Search

แนะรัฐบาลจีนใช้กลไกLMC ยุติเหมืองเถื่อนลุ่มน้ำโขง-จี้ตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาแร่-เครือข่ายภาคประชาชน 6 ลุ่มน้ำข้ามแดนผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองแรร์เอิร์ธทำหนังสือ 3 ข้อเสนอถึงแดนมังกร

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ระหว่างจัดกิจกรรมวันสิ่งแวดล้อมโลกที่ จ.เชียงราย เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน กระบุรี ได้ส่งหนังสือถึงรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เรื่องข้อเสนอต่อกรณีมลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองแร่ในประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยระบุว่าในฐานะประชาชนผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนรวมทั้งประชาชนและประชาสังคมเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน กระบุรี รู้สึกกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์มลพิษข้ามแดนจากการทำเหมืองแร่ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน แม้ว่าผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำบางช่วงเวลาจะระบุว่าค่าโลหะหนักส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่ข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ คือ หน่วยงานรัฐไทยยังคงตรวจพบสารหนูและโลหะหนักเกินมาตรฐานในแม่น้ำหลายจุดอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำโขงที่ประชาชนใช้ในการอุปโภคบริโภค การเกษตร และการประมง ปัญหานี้จึงไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม หากแต่เป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร วิถีชีวิต และความอยู่รอดของชุมชนจำนวนมากในลุ่มน้ำโขง

“พวกเรามีความกังวล มีรายงานข้อมูลจากหลายฝ่ายที่ชี้ถึงความเชื่อมโยงกับนักลงทุนบริษัทหรือห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับทุนจีน ไม่ว่าจะในรูปแบบการลงทุน การจัดหาเครื่องจักร เทคโนโลยี การรับซื้อแร่ หรือการสนับสนุนทางธุรกิจในรูปแบบต่าง ๆ ขณะที่พื้นที่ดำเนินกิจการหลายแห่งตั้งอยู่ในเขตที่การกำกับดูแลของเมียนมายังมีข้อจำกัดอย่างมาก ส่งผลให้มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้จำกัดอยู่ภายในพรมแดนของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนและระบบนิเวศในประเทศปลายน้ำ รวมถึงประเทศไทย”หนังสือ กล่าว

หนังสือระบุว่า จีนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา ไม่เพียงเพราะจีนเป็นประเทศผู้นำในภูมิภาคลุ่มน้ำล้านช้าง–แม่โขงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการที่ภาคธุรกิจและห่วงโซ่อุปทานของจีนมีศักยภาพในการส่งอิทธิพลต่อการดำเนินกิจการเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นเหตุของปัญหา การมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ของจีนในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่งเสริมความโปร่งใส และผลักดันให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน และนำไปสู่การแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

“พวกเราตระหนักว่ากิจกรรมเหมืองแร่หลายแห่งที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกี่ยวข้องกับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนนั้น ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่การกำกับดูแลของรัฐยังมีข้อจำกัดอย่างมาก ส่งผลให้กลไกคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบจึงไม่อาจอาศัยเพียงการปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศเจ้าบ้านเท่านั้น แต่ควรยึดถือมาตรฐานสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศควบคู่กันด้วย”หนังสือถึงสถานทูตจีนระบุ

หนังสือได้ยังได้ระบุข้อเรียกร้องว่า 1. ขอให้รัฐบาลจีนเป็นผู้นำในการใช้กลไกความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขง (LMC) ให้เกิดการตรวจสอบย้อนกลับการทำเหมืองแร่ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ให้เกิดธรรมาภิบาลในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามแดน และยุติการทำเหมืองที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนทั้งในประเทศและข้ามพรมแดนในประเทศลุ่มน้ำโขง รวมถึงการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับแร่ (Mineral Traceability System) เพื่อให้สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของแร่ที่ซื้อขายในภูมิภาคได้อย่างโปร่งใส

2. ขอให้รัฐบาลจีนกำกับดูแลและตรวจสอบผู้ลงทุน บริษัท และห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีนซึ่งดำเนินกิจการในต่างประเทศอย่างจริงจัง โดยเฉพาะกิจการเหมืองแร่ในพื้นที่ที่มีความเปราะบางด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน พร้อมกำหนดให้มีการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน (Human Rights and Environmental Due Diligence) และดำเนินมาตรการที่เหมาะสมต่อผู้ประกอบการที่ก่อให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดน เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบและการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ โดยสอดคล้องกับหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNGPs) และแนวปฏิบัติสากลเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานแร่ที่มีความรับผิดชอบ

3. ขอให้รัฐบาลจีนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดให้มีกลไกรับฟังและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประชาชนและชุมชนผู้ได้รับผลกระทบในประเทศปลายน้ำอย่างสม่ำเสมอ โปร่งใส และมีความหมาย รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหมืองแร่และห่วงโซ่อุปทานที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดน

“พวกเราสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศและเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาด้วยการปรึกษาหารืออย่างสันติตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน ความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และการเคารพต่อชีวิต สุขภาพ และสิทธิของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบเป็นสำคัญ”หนังสือระบุ