Search

แม่น้ำไร้พรมแดน-ประชาชนผนึกกำลังปกป้องสายน้ำจากเหมืองแร่เถื่อน-ชี้ไทยพื้นที่เปิดกว้างคัดค้านได้อิสระมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน “ศ.สุริชัย”ชี้ผู้มีอำนาจมักเล่นละครการเมือง-หัวใจสำคัญมาจากประชาชนตื่นรู้

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ที่เทศบาล ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย ได้มีการจัดเวทีขับเคลื่อนร่วมกับคณะธรรมยาตราปกป้องแม่น้ำข้ามพรมแดน 2 ช่วงโดยช่วงแรกเป็น “เวทีเสียงชุมชนลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี”เพื่อ แลกเปลี่ยนสถานการณ์ปัญหา และข้อเสนอภาคประชาชน โดยนายพีระ ประสงเวช ตัวแทนจากเครือข่ายลุ่มน้ำกระบุรี จ.ระนอง กล่าวว่า แม่น้ำกระบุรีที่เป็นทั้ง น้ำจืด น้ำกร่อย น้ำทะเลเป็นแหล่งอาหาร ปัจจุบันน้ำขุ่นข้นมากต้นทุนทำน้ำประปาสูง พบสารปนเปื้อนในกุ้งแม่น้ำ

นายสะท้าน ชีววิชัยพงศ์ ตัวแทนจากลุ่มน้ำสาละวิน-ยวม-เงา-เมย จ.แม่ฮ่องสอน จ.ตาก กล่าวว่า ต้นน้ำสาละวินอยู่ในจีน ไหลผ่านรัฐฉาน คะเรนนี กะเหรี่ยง และมอญ ในเมียนมา ท่ามกลางภาวะสงครามและความไม่สงบ ชาวบ้านพบว่าแม่น้ำขุ่นตลอดปีและปนเปื้อนสารพิษ

ผศ.ดร.ว่าน วิริยา นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.)กล่าวว่า ผลการตรวจตะกอนดินล่าสุด สูงกว่ามาตรฐานกว่า 2 เท่า ขณะนี้ มช. กำลังพัฒนาแพลตฟอร์ม Waterroom.org เพื่อรวบรวมข้อมูลความเสี่ยงทุกลุ่มน้ำ และกำลังแปลข้อมูลเป็น ภาษาพม่า กะเหรี่ยง เพื่อให้ชุมชนเข้าถึงข้อมูลและรับมือได้

หลังจากนั้นได้มีการเสวนาปัญหามลพิษข้ามพรมแดนและมุมมองจากนานาชาติ โดยนายซุง ติง นักวิจัยชาวคะฉิ่น ประเทศพม่า กล่าวว่า ตนทำงานสิ่งแวดล้อมมากว่า 20 ปี ผมร่วมธรรมยาตราครั้งนี้เพราะว่าเศร้าสะเทือนใจมาก เรารับผลกระทบมากว่า 60 ปีแล้ว กระทบต่อห่วงโซ่อาหารเรา ขณะที่ในไทยยังมีการตรวจสอบคุณภาพน้ำ มีงานวิจัย แต่คะฉิ่นแทบไม่มี เรารู้ว่ามันปนเปื้อน ในพื้นที่ต้นน้ำอิระวดี เราต้องทำงานร่วมกัน แม่น้ำมีการทำเหมืองที่ไร้การควบคุมจำนวนมาก พวกเราบางคนได้กำไรไปเต็มๆ ไร้ความรับผิดชอบ เรามาแชร์ประสบการณ์ความเจ็บปวดร่วมกัน ยุติการเอาเปรียบกันแบบนี้

นางสาว Lia Barboda นักวิชาการสังคมมานุษยวิทยา จากบราซิล Universidade Estadual do Ceara กล่าวว่า การลงพื้นที่เรียนรู้ร่วมกับคณะธรรมยาตรา เรียนรู้ผลกระทบทางสังคม ตนเคยการทำวิจัยแนวระเบียงเศรษฐกิจในภูมิภาคลาตินอเมริกา ที่มีผลกระทบต่อกลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง โครงการพัฒนาขนาดใหญ่เหล่านี้ได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเทียบกับการเข้ามาลงทุนจากจีนในปัจจุบัน จะพบว่าแตกต่างไปจากมาตรฐานเดิมของกลุ่มทุนแคนาดาที่อย่างสิ้นเชิง ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ชิงแร่แรร์เอิร์ท ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ซ้ำเติมให้พื้นที่เหล่านี้กลายเป็น “พื้นที่สังเวย” ชุมชนเผชิญกับการถูกทำลายบ้าน พื้นที่เกษตร หลายคนต้องสูญเสียศักดิ์ศรี และจำใจต้องย้ายออกจากชุมชน ปัจจุบัน ภาคประชาชนลาตินอเมริกาลุกมาขับเคลื่อนประเด็น ความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม เน้นย้ำถึงแนวคิดการปกป้อง “สิทธิของธรรมชาติ” โดยต้องรับรองสิทธิของระบบนิเวศให้เท่าเทียมกับสิทธิของชุมชน

“ลาตินอเมริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องสร้างยุทธศาสตร์และความร่วมมือร่วมกัน ปกป้องเขตแดนและทรัพยากรท้องถิ่น ไม่ให้ทุนต่างชาติเข้ามาตักตวงผลประโยชน์โดยปราศจากความเห็นชอบของภาคประชาชน” นางสาว Lia Barboda กล่าว

