Search

6 วัน 5 คืน ธรรมยาตราปกป้องแม่น้ำ 6 สาย

Day 1 ก้าวแรกและการกระเตื้องของจีน


ผู้เข้าร่วมนับพันคนร่วมเดินจากสะพานท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ในวันแรกซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา 31 พฤษภาคม 2569 มุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงราย เพื่อส่งเสียงถึงรัฐบาลและผู้มีอำนาจให้ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำกระบุรี


ขบวนธรรมยาตราเคลื่อนออกจากสะพานท่าด้วยความสงบ โดยมีพระสงฆ์และสามเณรเดินนำหน้า ตามด้วยฆราวาสและประชาชนผู้ศรัทธาในความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยผู้คนจากหลากหลายพื้นที่และหลากหลายปัญหาที่ไหลมาบรรจบกัน ทั้งนักสื่อสารสังคม นักปกป้องสิทธิชุมชน และผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ต้องการถ่ายทอดบทเรียนจากประสบการณ์การสูญเสียทรัพยากรและวิถีชีวิต เพื่อร่วมกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง


การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนได้ส่งแรงสะเทือนไปถึงระดับระหว่างประเทศ เมื่อโฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ออกมาสื่อสารผ่านเพจของสถานทูตจีนเครือข่ายภาคประชาชนในภาคเหนือที่เรียกร้องให้จีนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหามลพิษในลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง โดยจีนระบุว่าได้รับทราบรายงานดังกล่าวแล้ว พร้อมชี้แจงว่าแม่น้ำที่ได้รับผลกระทบเป็นแม่น้ำข้ามพรมแดนระหว่างไทยและเมียนมา และรับทราบว่าทั้งสองประเทศกำลังจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อตรวจสอบและแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำ โดยเชื่อว่าการดำเนินการดังกล่าวจะนำไปสู่ผลการตรวจสอบที่ตั้งอยู่บนหลักวิทยาศาสตร์และความรับผิดชอบ


เสียงของภาคประชาชนดังขึ้นอย่างชัดเจน หลายฝ่ายมองว่าการอ้างผลตรวจคุณภาพน้ำเพียงบางช่วงเวลาอาจไม่สะท้อนภาพรวมของปัญหาที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะประเด็นการสะสมของสารพิษในตะกอนดิน สัตว์น้ำ และห่วงโซ่อาหาร ซึ่งเป็นผลกระทบระยะยาวที่ไม่สามารถประเมินได้จากการตรวจวัดเพียงครั้งคราว


ค่ำคืนแรกปิดท้ายด้วยการเวียนเทียนรอบโบสถ์วัดหมอกจ๋าม อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่



Day 2 สันติภาพ ศรัทธา และสายใยแห่งธรรมชาติ


วันที่สองของการเดินวิสาขธรรมยาตราปกป้องแม่น้ำข้ามแดน ขบวนเดินทางเข้าสู่บ้านเมืองงามเหนือ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์  การต้อนรับที่เกิดขึ้นในวันนี้สะท้อนให้เห็นว่าการปกป้องธรรมชาติเป็นคุณค่าร่วมที่เชื่อมโยงผู้คนทุกศาสนาเข้าด้วยกัน


เมื่อขบวนเดินทางมาถึง พ่อประเสริฐ ผู้นำศาสนาคริสต์ของชุมชนและชาวบ้าน ได้ออกมาต้อนรับ พระสงฆ์ สามเณร และฆราวาส ผู้ร่วมเดินธรรมยาตราด้วยความอบอุ่น พร้อมให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ว่าผู้คนจะนับถือศาสนาใด แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่และเป็นรากฐานของชีวิตร่วมกันคือธรรมชาติ เพราะธรรมชาติคือผู้มอบน้ำ อาหาร และลมหายใจแก่ทุกชีวิตบนโลก


ในช่วงเย็น บรรยากาศของค่ายพักเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เมื่อเยาวชนชาติพันธุ์ลาหู่ในพื้นที่ได้จัดการแสดงพื้นบ้านต้อนรับผู้ร่วมธรรมยาตรา ผ่านการเต้นรำและการละเล่นดั้งเดิม เพื่อเป็นการถ่ายทอดเรื่องราว วิถีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับผืนป่าและสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชุมชนมาอย่างยาวนาน



