Search

สายน้ำ ศรัทธา และการต่อสู้ ธรรมยาตราฝ่าวิกฤตมลพิษข้ามพรมแดน

มายา สุทธิวงศ์

พระสงฆ์ สามเณร นักกิจกรรม ภาคประชาสังคม และประชาชนจากหลากหลายชุมชนร่วมเดินไปตามเส้นทางริมแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย ในกิจกรรม “ธรรมยาตรา” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม – 5 มิถุนายน 2569 เพื่อสื่อสารผลกระทบจากการปนเปื้อนของสารพิษในแม่น้ำ 6 สาย ได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำสาย แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำกระบุรี

การจัดกิจกรรมเริ่มต้นในวันวิสาขบูชาและจบในวันสิ่งแวดล้อมโลก เป็นสะพานเชื่อมโยงมิติทางศาสนาเข้ากับประเด็นสิ่งแวดล้อมร่วมสมัย เพื่อชี้ให้เห็นว่าวิกฤตมลพิษในลุ่มน้ำไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางเทคนิคหรือการจัดการทรัพยากร หากยังเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต ความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

สำหรับคณะสงฆ์และผู้ร่วมขับเคลื่อนกิจกรรม ธรรมยาตราไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการรณรงค์เชิงสัญลักษณ์ หากยังเป็นความพยายามทำให้สาธารณชนมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำกกกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมในแม่น้ำข้ามพรมแดนสายอื่น ๆ ที่กำลังเผชิญปัญหาในลักษณะใกล้เคียงกัน

พระครูไพศาลประชาทร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอนอธิบายว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันมีลักษณะข้ามพรมแดนและเกี่ยวข้องกับเขตอำนาจของหลายรัฐ การแก้ไขจึงไม่อาจอาศัยกลไกภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลในระดับรัฐต่อรัฐ เนื่องจากทั้งต้นตอและผลกระทบของปัญหากระจายอยู่ในพื้นที่ที่มีอธิปไตยแตกต่างกัน

ในมุมมองของท่าน วิกฤตสิ่งแวดล้อมเป็นผลลัพธ์ของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไป “โลกคือนิเวศของมนุษย์” คือแนวคิดที่ใช้อธิบายว่าธรรมชาติเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่หล่อเลี้ยงชีวิต ขณะที่การกระทำของมนุษย์ก็ส่งผลย้อนกลับต่อระบบนิเวศ เมื่อโครงสร้างทางธรรมชาติเปลี่ยนแปลง วิถีชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงของผู้คนย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิด “พุทธนิเวศ” (Eco-Buddhism) ซึ่งมองว่าวิกฤตสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางวิทยาศาสตร์หรือเทคนิคการจัดการทรัพยากร แต่เป็นปัญหาทางจริยธรรมและวิธีคิดของมนุษย์ต่อโลกที่อาศัยอยู่ร่วมกัน

ขณะที่กัญญ์วรา หมื่นแก้ว นักเคลื่อนไหวทางสังคมจากมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) มองว่าปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำต่างๆเป็นปัญหาของทุกคน เนื่องจากผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะชุมชนริมฝั่งน้ำ แต่เกี่ยวข้องกับสิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยของประชาชนโดยรวม เธออธิบายว่า “การเข้าร่วมธรรมยาตรามีเป้าหมายสำคัญในการยืนยันว่าปัญหาการปนเปื้อนส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนจริง ไม่ใช่เพียงข้อมูลเชิงเทคนิคหรือผลการตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่เป็นปัญหาที่กระทบต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต และวิถีชีวิตของชุมชนโดยตรง ขณะเดียวกันยังเป็นการเรียกร้องให้ภาครัฐแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานเกือบ 2 ปี”

ความแตกต่างสำคัญระหว่างธรรมยาตรากับการชุมนุมประท้วงแบบดั้งเดิมอยู่ที่วิธีการสื่อสาร การชุมนุมมักมุ่งกดดันผู้มีอำนาจโดยตรง แต่ธรรมยาตราให้ความสำคัญกับการสร้างการรับรู้สาธารณะผ่านชุมชนและผู้คนตลอดเส้นทางการเดิน

กัญญ์วราอธิบายว่า แม้ธรรมยาตราจะไม่ใช่การกดดันเชิงนโยบายโดยตรง และอาจไม่สามารถสร้างผลกระทบหรือเป็น “หลังพิง” ที่ช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าให้ชาวบ้านได้ทันทีเหมือนการกดดันทางการเมือง แต่การเคลื่อนไหวในลักษณะดังกล่าวมีความนุ่มนวลกว่าการประท้วงแบบเผชิญหน้า จึงสามารถเข้าถึงผู้คนได้หลากหลายกลุ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่อาจไม่สะดวกใจกับการเมืองบนท้องถนนหรือการเผชิญหน้าระหว่างรัฐกับประชาชน อีกทั้งยังช่วยลดแรงปะทะทางการเมืองและเปิดพื้นที่ให้เกิดการมีส่วนร่วมของผู้คนที่มีภูมิหลัง ความเชื่อ และอัตลักษณ์ที่แตกต่างกัน

