เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่ 5 ของขบวนธรรมยาตราเพื่อแม่น้ำข้ามพรมแดนซึ่งเดินเท้าจากวัดโป่งผำพัฒนา มุ่งหน้าสู่บ้านห้วยทรายขาว ระยะทางกว่า 9 กิโลเมตร โดยมีพระสงฆ์สามเณรนำขบวน และชาวบ้านซึ่งมีกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆสวมชุดดั้งเดิม และมีการเล่นดนตรีพื้นบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ สร้างความคึกคักให้กับผู้ร่วมขบวนพร้อมถือป้ายผ้ารณรงค์ข้อความว่า “บ้านของเราไม่ใช่ทางผ่านของสารพิษ”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพื้นที่หลายชุมชนที่ขบวนธรรมยาตราฯ เดินผ่านวันนี้เป็นพื้นที่ตำบลแม่ยาวที่กระทบอย่างหนักกับวิกฤติน้ำท่วมดินโคลนถล่มปี 2567 โดยเฉพาะปางช้างบ้านรวมมิตร ชุมชนท่องเที่ยวพหุวัฒนธรรม มีทั้งปกาเกอะญอ อาข่า ลาหู่ และไทใหญ่ ชุมชนที่ได้รับความเสียหายรองลงมาคือแคววัวดำ ป่าอ้อบ้านเกาะ และห้วยทรายขาว
นายบุญศรี พนาสง่าวงศ์ อดีตผู้ใหญ่บ้านบ้านแคววัวดำ กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงในชุมชนว่า ในอดีตที่ผ่านมา บ้านแคววัวดำเป็นชุมชนรักษาป่าพื้นที่ป่ากว่า 5,000 ไร่ การสร้างอาชีพจากวิถีการทอผ้าที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติ การท่องเที่ยวในพื้นที่ป่าที่อาหารอุดมสมบูรณ์ การท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้กับชุมชน ความพยายามพัฒนาวิถีจากคนชุมชนเองรวมกลุ่มจัดการ เมื่อเกิดวิกฤติการสูญเสียนอกจากกระทบกับการสูญเสียบ้านที่อาศัย บางบ้านเสียพี่ทำกิน ที่ดินเปลี่ยนแปลงจากกระแสน้ำ ทำให้เกิดความเครียด บางคนหนักมาก เช่น ที่เสียชีวิตด้วยการผูกคอตาย ก่อนหน้านี้ มีคนหนุ่มหายไปในน้ำกก เขาสร้างเกสต์เฮ้าส์ แต่ปรากฎว่านักท่องเที่ยวไม่เข้ามาพัก เขาขายที่ดินบ้านเพื่อมาทำเกสเฮ้าส์ พอไม่มีคนพักจึงเครียดมาก เดินลงไปน้ำกกหายไปต่อหน้าต่อตาภรรยาเลย และไปเจอร่างที่หมู่บ้านรวมมิตร
”พวกเขาเครียดกันมากเพราะทำอะไรก็ไม่ได้ น้ำกกเป็นพิษ วิถีของชุมชนผูกพันกับน้ำกก พอลงน้ำไม่ได้ เพาะปลูกริมน้ำไม่ได้ก็เกิดความเครียด ความเสียหายไม่ได้รับการชดเชยใด ๆ หรือชดใช้ก็ไม่เทียบไม่ได้กับความเสียหาย ตัวผมเองตอนแรกก็เครียดมากเช่นกัน แต่พอได้ไปพูดคุยในเวทีเห็นคนลำบากจำนวนมาก และหลายคนสูญเสียมากกว่าเรา เลยเริ่มทำใจได้” นายบุญศรีกล่าว
นางยุวลี พรรื่นเริง ประธานแม่บ้านและประธาน อสม. บ้านโป่งผำพัฒนา กล่าวว่า มีปัญหาที่ทำกินบางที่ดินหายไป พื้นดินที่คงอยู่หน้าดินหายไป ดินใหม่ที่มาแทนเป็นดินสีแดงมีทรายปน ปลูกพืชไม่ดีเหมือนเดิม ทำให้พื้นที่ทำกินน้อยลง สิ่งที่ต้องการคือขอให้รัฐอนุญาตให้เรามีที่ทำกินในพื้นที่ดอย พื้นที่ป่าได้ หรือหาพื้นที่ใดก็ได้ให้เราเพิ่มเติม หรือมาปรับปรุงที่ดินริมน้ำกกให้เรา ตอนนี้น้ำบนดอยไม่เพียงพอ ในหน้าแล้งต้องมีเวลาปิดเปิด
นายศรีมล เฉลิมเลี่ยมทอง ควาญช้าง บ้านรวมมิตร กล่าวว่า เราเคยมีช้าง 40-50 เชือก ภายหลังเหตุการณ์ไม่มีนักท่องเที่ยว แล้วตอนนี้เหลือช้าง 9 เชือก ได้ลูกค้าวันละรอบที่จะมาขี่ช้าง จากเดิมวันละ 7-8 รอบต่อตัว เพราะเราลงน้ำไม่ได้ทำให้ความน่าสนใจลดลง คนแก่ที่ไปทำงานที่ไหนไม่ได้ก็ทำเกษตรเล็กๆน้อยๆไป ส่วนคนหนุ่มออกไปหาเงินในเมือง ในต่างประเทศ เช่น อิสราเอล เกาหลีใต้ แต่ปัญหาสารพิษปนเปื้อนทำให้ทำอะไรได้ไม่มาก อาการป่วยเพราะเครียด และการใช้ยาเสพติดก็มีเพิ่มขึ้น ใครมีอาการซึมเศร้าก็ไปรับยาแก้ซึมเศร้า หลายคนก็หาย บางคนก็ไม่หาย
นายศรีทน คำแปลง ผู้จัดการปางช้างหมู่บ้านรวมมิตร กล่าวว่า ในอดีตแม่น้ำกกคือเส้นเลือดใหญ่ แต่ปัจจุบันชาวบ้านไม่สามารถหาปู หาปลา หรือเก็บผักริมน้ำมาบริโภคได้อีกต่อไป บรรยากาศการท่องเที่ยวทางเรือที่เคยคึกคักก็เงียบหายไป ปางช้างต้องปรับเวลาให้บริการจากเดิม 08.00-16.00 น. เป็น 09.00-15.00 น. เนื่องจากต้องย้ายช้างไปอาศัยในป่าที่ห่างออกไป 5-6 กิโลเมตร เพื่อความปลอดภัย และต้องรีบนำช้างกลับเข้าป่าก่อนค่ำ
จ่าเอกพิชัย พนาสง่าวงศ์ เจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยชำนาญการ ตำบลแม่ยาว กล่าวว่า ปัจจุบันยังคงมีความเห็นที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับความปลอดภัยในการบริโภคปลาในแม่น้ำกก โดยชาวบ้านบางส่วนยังเชื่อมั่นเพราะหน่วยงานภาครัฐเคยให้ข้อมูลว่ายังสามารถรับประทานได้ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งยังคงกังวลกับผลกระทบจากสารปนเปื้อนอย่างรุนแรง
นายพฤ โอโด่เชา ตัวแทนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอจากอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่าเดินมาไกลเพื่อบอกให้สังคมรับรู้ว่าแม่น้ำกำลังปนเปื้อนสารพิษ และผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เกิดขึ้นกับพวกทุกคน