Day 3 เพื่อนแม่น้ำจากต่างแดน


วันที่สามของการเดินธรรมยาตราปกป้องแม่น้ำข้ามพรมแดน บรรยากาศของขบวนเต็มไปด้วยความหลากหลายของผู้เข้าร่วม ทั้งพระสงฆ์ สามเณร ประชาชนในพื้นที่ และผู้ร่วมเดินทางจากต่างประเทศจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นชาวจีน อเมริกัน บราซิล ญี่ปุ่น และเมียนมา ซึ่งต่างเดินทางมาเพื่อเรียนรู้สถานการณ์ปัญหาสิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน


แอนดี้ จากสหรัฐอเมริกา ได้บอกเล่าและเปรียบเทียบสถานการณ์ดังกล่าวกับลุ่มแม่น้ำโคลัมเบียในบ้านเกิด ซึ่งเคยได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน การตัดไม้ทำลายป่า และการผลักดันชนพื้นเมืองออกจากพื้นที่ริมแม่น้ำ เขามองว่าความพยายามของชุมชนลุ่มน้ำกกในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ มีความคล้ายคลึงกับการต่อสู้ของชนพื้นเมืองในสหรัฐอเมริกา และ เจียเหวิน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจากประเทศจีน มองว่าปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำไม่ใช่ปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นปัญหาระดับโลก เนื่องจากแร่หายากที่ถูกขุดเพื่อขับเลื่อนเศรษฐกิจระดับโลกนั้นต้องแลกมาด้วยปัญหา วิถีชีวิตและธรรมชาติของผู้คน คนเล็กคนน้อยริมปลายน้ำ ทั้งยังบอกเล่าถึงเรื่องเขื่อนฟฟ้าในบ้านเกิดของตัวเองที่ลุ่มน้ำโขงในจีนตอนบนที่มีการสร้างเขื่อนตลอดแนว และส่งผลกระทบมายังผู้คนปลายน้ำอย่างชัดเจน



Day 4 นักสื่อสารสังคมและการบอกเล่าภายใต้วิกฤติการณ์


กลุ่มคนผู้ต้องการสื่อสารสังคมจากหลากหลายสายงาน นอกจากนักข่าวแล้วภายในขบวนมีทั้งศิลปิน และนักทำสารคดีจากต่างประเทศเข้าร่วมเรียนรู้สถานการณ์อย่างใกล้ชิด เช่น “เตย” ปภาวี ไวทยานนท์ ศิลปินจากกรุงเทพมหานคร ที่ต้องการใช้ศิลปะและงานสื่อสารเป็นเครื่องมือสะท้อนเสียงของผู้ได้รับผลกระทบ เพราะมองว่าปัญหาสารพิษในแม่น้ำกกไม่ใช่เรื่องเฉพาะของคนในพื้นที่ แต่เป็นปัญหาสาธารณะที่ควรได้รับความสนใจจากคนทั้งประเทศ การเดินธรรมยาตราเป็นเหมือนการได้ลงพื้นที่และรับฟังเรื่องราวโดยตรงจากชาวบ้านทำให้เห็นว่าปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้หลายๆอย่าง เช่น ความหวังของผู้คนลุ่แม่น้ำที่สังคมภายนอกรับรู้


ขณะที่ คาเล่ นักทำสารคดีชาวอเมริกัน ได้บอกว่า ปัญหาการปนเปื้อนจากเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำเป็นตัวอย่างของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก แร่หายากที่ถูกขุดจากพื้นที่ขัดแย้งในภูมิภาคถูกส่งเข้าสู่กระบวนการผลิตสินค้าเทคโนโลยีที่ผู้คนทั่วโลกใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้ผู้บริโภคในประเทศต่าง ๆ มีความเชื่อมโยงกับผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว


เขานั้นอยากทำสารคดีเกี่ยวกับสถานการณ์แม่น้ำ กก-โขง ไปเผยแพร่ให้สังคมได้รับรู้ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากห่วงโซ่อุปทานแร่และเข้าใจว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชนเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ว่ามันสามารถเชื่อมโยงไปถึงสังคมโลกได้อย่างไร

ขณะที่นักเคลื่อไหวทางสังคม อย่าง เจ เอ็นจีโอจากอินเดีย บอกว่า ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนเป็นความท้าทายที่ไม่มีประเทศใดสามารถแก้ไขได้เพียงลำพัง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งชุมชนท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคธุรกิจ สถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน เพื่อผลักดันให้เกิดความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานแร่


