Search

ความมุ่งมั่นของ “นอแอะ” กับการคืนสู่ป่าใหญ่-ถิ่นเกิด

พอถามว่า “นอแอะ”และชาวบ้านยังต้องการกลับขึ้นไปอยู่บ้านบางกลอยบนมั้ย นอแอะตอบในทันทีว่า “คิดถึงจังเลย สมัยปู่ย่าตายยายก็อยู่ที่นั่น เราไม่เคยอยู่ที่อื่น”

นอแอะลูกชายคนสุดท้องของปู่คออี้ มีมิ ผู้อาวุโสชาวกะเหรี่ยงเกิดและเติบโตที่บ้านบางกลอย ในป่าใหญ่ย่านใจแผ่นดิน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

หมู่บ้านบางกลอยเป็นหมู่บ้านดั้งเดิมที่ตั้งขึ้นมาหลายร้อยปี ปู่คออี้ซึ่งเสียชีวิตเมื่อตอนอายุ 107 ปีก็เกิดที่นั่นหมู่บ้านแห่งนี้เคยขึ้นทะเบียนไว้กับกระทรวงมหาดไทย ซึ่งคนเมืองเพชรสมัยนั้นรู้จักกับชาวกะเหรี่ยงกลุ่มนี้ดี เพราะเมื่อถึงเวลาคนกลุ่มนี้กลุ่มนี้ก็ออกจากป่านำพริกและของป่ามาขายในตลาดเมืองเพชร จากนั้นก็หายไปเป็นปีจึงกลับมาใหม่ เป็นเช่นนี้เรื่อยมา

ต่อมาปี 2524 ได้มีการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ผนวกเอาหมู่บ้านบางกลอยในป่าใหญ่ไว้ด้วยโดยที่กะเหรี่ยงกลุ่มนี้ไม่เคยรับรู้มาก่อน

ปี 2539 หัวหน้าอุทยานแก่งกระจานยุคนั้นได้ชักชวนปู่คออี้และชาวบางกลอยอพยพมาอยู่ด้านล่างโดยบอกว่าจะจัดสรรที่ดินทำกินให้ทุกครอบครัว ชาวบ้านยอมลงมา แต่สุดท้ายอุทยานฯก็ไม่ทำตามสัญญา ทำให้ปู่คออี้และชาวบ้านอพยพกลับไปอยู่บางกลอยบนเช่นเดิม

ปี 2553-2554 อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เปิดยุทธการตะนาวศรี โดยอ้างว่าในบริเวณใจแผ่นดินมีความเคลื่อนไหวของกองกำลังติดอาวุธชนกลุ่มน้อยพร้อมทั้งมียาเสพติด จึงได้สนธิกำลังกันหลายหน่วยงานเข้าไปรื้อบ้านพร้อมเผายุ้งฉางข้าวของชาวบ้านบางกลอย พร้อมอุ้มปู่คออี้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์กลับลงมา ขณะที่ชาวบ้านต่างหลบหนีกระเซอะกระเซิงกันไปในพื้นที่ต่างๆ ที่เป็นบ้านญาติทั้งฝั่งเพชรบุรีและราชบุรี

ผลการตรวจค้นและจับกุมครั้งนั้น พบเพียงปืนแก๊ปและจอบเสียมของชาวบ้าน โดยไม่พบยาเสพติดใดๆ

“เราไม่เคยคิดทำร้ายกับเจ้าหน้าที่เลย”นอแอะย้ำพูดถึงเรื่องนี้อยู่เนืองๆ เช่นเดียวกับปู่คออี้ที่เคยพูดถึงเรื่องนี้อยู่หลายครั้งโดยผู้เฒ่าไม่เคยมีท่าทีแสดงความโกรธอาฆาตเจ้าหน้าที่ของทางการเลย “ เราไม่มีอำนาจตอบโต้เจ้าหน้าที่ เมื่อเกิดแผ่นดินไทยก็ต้องเชื่อถือรัฐบาลไทย”

เมื่อถามนอแอะว่า จะเอาเหตุผลอะไรอธิบายกับทางการไทยในการกลับไปอยู่หมู่บ้านเกิดในป่าใหญ่ นอแอะอึ้งคิด ก่อนบอกว่า “ก็ไม่รู้ หลายครั้งที่เราบอกเจ้าหน้าที่ไปแล้ว แต่เขาไม่ยอมรับให้เราไปอยู่ข้างบน”

เมื่อถามย้ำว่านอแอะยังตั้งใจจริงๆที่จะกลับขึ้นไปอยู่ที่หมู่บ้านบางกลอยบนที่เกิดใช่มั้ย นอแอะกล่าวว่า “ตั้งใจครับ”

หลังจากที่ปู่คออี้เสียชีวิตไปเมื่อ 8 ปีก่อน นอแอะอาศัยอยู่ในบ้านที่ปู่คออี้เคยอาศัยเพียงคนเดียว แต่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ดีแม้พิการขาทั้งสองข้าง

นอแอะมีความมุ่งมั่นที่จะกลับป่าใหญ่มาโดยตลอด แม้อายุกว่า 60 ปีแล้วแต่ก็ไม่ยอมอยู่เฉย บางครั้งก็ทำเครื่องถักสานออกขาย แต่ละปีก็ใช้พื้นที่เล็กๆหน้าบ้านปลูกข้าวไร่

นอแอะพยายามฝึกฝนการอยู่คนเดียว บางครั้งซ้อมเดินขึ้นป่าใหญ่โดยใช้แขนทั้งสองข้างพยุงร่างกายไปข้างหน้า เมื่อไปถึงตีนเขาก็กลับมา บางครั้งฝึกอดอาหารอยู่หลายวัน

“สมัยปูย่าตายายก็อยู่ที่นั่น พ่อ(ปู่คออี้)เล่าว่าดินที่ดีที่สุดคือดินที่บ้านเกิด อาชีพของเราคือปลูกข้าว หากไม่พอกินเราก็ขอแบ่งปันจากญาติพี่น้องได้ หากเหลือก็เอาออกมาแลกเกลือ ปลูกพริกได้ก็เอามาขายในเมือง”

วันนี้ผู้เฒ่าได้กลับคืนป่าใหญ่ถิ่นกำเนิดของบรรพชน ท่ามกลางความตื่นตระหนกของกรมอุทยานฯที่ใช้ทั้งกำลังเจ้าหน้าที่ เฮลิคอปเตอร์ โดรน ปูพรมค้นหา พร้อมกับการประโคมข่าว “ลูกหลานอุ้มคนพิการไปปล่อยป่า”และ “กรมอุทยานฯ กำลังหาทางช่วยเหลือ”

อาวุธก้นหีบของกรมอุทยานฯ ถูกนำมาใช้อีกครั้งหนึ่งกับคนเล็กคนน้อย แถมครั้งนี้ยังเป็นผู้เฒ่าที่ขาลีบทั้ง 2 ข้างด้วย ก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าสถานการณ์จะพัฒนาไปอย่างไร


หมายเหตุ-สัมภาษณ์นอแอะชิ้นนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2566 ระหว่างการจัดกิจกรรมรำลึกถึง “บิลลี่”พอละจี รักจงเจริญ นักต่อสู้ชาวบางกลอยที่ถูกอุ้มฆ่า ณ หน่วยพิทักษ์ป่าด่านมะเร็ว ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน