Search

36 ปี“ปากมูล” กับความอัปยศที่ถูกฉายซ้ำ

สดใส สร่างโศรก
เครือข่ายประชาชนจับตาน้ำท่วมอุบล-เขื่อนแม่น้ำโขง

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี ภาพความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของรัฐไทยถูกฉายซ้ำอย่างอัปยศอีกครั้ง ในการประชุมคณะกรรมการจังหวัดอุบลราชธานีเพื่อพิจารณาเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูล ที่กลายเป็นสนามรบทางราชการที่ชาวบ้านต้องแบกสังขารเข้ามาต่อสู้อย่างเหน็ดเหนื่อย คำถามตัวโตที่เกิดขึ้นคือ ในเมื่อมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) รองรับอยู่แล้ว เหตุใดชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูลยังต้องมาเรียกร้อง กับกลไกราชการระดับจังหวัด เพียงเพื่อขอเปิดประตูเขื่อนตามฤดูกาล?

ตลอดระยะเวลา 36 ปี นับตั้งแต่การก่อสร้างเขื่อนปากมูลเริ่มต้นขึ้น ประเทศไทยผ่านนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 17คน ผ่านรัฐบาล 24 ชุด แต่อำนาจรัฐที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกลับไม่เคยพาความเดือดร้อนของชุมชนลุ่มน้ำมูนให้สิ้นสุดลง ชีวิตของผู้คนริมแม่น้ำยังคงติดค้างอยู่กับโครงการพัฒนาที่ไม่เคยรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของตนเองอย่างแท้จริง

ขณะที่บาดแผลจากเขื่อนปากมูลยังไม่สมาน รัฐกลับเดินหน้าผลักดันโครงการเขื่อนใหม่คือ เขื่อนพูงอย ราวกับว่าบทเรียนราคาแพงตลอดหลายทศวรรษไม่เคยมีอยู่จริง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงเรื่องอดีต แต่คือปัจจุบันและอนาคต “รัฐไทยกำลังจะผลิตซ้ำความผิดพลาดเดิมอีกครั้งหรือไม่”

เขื่อนปากมูลไม่ใช่โครงการที่รัฐ “ไม่รู้ถึงผลกระทบ” หากแต่เป็นโครงการที่รัฐรับรู้ปัญหาอย่างเป็นทางการผ่านมติคณะรัฐมนตรีหลายครั้ง ทว่ากลับล้มเหลวในการทำให้มติเหล่านั้นเกิดขึ้นจริงอย่างต่อเนื่อง

วันที่ 29 เมษายน 2540 คณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติให้ชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล โดยจัดสรรที่ดินทำกินครอบครัวละ 15 ไร่ เพื่อฟื้นฟูอาชีพและวิถีชีวิต แต่การจัดสรรที่ดินไม่เคยเกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ ก่อนที่รัฐจะเปลี่ยนนโยบายมาเป็นการจ่ายค่าชดเชยเป็นเงินแทน

วันที่ 17 ตุลาคม 2543 ครม.มีมติให้เปิดประตูเขื่อนปากมูลตามฤดูกาล ภายใต้หลักการ “เปิด 4 เดือน ปิด 8 เดือน” เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ การอพยพของปลา และลดผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนลุ่มน้ำมูน

วันที่11 ธันวาคม 2544 ครม.มีมติที่ก้าวหน้ากว่านั้น โดยเห็นชอบให้ ขยายช่วงเวลาการเปิดประตูเขื่อนปากมูลเป็นตลอดทั้งปี เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ วิถีชีวิตชุมชน และลดผลกระทบเรื้อรังจากการปิดกั้นลำน้ำ อย่างไรก็ตาม มติ ครม.ครั้งนี้ถือเป็นจุดสูงสุดของการยอมรับปัญหาในเชิงนโยบาย แต่ไม่เคยถูกทำให้เป็นจริงอย่างถาวร การเปิดเขื่อนตลอดทั้งปีถูกลดทอน กลับคำ และปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ทางการเมือง การบริหารจัดการน้ำ และดุลยพินิจของหน่วยงานรัฐ มากกว่ายึดหลักนิเวศวิทยาและความปลอดภัยของชุมชน

