Search

“หน่อแอะ”ลูกชายปู่คออี้คืนถิ่นเกิดบางกลอย-เผยขอกลับไปตายในป่าใหญ่ -อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเต้น สนธิกำลังปูพรมค้นหา 4 วันแต่ยังไม่พบ

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569  www.thaipbs.or.th รายงานข่าวการสัมภาษณ์นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งระบุว่า พนักงานสอบสวน สภ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ นายบุญทรง ลาเดาะ และนายหน่อแอะ มีมิ ในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ลักลอบเข้าพื้นที่อุทยานแห่งชาติ โดยในส่วนของนายบุญทรงได้เดินทางกลับออกจากป่าแล้ว

แต่สำหรับ นายหน่อแอะ มีมิ ซึ่งเป็นผู้พิการไม่สามารถเดินได้ มีรายงานว่า ถูกหลานชาย 3 คน ประกอบด้วย นายแยแย มีมิ, นายพ้าจอเด้ ทู้บุ และนายไพรัช รักจงเจริญ ร่วมกันแบกขึ้นหลัง พร้อมเสบียงข้าวสาร 15 กิโลกรัม นำไปส่งทิ้งไว้ บริเวณบ้านบางกลอยบน ในป่าต้นน้ำ ตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย.2569 และยังไม่กลับลงมาจนเป็นที่วิตกกังวลของหลายฝ่าย

สำหรับปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นการบูรณาการร่วมกันของ 5 หน่วยงาน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ฝ่ายปกครองอำเภอแก่งกระจาน ตำรวจตระเวนชายแดน 144 ทหารฉก.ทัพพระยาเสือ และศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัลและอากาศยาน โดยส่งกำลังภาคพื้นดินเดินเท้าลาดตระเวนค้นหาเป็นระยะทางกว่า 19.75 กิโลเมตร จากห้วยกระทุมกองจนถึงแปลงคดีเก่า แต่เนื่องจากในพื้นที่ป่าบางกลอยบนมีฝนตกหนักและเมฆมาก สภาพอากาศปิดต่อเนื่อง จึงต้องปรับแผนใช้เฮลิคอปเตอร์ขนส่งทางอากาศเพื่อถอนกำลังกลับมายังหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ กจ.10 (ห้วยแม่สะเลียง) เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่

www.thaipbs.or.th รายงานด้วยว่า นอกจากการค้นหาภาคพื้นดินแล้ว เจ้าหน้าที่ยังได้ใช้อากาศยานบินสำรวจพิกัดต้องสงสัยทางอากาศ โดยบริเวณริมแม่น้ำบางกลอย ตรวจพบพื้นที่บุกรุกแผ้วถางใหม่และมีการปลูกข้าวโพดจำนวน 300 ต้น เนื้อที่กว่า 1 งาน คาดว่า เป็นของนายบุญทรง เจ้าหน้าที่จึงได้ทำบันทึกตรวจยึดส่งพนักงานสอบสวน สภ.แก่งกระจาน ทันที

ส่วนบริเวณฐานจอเป้ยตรวจพบร่องรอยไฟไหม้ป่าช่วงเดือนที่ผ่านมา และบริเวณแปลงคดีเก่าของนายหน่อแอะ (ปี 2554) มีเมฆฝนหนาแน่น อากาศยานจึงไม่สามารถเข้าตรวจการณ์ได้ โดยทั้งสองจุดหลังนี้ไม่พบเพิงพักหรือตัวผู้กระทำความผิดแต่อย่างใด

จากเหตุการณ์ดังกล่าว คณะพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันพิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติกรรมของหลานชายทั้ง 3 คน ที่ร่วมกันแบกนายหน่อแอะซึ่งเป็นคนพิการขึ้นไปส่งในป่าลึกพร้อมเสบียง เข้าข่ายร่วมกันกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จึงได้มอบหมายให้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมที่ สภ.แก่งกระจาน

สำหรับแนวทางการช่วยเหลือ นายหน่อแอะ มีมิ ในระยะต่อไป อุทยานฯ จะประสานให้กลุ่มญาติที่รู้พิกัดที่อยู่ซ่อนตัวที่แน่ชัด เป็นผู้เข้าช่วยเหลือ และเกลี้ยกล่อมให้กลับลงมายังหมู่บ้าน เนื่องจากห่วงใยในสุขภาพและความปลอดภัย ส่วนเจ้าหน้าที่อุทยานฯ จะเข้าปฏิบัติการภาคสนาม เพื่อสืบหาตำแหน่งที่แท้จริงอีกครั้ง ทันทีที่สภาพอากาศเปิดและพ้นช่วงมรสุม

