล่าวว่า เดือนกันยายน 2567 น้ำท่วมโคลนถล่มเกิดความเสียหายหนัก มีบ้านเรือนได้รับผลกระทบ 32 หลังคาเรือน และถูกน้ำพัดหายไปเลย 9 หลังคา น้ำสูงเกินชั้นสอง เสื้อผ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าเสียหายทั้งหมด แม้จะมีหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือ ต่อมาคณะของ พชภ.และนายโตโยต้าได้มาติดตั้งเสาวัดระดับน้ำ เชื่อมโยงระบบตั้งแต่ท่าตอนจนถึงในเมือง ส่วนสะพานแขวนถูกน้ำพัดพังเสียหายหมด ที่นาและที่สวนก็เสียหายทั้งหมดเช่นกัน
นายกิติพงษ์ แสงธรรมโชติ สมาชิกสภาเทศบาลตำบลแม่ยาว บ้านผามูบ กล่าวว่า ตอนนี้น้ำท่วมที่หมู่ 12 ได้รับผลกระทบ 11 ครัวเรือน ชาวบ้านเฝ้าระวังกันอยู่ แต่น้ำขึ้นเร็วมากแบบที่ไม่เคยเจอมา เมื่อก่อนเราไม่มีเสาวัดระดับน้ำ แต่ตอนนี้ทำไว้ 3 จุด ส่วนเรื่องสารปนเปื้อน พอชาวบ้านรับรู้ก็เกิดความกลัว ไม่กล้าลงน้ำและไม่กล้านำน้ำมาใช้
นายอัครพงษ์ เลิศพิชัยภูสิต ประธานสภาเทศบาลตำบลแม่ยาว กล่าวว่า แรกเริ่มเราไม่รู้เรื่องสารพิษ แต่สังเกตจากลักษณะของน้ำ เพราะหลังจากมวลน้ำผ่านไปแล้วน้ำควรจะใส จึงตั้งข้อสังเกตร่วมกันหลายชุมชน เช่นที่บ้านจะทอ ชาวบ้านลงไปเล่นน้ำแล้วเกิดอาการคัน ตอนแรกไม่รู้ว่าเกิดจากสารพิษ แม้แต่ชาวบ้านที่ไปหาปลาก็ยังมีอาการคัน แต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันแน่ชัดว่าเกิดจากอะไร ทำให้นักวิชาการและชาวบ้านเริ่มพูดถึงเรื่องสารปนเปื้อน
“ส่วนตัวผมเองตอนไปเป็นอาสาสมัครช่วยทำความสะอาดหลังน้ำท่วม ก็มีอาการคันแต่ไม่หนักมาก ตอนนั้นโคลนสูงถึง 2-3 เมตร และมวลน้ำมีกลิ่นเหม็น อาจเกิดจากซากพืชซากสัตว์หรือตะกอนทับถม การเคลียร์พื้นที่คงต้องใช้เวลาอีกนาน”นายอัครพงษ์ กล่าว
นายโอฬาร ปัญญาตระกูล รองนายกเทศมนตรีตำบลแม่ยาว กล่าวว่า ตั้งแต่ทราบว่าแม่น้ำกกมีสารพิษ ทางเทศบาลได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชุมชนริมน้ำในเขตแม่ยาวใช้ประโยชน์จากแม่น้ำกกเปรียบเสมือนสายเลือด ทั้งรดน้ำผักและใช้ในชีวิตประจำวันมาไม่ต่ำกว่า 100 ปี อยู่กับป่ามาไม่ต่ำกว่า 100 ปี ล่าสุดผลตรวจสอบระบุว่าสารพิษเกินมาตรฐาน แต่ตนไม่เข้าใจว่าทำไมทางการยังบอกว่าปลาสามารถกินได้อยู่ ตอนนี้ชาวบ้านไม่กล้ากิน ขนาดผักที่ปลูกกินเองถ้ารดด้วยน้ำกกก็รู้สึกไม่ปลอดภัย จึงอยากวิงวอนหน่วยงานที่มีอำนาจมากกว่าท้องถิ่นเล็ก ๆ ให้ลงมาช่วยเหลือ
“สิ่งที่ผมได้ยินมา ชาวบ้านบอกว่าเหมืองทองทำมานานหลายปีแล้ว แต่เมื่อก่อนน้ำไม่เคยขุ่น ตอนนี้น้ำขุ่นจัด แสดงว่าฝนตกหนักแล้วชะล้างลงมา ปกติถ้าฝนหยุดตกไม่เกิน 5 วันน้ำต้องใสแล้ว แต่ตอนนี้กลับไม่ใสเลย จึงขอวิงวอนให้เข้ามาดูแลชาวบ้านลุ่มน้ำกก ทั้งที่แม่ยาวและท่าตอนด้วยครับ”รองนายกเทศมนตรี กล่าว