ในทางปฏิบัติ การบริหารจัดการเขื่อนปากมูลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้เปิดโปงข้อเท็จจริงสำคัญที่รัฐไม่เคยยอมรับอย่างตรงไปตรงมา นั่นคือ เขื่อนปากมูลถูกเปิดประตูยาวนานกว่าที่กำหนดไว้ในมติ ครม.มาโดยตลอด

ในช่วงที่ผ่านมา เขื่อนปากมูลมีการเปิดประตูเพื่อเฝ้าระวังและบรรเทาปัญหาอุทกภัยของจังหวัดอุบลราชธานีต่อเนื่องราว 7 เดือน และเมื่อรวมกับการเปิดเพื่อให้ “แก่งสะพือ” ปรากฏในช่วงเดือนเมษายนเพื่อการท่องเที่ยวอีกประมาณ 1 เดือน เท่ากับว่าเขื่อนปากมูลถูกเปิดจริงถึง 8 เดือนต่อปี

ข้อเท็จจริงนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเปิดเขื่อน “นานเกินไป” หากแต่อยู่ที่การเปิดเขื่อน ไม่สอดคล้องกับฤดูกาลทางนิเวศและการบริหารจัดการน้ำเชิงป้องกัน หากรัฐยอมปฏิบัติตามมติ ครม.อย่างจริงจัง โดยเปิดประตูเขื่อนตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไปอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้แม่น้ำมูลมีพื้นที่รองรับน้ำหลาก ลดแรงดันน้ำในช่วงฤดูฝน และช่วยบรรเทาความรุนแรงของปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดอุบลราชธานีได้ตั้งแต่ต้นทาง

การเปิดเขื่อนเชิงป้องกันตามหลักนิเวศ ไม่เพียงเอื้อต่อการอพยพของปลา การฟื้นฟูระบบนิเวศ และวิถีชีวิตของชุมชนเท่านั้น หากแต่ยังเป็นมาตรการลดความเสี่ยงอุทกภัยที่รัฐสามารถทำได้ทันที โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศแต่อย่างใด

เขื่อนปากมูลเริ่มก่อสร้างในปี 2533 แล้วเสร็จในปี 2537 ด้วยงบประมาณกว่า 6,600 ล้านบาท ถูกออกแบบให้มีโรงไฟฟ้าขนาด 136 เมกะวัตต์ และเคยคาดการณ์ว่าจะผลิตไฟฟ้าได้สูงถึง 280 เมกะวัตต์ แต่ในความเป็นจริง เขื่อนปากมูลผลิตไฟฟ้าได้เพียงราว 40 เมกะวัตต์ หรือไม่เกิน 5 กิกะวัตต์ชั่วโมง ขณะที่ต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมกลับสูงเกินกว่าที่ชุมชนจะรับไหว ระบบนิเวศปลาเสื่อมถอย การอพยพของปลาถูกตัดวงจร ประมงพื้นบ้านล่มสลาย ความมั่นคงทางอาหารถูกสั่นคลอน และวิถีชีวิตที่พึ่งพาแม่น้ำถูกทำลายอย่างเป็นลูกโซ่

แม่สมปอง เวียงจันทร์ แกนนำชาวบ้านปากมูน สะท้อนสถานการณ์ปัจจุบันว่า แม้ระยะหลังจะมีการสำรวจและเปิดให้ชาวบ้านหรือทายาทที่เคยประกอบอาชีพประมงก่อนการสร้างเขื่อน ยื่นคำร้องขอรับการเยียวยาตาม มติ ครม.29 เมษายน 2540 จำนวน 1,632 ราย แต่เมื่อเทียบกับอดีตที่รัฐเคยจ่ายค่าชดเชยให้ชาวบ้านกว่า 6,000 คน วันนี้กลับเหลือคนที่ผ่านการรับรองการเยียยยาเพียง 1,000 กว่าคน