นายวิโรจน์ พนาสง่าวงศ์ ชาวปกาเกอะญอบ้านแคววัวดำ สะท้อนว่า “ในอดีตแม่น้ำกกเป็นทั้งแหล่งอาหาร พื้นที่พักผ่อน และส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวัน แต่ภายหลังเกิดข้อกังวลเรื่องสารพิษปนเปื้อน หลายคนไม่กล้าลงเล่นน้ำ ไม่มั่นใจในการบริโภคปลา และสูญเสียรายได้จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำ สิ่งที่ชุมชนต้องการจึงไม่ใช่ชัยชนะทางการเมือง แต่เป็นการฟื้นฟูแม่น้ำให้กลับมามีสภาพที่ปลอดภัยและสามารถใช้ประโยชน์ได้ดังเดิม”

เมื่อมีการจัดกิจกรรมธรรมยาตรา ชาวบ้านจึงเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน หลายครอบครัวเตรียมงานล่วงหน้าเป็นสัปดาห์ และไม่เพียงแต่ชาวคริสต์เท่านั้นที่เข้าร่วม หากยังมีพี่น้องชาติพันธุ์อื่นๆ เช่น ลาหู่ ลีซอ ทั้งที่นับถือศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์เข้ามาสมทบด้วย ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมสามารถทำหน้าที่เป็นประเด็นร่วม (common issue) ที่เชื่อมโยงผู้คนข้ามเส้นแบ่งทางศาสนา ชาติพันธุ์ และอัตลักษณ์ทางสังคมอื่น ๆ ได้ เมื่อผู้คนเผชิญผลกระทบจากปัญหาเดียวกัน เป้าหมายร่วมในการปกป้องทรัพยากรจึงมีความสำคัญเหนือกว่าความแตกต่างด้านความเชื่อ

ขณะที่นายวัชรพล ผู้เข้าร่วมการเดินธรรมยาตราจากตำบลแม่ยาวสะท้อนว่า “การเดินรณรงค์เพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนในระดับภูมิภาคได้ ข้อจำกัดสำคัญของธรรมยาตราคือ ไม่ใช่วิธีการกดดันทางการเมืองโดยตรง ผลลัพธ์เชิงนโยบายจึงอาจไม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนการชุมนุมประท้วงหรือการต่อรองกับรัฐในรูปแบบอื่น”

เขามองว่า ความสำเร็จของการเคลื่อนไหวไม่ได้วัดจากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายเพียงอย่างเดียว หากยังรวมถึงความสามารถในการทำให้สังคมหันมาสนใจปัญหา ขยายพื้นที่การรับรู้สาธารณะ และสร้างความเข้าใจร่วมต่อวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น

ขณะที่นายสะท้าน ชีววิชัยพงษ์ สะท้อนมุมมองต่อการเคลื่อนไหวว่า “การนำศาสนาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวสามารถดึงดูดความสนใจให้คนในสังคมหันมาสนใจประเด็นนี้มากขึ้น อีกทั้งศาสนายังช่วยฟื้นฟูเยียวยาจิตใจของผู้ที่ได้รับผลกระทบ แม้จะเป็นงานที่ใช้ชื่อทางพุทธศาสนา แต่พี่น้องที่นับถือศาสนาอื่น เช่น คริสต์ศาสนา ก็สามารถเข้าร่วมและเคลื่อนไหวไปด้วยกันได้”

นอกจากนี้เขายังกล่าวถึงการยกระดับการเคลื่อนไหวไปสู่ความร่วมมือของภาคประชาชนจากลุ่มน้ำต่างๆที่ได้รับผลกระทบว่าควรผนึกกำลังกัน มองเป้าหมายร่วมกันและจัดเวทีพูดคุยเพื่อวางแผนการเคลื่อนไหวทั้งในระยะสั้นและยาว

ธรรมยาตราในลุ่มน้ำกกจึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมทางศาสนาหรือการเดินรณรงค์เชิงสัญลักษณ์ แต่ช่วยสะท้อนความพยายามของภาคประชาชนในการใช้ศรัทธาเป็นทุนทางสังคมเพื่อทำให้วิกฤตสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนถูกมองเห็นในพื้นที่สาธารณะ ภายใต้เงื่อนไขที่กลไกรัฐและความร่วมมือระหว่างประเทศยังไม่สามารถตอบสนองต่อปัญหาได้อย่างทันท่วงที แม้ธรรมยาตราอาจไม่สามารถหยุดยั้งต้นตอของมลพิษหรือสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายได้ในทันที แต่การเดินร่วมกันของพระสงฆ์ ชาวบ้าน นักกิจกรรม และผู้คนต่างศาสนาได้แสดงให้เห็นว่า เมื่อผู้คนเผชิญผลกระทบจากสายน้ำเดียวกัน ความเดือดร้อนร่วมอาจมีพลังมากพอที่จะก้าวข้ามเส้นแบ่งทางศาสนา ชาติพันธุ์ และพรมแดนรัฐ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

——–