นายทาเคโอะ โตโยต้า ผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายอุทกภัยแม่น้ำกก กล่าวว่า การลงพื้นที่หลายหมู่บ้าน พบว่าชาวบ้านมีมือถือแต่ข้อมูลยังไม่เชื่อมโยงกัน ความจริงน้ำจากท่าตอนหลากมาถึงเชียงรายใช้เวลาประมาณ 8-9 ชั่วโมง เราจะแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ถ้าชาวบ้านร่วมมือกันเก็บข้อมูลให้เร็วที่สุด รัฐบาลมีข้อมูลแน่นอนแต่เข้าไม่ถึงชุมชน เราได้เข้าไปทำเสาวัดระดับน้ำให้เห็นตัวเลขชัดเจน เพื่อให้รู้ว่าระดับไหนอันตราย หลังจากร่วมมือกับนักวิจัย 2 ปี ชาวบ้านเริ่มมีเวลาเตรียมตัว เสาวัดระดับน้ำจึงสำคัญมากในการให้ข้อมูลและวิธีรับมือก่อนน้ำท่วม
นายสะท้าน ชีววิชัยพงษ์ เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2568 ชุมชนเริ่มสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ต่อมาที่แม่น้ำสาละวิน คณะนักวิจัย มช.แจ้งข้อมูลให้ทราบว่ามีสารปนเปื้อนในแม่น้ำสาละวิน ไม่ใช่ภาครัฐ เมื่อรู้ข่าวก็ปรึกษาหารือกัน แต่พื้นที่ข้างในไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตและคลื่นโทรศัพท์ ข่าวสารจึงไปไม่ทั่วถึง ประกอบกับพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางส่วนไม่ได้เรียนหนังสือ จึงยังใช้น้ำและหาปลาในแม่น้ำสาละวินตามปกติ ต่อมาเมื่อมีข้อมูลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้บางคนเริ่มไม่กล้าลงน้ำสาละวินแล้ว
“แม่น้ำสาละวินเป็นแม่น้ำใหญ่ ไหลเชี่ยวและลึก การตกตะกอนอาจไม่เท่าแม่น้ำกก และมีชุมชนริมน้ำน้อยกว่า แต่ผลกระทบเรื่องการหาปลานั้นรุนแรง วันนี้ชาวบ้านไม่กล้าปลูกพืชลุ่มน้ำสาละวิน และไม่กล้ากินปลากินกุ้งเลย”นายสะท้านกล่าว
นายวิโรจน์ พนาสง่าวงศ์ ตัวแทนชาวบ้านแคววัวดำ กล่าวว่า ตนชอบตกปลาและทอดแหเพื่อนำมาเป็นอาหาร แต่ตอนนี้แปลกมาก พอลงน้ำไปทอดแหจะเกิดอาการคันและระบมไปทั้งตัวจนตัวแดง ล่าสุดได้ปลาตัวใหญ่มา 2 ตัว เอาไปให้ใครก็ไม่มีใครกล้ากิน วิถีชีวิตเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง บางคนต้องไปขุดบ่อเลี้ยงปลาในสวนแทน เลี้ยงแค่ปลานิล ส่วนปลากดคังที่อยากเลี้ยงแต่เลี้ยงไม่ได้ วันนี้ต้องซื้อข้าวกิน เวลาจะซื้อผักซื้อปลาต้องถามก่อนว่าปลูกที่ไหน ใช้น้ำจากไหนรด เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย
“แม้จะปลูกพืชห่างจากแม่น้ำกกถึง 1 กิโลเมตร โรงงานก็ยังไม่ยอมรับซื้อ เพราะข่าวเรื่องสารพิษแพร่กระจายออกไปแล้ว จึงอยากขอให้ผู้หลักผู้ใหญ่เข้ามาดูแล เพราะเรื่องนี้เป็นปัญหาระหว่างประเทศที่น้ำจะไหลต่อเนื่องไปถึงลาวและเวียดนามด้วย ตนโตมาจนป่านนี้เพิ่งเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้” นายวิโรจน์ กล่าว
นายบุญศรี พนาสง่าวงศ์ ชาวบ้านอีกคนหนึ่ง กล่าวว่า ผลตรวจบอกปลากินได้ น้ำอาบได้ แต่ในความเป็นจริงชาวบ้านลงไปแล้วคัน เราเคยไปอบรม ไปยื่นหนังสือต่อ สส. และผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข เพราะเป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศ สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้คือต้องร่วมกันปกป้องรักษาเพื่อส่งต่อให้ลูกหลาน