Day 5 ประเพณีและเสียงเพลงของคนชายขอบ


วันที่ 5 ของขบวนธรรมยาตราเป็นวันที่เสียงของชุมชนชาติพันธุ์และผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงดังชัดเจนมากขึ้น ขบวนเดินเท้ายังคงเคลื่อนตัวผ่านหมู่บ้านต่าง ๆ โดยมีการบรรเลงดนตรีพื้นบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ พร้อมถือป้ายรณรงค์ที่สื่อสารข้อความว่า “บ้านของเราไม่ใช่ทางผ่านของสารพิษ” เพื่อสะท้อนความรู้สึกของผู้คนที่ต้องอยู่ร่วมกับผลกระทบจากมลพิษข้ามพรมแดน
ระหว่างการเดินทาง ขบวนได้แวะชุมชนบ้านรวมมิตร ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญริมแม่น้ำกก ชาวบ้านและผู้ประกอบการสะท้อนว่าแม่น้ำกกเคยเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจและวิถีชีวิต ผู้คนสามารถหาปลา เก็บพืชอาหาร และใช้ประโยชน์จากแม่น้ำได้อย่างอิสระ แต่ปัจจุบันกิจกรรมเหล่านี้ลดลงอย่างมากเนื่องจากความกังวลเรื่องสารปนเปื้อน


ผลกระทบยังขยายไปถึงภาคการท่องเที่ยวและการดำรงชีวิตประจำวัน ปางช้างในพื้นที่ต้องเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการเนื่องจากไม่สามารถใช้น้ำจากแม่น้ำกกได้เหมือนในอดีต ขณะที่ชาวบ้านจำนวนมากต้องหาน้ำจากแหล่งอื่นมาใช้แทน ส่งผลให้ต้นทุนการดำรงชีวิตเพิ่มสูงขึ้น


ในยามค่ำคืนมีเวทีวัฒนธรรมที่โบสถ์ของหมู่บ้านรวมมิตร ได้มีการแสดงการละเล่นพื้นบ้านตีไม้ไผ่ในเพื่อเป็นการสื่อสารวัฒนธรรมและมีเวทีเสวนาถึงปัญหาแม่น้ำและความครึ้กครื้นของหมู่บ้านท่ีเปลี่ยไป ซึ่งเป็นการเล่าย้อนประวัติศาสตร์ที่แสนไกลจนมาถึงความเปลี่ยนแปลงไปภายในสองปี หากจะพูดถึงโดยรวมวันสุดท้ายของขบวนเดินทางที่แสนไกลคงจะบอกได้ว่า “เป็นการรณรงค์ด้วยสันติวิธี และอาวุธของพวกเรานั้นมีเพียงวัฒนธรรม”



Day 6 ผู้มีอำนาจและสามัญชนคนลุ่มน้ำ


พระสงฆ์สามเณรได้กล่าวขอบคุณพระเจ้าอาวาสที่บ้านห้วยทรายขาวและมีการถ่ายรูปร่วมกันก่อนออกเดินทางขึ้นเรือเพื่อแล่นมาที่สะพานแม่ฟ้าหลวงเพื่อเข้าประชุมที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีป้ายผ้าผืนใหญ่กางไว้ที่สะพานแม่ฟ้าหลวง ซึ่งเป็นการสื่อสารรณรงค์ในการปกป้องแม่น้ำทั้ง 6 สาย ที่บาดเจ็บล้มป่วยใกล้ตายอยู่ตอนนี้ และในเวลาสายกว่า สิบโมงครึ่งของวันได้มีการตั้งขบวนจากอีกฝากฝั่งของสะพานเพื่อมาข้ามมาอีกฝั่งตามที่ตั้งของศาลากลาง ระหว่างภายใขบวนมีการถือป้ายรณรงค์หลากหลายภาษา ทั้ง จีน ไทใหญ่ ปกาเกอะญอ ไทย อังกฤษ รวมไปถึงภาษาล้านนา ที่บอกเล่าไว้ 5 แม้น้ำ กก สาย รวก โขง และสาละวิน โดยหล่าศิลปินได้สื่อสารังคมด้วยภาษาทางศิลปะ เพื่อบอกกับสังคมในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ 

ขบวนยิ่งใหญ่เต็มไปด้วยคนที่สังคมรู้จักจากมากหน้าหลายตา องค์ประกอบของขบวนพร้อมหน้าด้วยสามัญชนคนธรรมดาที่ขับเคลื่อนปัญหาปัญหาของสังคมไปข้างหน้า ถึงแม้การเรียนเชิญผู้มีอำนาจให้หันมาเหลียวแลปัญหาจะไม่เป็นผลไปตามที่หวัง แต่การรณรงค์ในครั้งนี้ได้เหมือนเป็นการหว่านเมล็ดพันธุ์การรับรู้ไปสู่สาธารณชนได้เยอะพอสมควร