เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ที่บริเวณสวนสาธารณะแม่ฟ้าหลวง อ.เมือง จ.เชียงราย เครือข่ายภาคประชาชนเพื่อปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวินและกระบุรี ได้จัดกิจกรรมเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก โดยมีพระสงฆ์สามเณรและประชาชนในขบวนธรรมยาตราซึ่งเดินเท้ามาจากสะพานท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม มาร่วมสมทบ ก่อนที่ทั้งหมดจะเคลื่อนขบวนไปยังศาลากลางจังหวัดเชียงราย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการเคลื่อนขบวนเป็นไปอย่างคึกคักโดยมีการเขียนป้ายต่างๆที่เรียกร้องให้คืนความสดใสให้แม่น้ำและให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหา และที่ได้รับความสนใจมากคือกลุ่มศิลปินเชียงรายได้จัดริ้วขบวนสะท้อนการปนเปื้อนของแม่น้ำสายต่างๆ
นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือครูตี๋ ได้กล่าวปราศรัยกับผู้ร่วมงานว่าเป็นวันครบรอบ 1 ปีของการรณรงค์เรื่องการปนเปื้อน ซึ่งประชาชนกำลังเดือดร้อน เราเรียกร้องการจัดการต้นตอของปัญหามา 1 ปี แต่การทำงานของรัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมา ข้อเรียกร้องยังไม่รับการตอบสนองเป็นรูปธรรม การมีกิจกรรมวันนี้เป็นการทวงถามว่าสิ่งที่ประชาชนเรียกร้องไปแล้ว รัฐบาลได้ทำอะไรบ้าง ขณะนี้สถานการณ์ปนเปื้อนของแม่น้ำยังไม่ได้ลดทอนความรุนแรงมีแต่จะเพิ่มขึ้น รัฐบาลจะทำอย่างไร คนลุ่มน้ำจึงได้จัดกิจกรรมร่วมกันให้รัฐบาลรับรู้และสนใจ เพื่อการยกระดับปัญหาให้สาธารณชนได้รับรู้ความเดือดร้อน
“สิ่งที่น่าหดหูใจมากในการเดินเท้าธรรมยาตราครั้งนี้ แม้ชาวบ้านรู้ดีว่าแม่น้ำปนเปื้อน แต่ชีวิตของพวกเขาก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงแม่หรือแม่น้ำได้ จำเป็นที่พวกเขาต้องอยู่กับอาหารที่พึ่งพาแม่น้ำแบบเดิมๆ ตรงนี้ถ้าเราไม่ผลักดันไปสู่รัฐบาลจริงจัง ไม่ใช่แค่ความล่มเศรษฐกิจของชุมชนเท่านั้น แต่ความอุดมสมบูรณ์ต่างๆที่มาจากแม่น้ำที่สร้างแหล่งอาหารถูกทำลายย่อยยับ เป็นการจบสิ้นของคนวัฒนธรรมลุ่มน้ำที่สืบทอดกันมายาวนานตั้งแต่สมัยพญามังราย คนเชียงรายจะทำนาไม่ได้อีกแล้ว จึงสำคัญที่พวกเราต้องร่วมแรงร่วมใจส่งเสียงไปถึงรัฐบาล เราหวังว่านายกฯจะลงมารับเรื่องความทุกข์ร้อนของประชาชน แต่นายกฯไม่มา เราก็หวังคนมีอำนาจตัดสินใจระดับนโยบาย แต่ล่าสุดแม้แต่รัฐมนตรีช่วยก็จะไม่มา ถ้าเป็นเช่นนี้แสดงว่าความเดือดร้อนที่ประชาชนสะท้อนไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาลเลย ฟังข่าวแล้วหดหู่ใจรัฐบาลไทยที่ไม่เห็นความเดือดร้อนชีวิตของประชาชน วันนี้นายกฯ รัฐมนตรีไม่มา เราก็ไม่หยุด เราจะสู้ต่อไปเพื่อรักษาชีวิตลูกหลานของเรา”นายนิวัฒน์ กล่าว
ขณะที่กัษมา อายิ เลขาธิการมูลนิธิฅ. คน เพื่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้กล่าวว่า ปัญหาสารพิษในแม่น้ำกกไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวเชียงรายและเชียงใหม่ทุกคน มูลนิธิฯต้องการร่วมเป็นกระบอกเสียง ในการรณรงค์และผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคมอื่นๆ
“รัฐบาลต้องรีบประสานงานเพื่อให้มีการหยุดทำเหมืองแร่เร็วที่สุดเพราะเป็นต้นตอสำคัญ รัฐบาลควรเห็นความสำคัญของปัญหานี้และเข้ามาแก้ไขให้เร็วที่สุด”กัษมา กล่าว
ขณะที่วัชฎาพร พรสกุลวิวัฒน์ นักเรียนชาติพันธุ์จากโรงเรียนสหศาสตร์ศึกษา กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ได้มาเข้าร่วมงานสิ่งแวดล้อมโลกและขบวนธรรมยาตราในครั้งนี้ อยากเรียนรู้เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำสายต่างๆที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนในวงกว้าง