“เวลาพูดคุยกับเจ้าหน้าที่รัฐรู้สึกไม่สบายใจเลย ปัจจุบันชาวบ้านต้องขอเอาน้ำจากแม่น้ำลาวมาใช้แทน แม่น้ำกกของเรากำลังจะตาย พวกเราก็กำลังจะตายตามไปด้วย เพราะไม่สามารถหาปูหาปลามาเลี้ยงชีพได้ เมื่อก่อนเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลาห้ามจับ ยังมีคนแอบมาจับ แต่ตอนนี้ให้จับฟรีก็ไม่มีใครเอา ปลาน้ำกกไปขาย เมื่อก่อน 3 ชั่วโมงก็หมด เดี๋ยวนี้ 2-3 วันยังไม่มีใครซื้อเลย”นายบุญศรี กล่าว
นส.ศิริพร วัฒนหิรัญกุล กล่าวว่า ขอพูดถึงน้องคนหนึ่งที่ต้องสูญเสียบ้านจากน้ำท่วมจนบ้านพังเสียหายยับเยิน อยู่ต่อไม่ได้ ต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น น่าคิดว่าเขาจะย้ายไปอยู่ที่ไหน เงินที่เขาอุตส่าห์ไปทำงานน้ำพักน้ำแรงจากต่างประเทศเพื่อมาสร้างบ้าน มูลค่าเป็นล้านบาท แต่น้ำมาครั้งเดียวพัดหายไปทั้งหมด ทางการให้ความช่วยเหลือกลับมาแค่ 2-3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น สภาพจิตใจที่ย่ำแย่ดิ่งลงเหว ทำให้เขาหาทางออกให้ชีวิตไม่ได้ และพวกเราก็ไม่สามารถช่วยอะไรกันได้เลยเพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ จึงหวังว่าทุกภาคส่วนที่มาในวันนี้ จะช่วยให้เราได้รับการแก้ไข และลดผลกระทบที่ตามมา เพราะชาวบ้านที่นี่ใช้ชีวิตเรียบง่ายตามสภาพแวดล้อม
นายอนุศิษย์ พนาสง่าวงศ์ ตัวแทนชาวบ้านแคววัวดำ ผู้นำทางจิตวิญญาณ กล่าวว่า ผลกระทบทางสุขภาพและจิตใจว่า ตอนนี้เด็ก ๆ ที่สัมผัสดินและโคลนปนเปื้อน ต้องเข้าโรงพยาบาลกันเยอะมาก รวมถึงคนที่ป่วยภาวะซึมเศร้าได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาแค่คนละ 500 บาท ปัจจุบันชาวบ้านหลายคนกลายเป็นโรคซึมเศร้า เวลาน้ำท่วมหรือมีภัยพิบัติก็ต้องไปรับยาแก้โรคซึมเศร้าที่โรงพยาบาล แม้กระทั่งน้องคนที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ก็ป่วยด้วยโรคนี้เช่นกัน นอกจากนี้ คนที่อาศัยอยู่ติดแม่น้ำกกยังป่วยเป็นโรคมะเร็งกันเยอะมาก ล่าสุดคุณแม่ของตนก็เป็นมะเร็งกระเพาะอาหารและเพิ่งไปผ่าตัดมา
นายสืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการ มฟล.กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการเดินธรรมยาตราครั้งนี้ คือการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ โดยต้องการให้รัฐบาลยกยกเรื่องนี้ขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ และต้องการให้ชาวบ้านได้สะท้อนผลกระทบให้เห็น ที่ผ่านมาเราได้ทำหนังสือถึงกระทรวงต่าง ๆ เพื่อให้เข้ามาดูแลปัญหาตามบทบาทหน้าที่