“ที่เหลือหายไปไหนรู้ไหม” แม่สมปองตั้งคำถามก่อนเฉลยว่า “บางคนตายไปแล้ว บางคนแก่จนเดินไม่ไหว บางคนเหนื่อยเกินจะสู้กับกระดาษและเวลาของรัฐอีกต่อไป”

แม่สมปองย้ำว่านี่ไม่ใช่เพราะชาวบ้านไม่เดือดร้อน หากแต่เป็นเพราะรัฐปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อจนคนตาย ยืดจนคนหมดแรง ความล่าช้าของรัฐจึงไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่คือความรุนแรงเชิงโครงสร้าง และเป็นความเลือดเย็นของรัฐบาลไทย “เขื่อนไม่ได้ฆ่าคนทันที แต่มันฆ่าคนด้วยการปล่อยให้รอๆๆ จนไม่มีแรงจะรออีกแล้ว”

การผลักดันโครงการ เขื่อนพูงอย ในบริบทที่เขื่อนปากมูลยังเป็นปัญหาค้างคา คือสัญญาณชัดเจนว่า รัฐไทยยังไม่เคยนับเสียงของชุมชนลุ่มน้ำเป็นหัวใจของการตัดสินใจ คำถามเชิงนโยบายจึงยิ่งชัดเจนขึ้น เหตุใดรัฐจึงยังเดินหน้าโครงการเขื่อนใหม่ ทั้งที่ความผิดพลาดเดิมยังไม่เคยถูกแก้ไข และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ หากหายนะซ้ำรอยเดิมเกิดขึ้นอีกครั้ง

ข้อเสนอต่อรัฐบาล คือ 1.ยกระดับการเปิดประตูเขื่อนปากมูลตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไปให้เป็นนโยบายถาวรตามหลักนิเวศวิทยา เนื่องจากในทางปฏิบัติ รัฐได้เปิดเขื่อนยาวนานถึง 7–8 เดือนต่อปีอยู่แล้วโดยไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อความมั่นคงด้านพลังงาน 2.รับรองสิทธิชุมชนลุ่มน้ำมูนในการมีส่วนร่วมกำหนดปฏิทินการเปิด–ปิดเขื่อนให้สอดคล้องกับฤดูกาลน้ำและการอพยพของปลา 3.ใช้เขื่อนปากมูลเป็นกรณีศึกษาเพื่อยุติการผลักดันโครงการเขื่อนใหม่ที่มีความเสี่ยงสูงกว่า เช่น โครงการเขื่อนพูงอย

เมื่อรัฐสามารถเปิดเขื่อนปากมูลได้ถึง 8 เดือนโดยไม่เกิดวิกฤต สิ่งที่สังคมต้องถามจึงไม่ใช่ว่า “เปิดได้หรือไม่” หากแต่เป็นคำถาม“เหตุใดรัฐจึงยังไม่ยอมเลือกยืนอยู่ข้างธรรมชาติและประชาชนอย่างถาวร”

ตลอด 36 ปีที่ผ่านมาคำถามของชาวปากมูนไม่เคยซับซ้อน พวกเขาไม่ได้เรียกร้องสิ่งพิเศษ หากแต่เรียกร้องเพียงความรับผิดชอบ ความเป็นธรรม และสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง และเรื่องนี้ไม่ควรถูกปล่อยให้เงียบหายไปพร้อมอายุขัยของนักต่อสู้รุ่นแล้วรุ่นเล่าอีกต่อไป เพราะเขื่อนปากมูลไม่ได้เป็นเพียงเรื่องอดีต หากแต่เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความเลือดเย็นของรัฐไทยยังคงดำรงอยู่ ตราบใดที่บทเรียนนี้ยังไม่ถูกเรียนรู้และแก้ไขอย่างแท้จริง