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สอบถามไปยังลูกหลานของปู่คออี้ มีมิ ซึ่งเป็นบิดาของของนายหน่อแอะ มีมิ ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว โดยหลานของหน่อแอะรายหนึ่งเปิดเผยว่า หน่อแอะได้เดินทางกลับหมู่บ้านบางกลอยบนตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 โดยหน่อแอะได้ใช้วิธีใช้แขนสองข้างพยุงร่างของตัวเองขยับเดินหน้าไปเรื่อยๆเพราะขาทั้งสองข้างพิการ ซึ่งในวันแรกไม่มีใครรู้ว่าหน่อแอะเดินทางกลับป่าใหญ่ใจแผ่นดินซึ่งเป็นบ้านเกิด แต่เมื่อหน่อแอะหายไปหลานๆต่างคาดเดากันว่าหน่อแอะต้องกลับหมู่บ้านบางกลอยบนแน่ เพราะหน่อแอะมีความตั้งใจกลับไปอยู่บ้านเกิด และมักพูดกับหลานๆว่าขอกลับไปตายที่หมู่บ้านซึ่งตนเองเคยอาศัยอยู่กับปู่คออี้

หลานหน่อแอะเล่าว่า หลานๆทราบว่าหน่อแอะหายไปหลังจากผ่านไปแล้ว 1 คืน จึงช่วยกันตามหาโดยเดินไปตามเส้นทางสู่บ้านบางกลอยบนและก็พบหน่อแอะระหว่างทาง โดยหนอแอะยืนยังให้หลานๆพาไปส่งที่หมู่บ้านบ้านบางกลอยบน ซึ่งก่อนหน้านี้หน่อแอะเคยซ้อมอดอาหารและลองเดินทางในลักษณะนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ดังนั้นการออกเดินทางจริงครั้งนี้ จึงไม่มีลูกหลานคนไหนขัดใจหน่อแอะได้ จึงต้องช่วยพากันไปส่งในพื้นที่ดั้งเดิมของชาวบางกลอยก่อนที่จะถูกอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานบังคับให้ลงมา

“หน่อแอะยืนยันว่าขอกลับไปตามที่บ้านเกิด จริงๆแล้วแกไม่ต้องการให้ใครเดือดร้อน แต่หลานๆทนเห็นสภาพที่แกค่อยๆไปไม่ได้ ยิ่งตอนนี้เป็นหน้าฝน ก็เลยต้องให้หลานๆบางคนไปขนข้าวสารและอาหารที่จำเป็นพาแกไปส่ง”หลานของนอแอะ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้หน่อแอะได้ให้สัมภาษณ์หลายครั้งถึงความตั้งใจกลับไปอยู่ที่บ้านเกิดบางกลอยบน และก่อนหน้านั้นหน่อแอะได้ฝึกซ้อมการทำนาข้าวรอบบ้านที่บางกลอยล่าง ฝึกเดินทางโดยค่อยๆใช้แขนสองข้างพยุงตัวเองพาร่างกายไปข้างหน้าที่ละนิด

ทั้งนี้หน่อแอะเป็นบุตรชายคนสุดท้องซึ่งเป็นคนที่ 5 ของปู่คออี้ มีมิ ผู้อาวุโสชาวกะเหรี่ยงซึ่งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวบ้านบางกลอย โดยหน่อแอะถูกบังคับให้อพยพโยกย้ายจากหมู่บ้านบางกลอยบนพร้อมกับปู่คออี้และชาวบ้านบางกลอย โดยอุทยานฯร่วมสนธิกำลังกับหลายหน่อยงานทำการเผายุ้งฉางและบ้างเรือนของชาวบ้านกลอย ซึ่งสุดท้ายศาลได้วินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินความเป็นจริง

ขณะที่หน่อแอะถูกตั้งข้อหาว่ามีอาวุธไว้ในครอบครองแต่ตอนหลังสั่งไม่ฟ้องเนื่องจากตอนแรกทางอุทยานฯอ้างว่าเป็นอาวุธสงครามของกองกำลังชนกลุ่มน้อย แต่ปรากฏข้อเท็จจริงพบว่าเป็นเพียงปืนแก๊ปธรรมดา และชาวกะเหรี่ยงกลุ่มนี้ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยงข้องใดๆกับกองกำลังชนกลุ่มน้อย ขณะเดียวกันก่อนหน้านั้นทั้งหน่อแอะและหน่อสะ(พี่ชาย)เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือ 9 ตชด.ที่หลงป่าในบางกลอย และมีผู้นำมาเขียนหนังสือ “35 วันนรกที่บางกลอย”

———–