สำนักข่าว Irrawaddy และสำนักข่าว Mizzima รายงานเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ว่ากำลังพลของกองทัพพม่าอีกราว 1,000 นาย เข้ามาเสริมทัพประจำอยู่ห่างจากพื้นที่มินดัท เมืองสำคัญด้านยุทธศาสตร์ทางใต้ของรัฐชินไปเพียง 8 กิโลเมตร จนถึงขณะนี้มีกำลังพลของกองทัพพม่าราว 2,000 นาย ถูกส่งประชิดเมืองมินดัทจากฐานบัญชาการในเขตมะโกย เพื่อหวังยึดเอาเมืองคืนจากฝ่ายต่อต้าน ขณะผู้ลี้ภัยในพื้นที่ราว 17,000 คน หวั่นสงครามจะเกิดขึ้นและได้หลบหนีออกจากภูมิลำเนาและหลบภัยอาศัยอยู่ตามป่าและเขตภูเขาในเมืองมินดัท
Irrawaddy รายงานว่า กำลังพลของกองทัพพม่าเริ่มประชิดเมืองมินดัทตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา และทหารพม่าได้เผาทำลายหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อหมู่บ้าน “ฮินฉ่าว” หมู่บ้านติดชายแดนรัฐชินและเขตมะโกย โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา กองกำลังประชาชนชิน (Chin People’s Army – CPA) ได้ออกมาประกาศว่า ฝ่ายตนและพันธมิตรกำลังต่อต้านการรุกรานของกองทัพพม่าในรัฐชินตอนใต้ ทั้งในเมืองมินดัทและเมืองกั่นปะแล็ต
ในแถลงการณ์ยังระบุว่า “เมื่อเผชิญกับความพ่ายแพ้ในสนามรบ กองทัพพม่าได้ทำการโจมตีทางอากาศซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยเครื่องบินรบและเครื่องบิน Y-12” แต่ในแถลงการณ์ไม่ได้ระบุถึงการส่งกำลังพลของกองทัพพม่าจำนวนมากที่เข้ามาในพื้นที่
ชาวบ้านรายงานว่า กองพันปืนใหญ่ที่ 368 ในเมืองเจ้าก์ตู่ได้ส่งรถบรรทุกทหาร 2 คันไปยังหมู่บ้านปันซาน ขณะที่กองกำลังทหารพม่ากระจายกำลังไปยังหมู่บ้านมินจี่ หมู่บ้านเล และหมู่บ้านเมียวเพ้าก์ ซึ่งใกล้กับสนามบินเจ้าก์ตู่ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการโจมตีทางอากาศและการขนส่งเสบียงทางทหารในการรบทางตอนใต้ของรัฐชิน
เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม กองกำลังต่อต้านยอว์ (Resistance Yaw Army ) ซึ่งเป็นฝ่ายต่อต้านกองทัพพม่า ระบุว่า มีทหารพม่าเสียชีวิต 80 นาย และบาดเจ็บ 100 นาย ในระหว่างการสู้รบอย่างหนักหน่วงในพื้นที่ตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม โดยกองทัพพม่าที่รุกคืบเข้าสู่รัฐชินตอนใต้ ยังได้ก่อเหตุสังหารพลเรือน 6 คน รวมถึงพระภิกษุและหญิงป่วยทางจิตจากหมู่บ้านดับหยิ่นและหยั่วต่า และยังได้เผาทำลายหมู่บ้านหยั่วต่า ในเขตมะโกย ชายแดนติดรัฐชินเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมด้วยเช่นเดียวกัน
แหล่งข่าวในพื้นที่กล่าวว่า ประชาชนหลายพันคนที่อาศัยอยู่ตามถนนสายเหนือจากเมืองซอว์ไปยังเมืองยอว์ และถนนสายตะวันตกจากเมืองยอว์ไปยังเมืองมินดัท ถูกบีบให้ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนเนื่องจากการสู้รบ โดยเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 คณะกรรมการที่ดูแลค่ายผู้พลัดถิ่นในเมืองมินดัทระบุว่า มีผู้พลัดถิ่นประมาณ 17,000 คน และจำนวนยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ที่รวมตัวกันอยู่ในเมืองมินดัทเพียงแห่งเดียว
ลอว์เรนซ์ ยอว์ คี คณะกรรมการที่ดูแลค่ายผู้พลัดถิ่นกล่าวว่า “ความท้าทายที่เราเผชิญคือ รัฐบาลกำลังปิดกั้นองค์กรพัฒนาเอกชนและกลุ่มช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไม่ให้เข้าไปในเมือง การขนส่งอาหารและเสบียงสำหรับเมืองมินดัทก็ถูกจำกัดเช่นกัน ทำให้ราคาสินค้าในพื้นที่พุ่งสูงขึ้น”
ขณะที่ชาวบ้านที่มีฐานะดีกำลังอพยพหนีไปยังย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และเมืองปะโค้กู่ แต่คนยากจนกำลังถูกบังคับให้หลบภัยสงครามตามเนินเขาของเมืองมินดัท “ใครก็ตามที่เคยอาศัยอยู่ในรัฐชินในช่วงฤดูฝนจะเข้าใจ มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมากในฤดูมรสุม ไม่ใช่แค่เสื้อผ้าของเราเท่านั้นที่เปียกชื้น เพราะผู้พลัดถิ่นต้องแบกเสบียงอาหารฝ่าสายฝน อาหารทั้งหมดจึงเปียกและขึ้นรา” อันยา ตอว์ เอ่ง หนึ่งในเจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการบริหารค่ายผู้พลัดถิ่นเมืองมินดัท กล่าว
นอกจากนี้มีรายงานว่า วิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในรัฐชิน จากสภาพอากาศมรสุมที่รุนแรงและการปิดล้อมทางทหารโดยเจตนา เนื่องจากกองกำลังของรัฐบาลทหารได้ตัดขาดการขนส่งสินค้าจำเป็น อาหาร และยาจากเมืองปะโค้กู่ไปยังเมืองต่าง ๆ ทางใต้ของรัฐชินอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่บริหารค่ายรายงานว่าครอบครัวผู้พลัดถิ่นที่หลบซ่อนอยู่ในภูเขาต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เลวร้าย อาหารมีราขึ้น และขาดแคลนผ้าใบกันน้ำ ที่พักพิง และเวชภัณฑ์อย่างรุนแรง