นางสาวเปรมฤดี ดาวเรือง จากโครงการเสวนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ติดตามสถานการณ์แม่น้ำโขงมานานกว่า 30 ปี ประเด็นหลักที่ขับเคลื่อนคือเขื่อนแม่น้ำโขง เรื่องการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ทนั้น เริ่มเป็นที่พูดถึงและรณรงค์ ปัจจุบันเริ่มสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชนมากขึ้น แต่การชิงแรร์เอิร์ทในปัจจุบันหนักขึ้น เป็นปัญหาข้ามพรมแดน ประเมินผลกระทบพบว่ามหันตภัยจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ทนั้นอาจรุนแรงและยิ่งใหญ่กว่าที่หลายคนคาดคิดไว้มาก ในเรื่องของเขื่อน เรายังพอมีความหวังในการฟื้นฟู และยังมีแม่น้ำสายสำคัญอย่างแม่น้ำสาละวินที่ไหลอย่างอิสระ

การปนเปื้อนของสารพิษร้ายแรง เช่น สารหนู จากเหมืองแร่ลงสู่แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน หรือซึมลึกเข้าสู่พื้นที่ภาคอีสาน เช่น บ้านเวินบึก ความสูญเสียด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนจะยิ่งใหญ่จนไม่สามารถประเมินค่าได้ นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ภาคประชาชนและคนในภาคอีสานต้องร่วมขบวนต่อสู้ในครั้งนี้

“ไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่มีเงื่อนไขและศักยภาพในการท้าทายและรณรงค์คัดค้านเรื่องเหมืองแร่แรร์เอิร์ทได้อย่างเปิดเผย ประชาชนไทยไม่ได้ไร้ประสบการณ์ ผู้นำภาคประชาชนอย่างครูตี๋- นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ผลกระทบต่อแม่น้ำกก สาย รวก และโขง จึงไม่ใช่แค่เรื่องของท้องถิ่น แต่เป็นความมั่นคงระดับประเทศที่เราต้องมองบนฐานความเป็นจริง และตั้งคำถามว่า สังคมได้ร่วมกันสร้างแรงกดดันต่อผู้นำและผู้มีอำนาจตัดสินใจมากพอหรือยัง เพื่อขับเคลื่อนข้อเรียกร้องนี้ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติ” นางสาวเปรมฤดีกล่าว
และว่า เรียกร้องให้รัฐบาลในภูมิภาคหันหน้ามาเจรจากันอย่างจริงจัง เพราะที่ผ่านมาความล้มเหลวในการพูดคุยระหว่างรัฐบาลได้สร้างความสูญเสียอย่างมหาศาล ทั้งในแง่ของการปนเปื้อนทางสิ่งแวดล้อม ความเสียหายทางการเงิน และวิกฤตเศรษฐกิจของประชาชนฐานราก

ศ.เกียรติคุณสุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำโขงในปัจจุบันถูกทำให้ดูซับซ้อน จนทำให้มีการเตะลูกออก หรือปัดความรับผิดชอบของฝ่ายการเมือง ผลที่เกิดขึ้นคือ สังคมมีความรู้ แต่ไม่มีพลังในการเปลี่ยนแปลง เพราะผู้ถืออำนาจรัฐที่มาจากภาษีประชาชนมักเล่นละครทางการเมืองไปวันๆ

“อำนาจที่แท้จริงต้องมาจากความรู้ที่ตื่นตัว การได้เห็นพระอาจารย์มหานิคมเดินนำหน้าธรรมยาตรา เป็นเสียงเรียกร้องทางมโนธรรมสำนึกที่ทำให้ตนและนักวิชาการต้องมาร่วมระดมความรู้ เพื่อเปลี่ยนจากกรอบทฤษฎีให้เป็นอำนาจต่อรอง ฝ่ายทุนมีอำนาจจากเงิน ภาคประชาชนก็มีอำนาจจากความรู้ หัวใจสำคัญคือความตื่นตัวและมโนธรรมสำนึกของสังคม”ศ.สุริชัยกล่าว

อาจารย์สุริชัย กล่าวอีกว่า ปัจจุบันวงการวิทยาศาสตร์ เปลี่ยนผ่านไปสู่วิทยาศาสตร์แบบเปิดสังคมต้องการ รัฐบาลแบบเปิดที่เปิดกว้างการสื่อสารและโปร่งใสต่อสาธารณะ ไม่ปล่อยให้ข้าราชการ นักการเมืองใช้เงินเดือนจากภาษีไปวันๆ สังคมปัจจุบันเริ่มตื่นรู้แล้วว่า แม่น้ำก็มีสิทธิของเขา เช่นเดียวกับในอดีตที่เราไม่เคยคิดว่าสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขหรือแมวจะมีสิทธิ แต่ปัจจุบันกฎหมายก็รับรองสิทธิของพวกมัน ดังนั้น สิทธิของธรรมชาติจึงเป็นสิ่งที่เราต้องผลักดัน

อาจารย์สุริชัย กล่าวว่า ในแง่ของภาวะผู้นำ ไม่ควรจำกัดอยู่แค่กรอบทางการเมือง ในอีก 2 ปีข้างหน้า ประเทศไทยกำลังจะก้าวขึ้นสู่การเป็นประธานอาเซียน คำถามสำคัญคือ เราจะเป็นประธานอาเซียนแบบไหน เป็นผู้นำแบบไหน จะสามารถรักษาและปกป้องลุ่มแม่น้ำโขงได้อย่างแท้จริงหรือไม่ ไม่ใช่แค่คำสัญญาที่เลื่อนลอยในการหาเสียง จะต้องฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน พลังและความตื่นตัวของคนรุ่นใหม่ในเวทีเสวนาครั้งนี้ ถือเป็นความหวังสำคัญที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงนโยบายในท้ายที่สุด