“เหตุผลที่เราเจาะจงเชิญท่านนายกรัฐมนตรีมาแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ และมาร่วมฟื้นฟูเยียวยาประชาชน เพราะเราเห็นตรงกันว่า ปัญหานี้อยู่เหนืออำนาจการจัดการของจังหวัดเชียงราย ล่าสุดได้รับแจ้งจากทางจังหวัดว่า รัฐบาลส่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท. 4) และผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาเป็นตัวแทนรับฟังและแลกเปลี่ยน เราจึงอยากขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีทบทวน ท่านเคยรับฟังกลุ่มนักธุรกิจใหญ่ ตอนนี้เสียงจากชาวบ้านคือความทุกข์ทรมานใจขั้นสูงสุด ท่านควรมารับฟังด้วย”นายสืบสกุล กล่าว
นางศิริพร วัฒนหิรัญกุล ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกล่าวว่า ตนเป็นลูกพี่ลูกน้องของนายทนงศักดิ์ พนาไพรร่มเย็น ชาวปกาเกอะญอ ซึ่งเสียชีวิตจากการผูกคอเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยผู้เสียชีวิตมีบุตร 2 คน อายุ 14 ปีและ 16 ปี ที่ยังต้องดูแลและส่งเสียให้ได้รับการศึกษา โดยนายทนงศักดิ์ มีภาวะซึมเศร้า และต้องเผชิญกับความทุกข์ซ้ำซ้อนจากภัยพิบัติน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และสารปนเปื้อนในแม่น้ำ ซึ่งชาวบ้านเชื่อมโยงกับผลกระทบที่มาจากการทำเหมืองแร่ ก่อนหน้านี้นายทนงศักดิ์เคยเดินทางไปทำงานในประเทศอิสราเอล เพื่อเก็บเงินมาสร้างบ้าน แต่เมื่อเกิดเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในเดือนกันยายน 2567 บ้านของเขาได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่ได้รับเงินชดเชยจากภาครัฐเพียงหลักหมื่นบาท โดยที่การประเมินความเสียหายบอกว่า บ้านไม่สามารถซ่อมแซมหรือต่อเติมได้อีก ทำให้เขารู้สึกสิ้นหวังและถูกทอดทิ้ง“หน่วยงานรัฐแนะนำให้ย้ายไปอยู่ที่ใหม่ เขาจึงย้ายไปอยู่ที่สวน แต่เมื่อประมาณ 3 เดือนก่อนก็เกิดไฟไหม้ขึ้นอีก และการประเมินจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังออกมาในลักษณะเดิมว่าไม่สามารถดำเนินการช่วยเหลืออะไรได้มากกว่านี้ เขาดูเหมือนจะหมดกำลังใจ ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร ชาวบ้านในหมู่บ้านหลายคนพยายามเข้าไปพูดคุยและให้กำลังใจ แต่ไม่มีใครสามารถเข้าถึงเขาได้ เขาเริ่มเก็บตัว ไม่ค่อยออกจากบ้าน และไม่ค่อยพบปะผู้คนในชุมชน จนมารู้ว่าเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา” นางศิริพร กล่าว
“หน่วยงานรัฐแนะนำให้ย้ายไปอยู่ที่ใหม่ เขาจึงย้ายไปอยู่ที่สวน แต่เมื่อประมาณ 3 เดือนก่อนก็เกิดไฟไหม้ขึ้นอีก และการประเมินจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังออกมาในลักษณะเดิมว่าไม่สามารถดำเนินการช่วยเหลืออะไรได้มากกว่านี้ เขาดูเหมือนจะหมดกำลังใจ ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร ชาวบ้านในหมู่บ้านหลายคนพยายามเข้าไปพูดคุยและให้กำลังใจ แต่ไม่มีใครสามารถเข้าถึงเขาได้ เขาเริ่มเก็บตัว ไม่ค่อยออกจากบ้าน และไม่ค่อยพบปะผู้คนในชุมชน จนมารู้ว่าเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา” นางศิริพร กล่าว