ทั้งนี้ภายหลังจากขบวนภาคประชาชนเดินเท้ามาถึงศาลากลาง พระสงฆ์และสามเณรได้ร่วมกันสวดชยันโตเพื่อเป็นสิริมงคลภายหลังจากสิ้นสุดขบวนธรรมยาตรา ขณะที่เครือข่ายภาคประชาชนฯได้อ่านแถลงการณ์ถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อเรียกร้องให้ยกระดับวิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนเป็นวาระแห่งชาติ และแสดงความผิดหวังต่อการเพิกเฉยของรัฐบาล
“รัฐบาลจึงต้องแสดงภาวะผู้นำและความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ได้ให้คำมั่นว่าจะเสริมสร้างความมั่นคงชายแดน แก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน และป้องกันผลกระทบจากภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อมรวมถึงการลักลอบทำเหมือง”หนังสือถึงนายกฯระบุ
ทั้งนี้เครือข่ายฯระบุข้อเรียกร้อง 7 ข้อประกอบด้วย 1.ขอให้กำหนด “นโยบายระดับชาติ” ในการแก้ปัญหา “วิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนในลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน กระบุรี และแม่น้ำระหว่างประเทศอื่นที่ได้รับผลกระทบ” และตั้ง “คณะทำงานระดับชาติ” ที่มีอำนาจตัดสินใจ โดยมีส่วนร่วมจากประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ นักวิชาการอิสระ หน่วยงานท้องถิ่น และหน่วยงานส่วนกลาง
2. ขอให้ดำเนินการทางการทูตและความร่วมมือระหว่างประเทศเชิงรุกอย่างเร่งด่วน กับ รัฐบาลเมียนมา รัฐบาลจีน องค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วม การควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ การฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายข้ามพรมแดนเพิ่มเติมในอนาคต
3. ขอให้จัดทำแผนงานระดับชาติอย่างน้อย 5 ปี เพื่อติดตามคุณภาพน้ำ ตะกอนดิน สัตว์น้ำ ห่วงโซ่อาหาร และผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในทุกลุ่มน้ำที่ได้รับผลกระทบ พร้อมเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส และจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
4. ขอให้กำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าแร่และผลิตภัณฑ์แร่ที่มีความเสี่ยงต่อการเชื่อมโยงกับกิจการเหมืองแร่ที่ก่อให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดน โดยอนุญาตเฉพาะแร่ที่สามารถตรวจสอบแหล่งกำเนิดและเส้นทางห่วงโซ่อุปทานได้อย่างโปร่งใส และเป็นไปตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
5. ขอให้กำหนดมาตรการกำกับดูแลการส่งออกสินค้า เครื่องจักร อุปกรณ์ และการสนับสนุนทางธุรกิจจากประเทศไทยที่อาจเชื่อมโยงกับกิจการเหมืองแร่ที่ก่อให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดน โดยให้มีการประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนอย่างเหมาะสม
6. ขอให้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาจัดทำมาตรการทางกฎหมายและกลไกถาวรสำหรับการป้องกันและรับมือมลพิษข้ามพรมแดน โดยให้ครอบคลุมการติดตามตรวจสอบ การแจ้งเตือนล่วงหน้า การเปิดเผยข้อมูล การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการกำหนดความรับผิดชอบของผู้ก่อมลพิษตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle)
7. ขอให้ลงพื้นที่พบประชาชนผู้ได้รับผลกระทบด้วยตนเองโดยเร็ว เพื่อรับฟังเสียงของชุมชนอย่างตรงไปตรงมา เพื่อยืนยันว่ารัฐบาลมิได้ทอดทิ้งประชาชน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเช้าวันเดียวกันระหว่างการจัดกิจกรรมวันสิ่งแวดล้อมโลก ผศ.ว่าน วิริยา ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เก็บตัวอย่างน้ำกลางแม่น้ำกกบริเวณสะพานแม่ฟ้าหลวงขึ้นมาตรวจโดยใช้ชุดตรวจภาคสนามโดยในเบื้องต้นพบว่ามีสารหนูเกินค่ามาตรฐานหลายเท่าตัว ซึ่งการตรวจครั้งนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนจำนวนมาก
———
