เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 นายสุรพงษ์ กองจันทึก นักกฎหมายและประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรมให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายหน่อแอะ มีมิ วัย 64 ปี ชาวบ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นบุตรชายปู่คออี้ มีมิ ผู้อาวุโสชาวกะเหรี่ยง ได้เดินทางกลับหมู่บ้านบางกลอยบนซึ่งเป็นบ้านเกิดในผืนป่าแก่งกระจาน ทำให้อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานส่งเจ้าหน้าที่พร้อมเฮลิคอปเตอร์และโดรนติดตามตัวนายหน่อแอะเพื่อนำกลับมา ว่าต้องเข้าใจก่อนว่าหน่อแอะและปู่คออี้เกิดที่หมู่บ้านบางกลอยบนบริเวณผืนป่าที่เรียกว่าใจแผ่นดิน ซึ่งเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างน้อย โดยอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม นักประวัติศาสตร์บอกว่า ชุมชนกลุ่มนี้เป็นทางเชื่อมระหว่างทางด้านตะวันออกคืออ่าวไทยกับตะวันตกคืออันดามัน
นายสุรพงษ์กล่าวว่าในสมัยกรุงศรี นักเดินเรือชอบมาติดต่อประเทศไทย จะนั่งเรือมาที่เมืองมะริด ซึ่งสมัยก่อนเป็นของไทย จากนั้นก็จะขึ้นเรือลงแม่น้ำตะนาวศรีและตัดเข้ามาที่ต้นน้ำเพชรบุรี ซึ่งคือบริเวณหมู่บ้านใจแผ่นดิน จากนั้นก็ล่องเรือแม่น้ำเพชรบุรีมาถึงเพชรบุรี และเข้าคลองเลาะไปถึงอยุธยา เมื่อไทยเราเริ่มทำแผนที่ ทุกแผนที่ประมาณ 100 กว่าปีก่อนก็ระบุหมู่บ้านใจแผ่นดินมาตลอดทุกแผนที่ แผนที่ 1 ต่อ 50,000 ทำกันเป็นครั้งใหญ่เมื่อปี 2512 ก็มีหมู่บ้านใจแผ่นดินแล้ว หมู่บ้านนี้ไม่เคยหายไปจากแผ่นที่ อยู่ในการรับรู้ของสังคมไทยตลอดมา ซึ่งหมู่บ้านนี้เป็นชุมชนกะเหรี่ยงที่อยู่มาเนิ่นนานแล้ว
นายสุรพงษ์กล่าวว่า ต่อมาทางอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานที่เพิ่งมาเปิดในช่วงหลังเมื่อปี 2524 มีนโยบายให้ชาวบ้านย้ายที่อยู่ลงมาเป็นหมู่บ้านบางกลอยล่างในปัจจุบันนี้ ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเช่นเดียวกัน บางคนก็มา บางคนก็ไม่มา กลับไปอยู่พื้นที่เดิม การย้ายชาวบ้านจากใจแผ่นดิน (บางกลอยบน) มาอยู่บางกลอยล่างเป็นการดำเนินการของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ อุทยานแห่งชาติเราไม่สามารถจับให้ใครไปอยู่อาศัยในพื้นที่อุทยานฯได้เลย ไม่เหมือนกับป่าสงวนที่สามารถจัดพื้นที่ป่าที่เสื่อมโทรมแล้วให้ชาวบ้านเข้าไปอยู่อาศัยได้
“ท้ายที่สุดก็มีการไปเผาบ้านชาวบ้าน ในรายงานของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเองพบว่ามีการเผาในหลายๆครั้ง ประมาณ 98 หลังคาเรือน ซึ่งเป็นบ้านที่อยู่ในใจแผ่นดินและบางกลอยบนทั้งหมด ปู่คออี้และหน่อแอะก็ถูกเผาบ้านด้วย นำมาสู่การฟ้องศาลปกครอง สุดท้ายศาลปกครองสูงสุดตัดสินเมื่อปี 2561 บอกว่า ชุมชนบางกลอยบนตั้งแต่เดิมเป็นชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิม ดังนั้นการที่เจ้าหน้าที่ไปเผาบ้านเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องให้มีการชดใช้เยียวยาเป็นเงินให้กับปู่คออี้และชาวบ้านที่ฟ้อง”นายสุรพงษ์ กล่าว
ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรมกล่าวว่า การที่นายหน่อแอะกลับไปอยู่ในบ้านเดิมของเขาก็เป็นเรื่องปกติที่ชอบธรรมสามารถไปอยู่ได้ เพราะในกฎหมายอุทยานแห่งชาติที่มีการแก้ไขเมื่อปี 2560 ระบุไว้ชัดเจนว่า ถ้าชาวบ้านอยู่ในพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นพื้นที่ดั้งเดิมก็ให้มีการสำรวจตามมาตรา 64 เพื่อให้ชาวบ้านมีสิทธิ์อยู่ได้ ตามเงื่อนไขของรัฐไม่เกิน 20 ปี จึงต้องมีการไปสำรวจหมู่บ้านใจแผ่นดินและหมู่บ้านบางกลอยบนซึ่งเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ดั้งเดิมที่ถูกต้องของชาวบ้าน รวมทั้งหน่อแอะด้วย ซึ่งสามารถเข้าไปอยู่ในพื้นที่เดิมของเขาตามเงื่อนไขข้อกำหนดของพรบ.อุทยานแห่งชาติ แต่เมื่ออุทยานฯไม่มีการดำเนินการจนหน่อแอะขึ้นไปเอง
นายสุรพงษ์กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมามีการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์พ.ศ. 2568 ซึ่งกฎหมายฉบับนี้มี 3 มาตราสำคัญที่นำไปสู่การคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ หน่อแอะเป็นกะเหรี่ยง เป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต้องได้รับการคุ้มครอง ซึ่งก่อนหน้านี้มีการประกาศให้แก่งกระจานเป็นมรดกโลก โดยไม่มีใครพูดถึงคนกะเหรี่ยงซึ่งอยู่ในแผ่นดินนี้ ทางกรรมการมรดกโลกหลายคนก็มีการท้วง ทวงสิทธิ์ยื่นไปหลายครั้งก็ไม่ผ่าน สุดท้ายก็มีข้อท้วงติงมา 3 ข้อ 1 ใน 3 ข้อนั้นก็คือ ให้ดูแลคนกะเหรี่ยงที่อยู่ในบริเวณผืนป่าแก่งกระจานนี้ด้วย การที่ทั่วโลกเขารับรู้เรื่องเหล่านี้ และไทยเราสุดท้ายก็ยอมรับในข้อสังเกตที่เขาตั้งมาข้อนี้ ว่าเราจะดูแลคนกะเหรี่ยงที่อยู่ในผืนป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ทำให้ไทยได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก จึงเป็นหน้าที่ของรัฐ หน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องดูแลคนกะเหรี่ยงกลุ่มนี้ให้มีชีวิตที่ดีอยู่ตามวิถีของเขาได้
ผู้สื่อข่าวถามว่ามองอย่างไรที่อุทยานส่งเจ้าหน้าที่พร้อมโดรนและเฮลิคอปเตอร์ติดตามนายหน่อแอะ นายสุรพงษ์กล่าวว่า อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นเจ้าของพื้นที่อยู่แล้ว ขณะที่ชาวบ้านก็เป็นเจ้าของพื้นที่ด้วย เจ้าหน้าที่ก็มีหน้าที่ดูแลชาวบ้านตามเจตจำนงของชาวบ้าน ถ้าเกิดเจ้าหน้าที่ไปอุ้มหน่อแอะลงมาก็อาจจะมีความผิดฐานไปบังคับเขาให้เขาสูญเสียเสรีภาพทางร่างกาย สิ่งที่รัฐจะต้องทำคือที่ผ่านมายังไม่ดำเนินการสำรวจความเป็นอยู่ของชุมชนดั้งเดิมของเขาเลยทั้งใจแผ่นดินกับบางกลอยบน ว่าชาวบ้านอยู่กันประมาณกี่หลัง พื้นที่ทำกินเป็นยังไงบ้าง สำรวจแล้วก็ต้องทำเรื่องให้ชาวบ้านกลับไปอยู่เหมือนเดิม ตามกฎหมายพรบ.อุทยานแห่งชาติ การที่ไปบังคับชาวบ้านลงมาเป็นการกระทำที่มิชอบ ขณะเดียวกันก็ต้องมีการตรวจสอบด้วยว่าการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมายนั้นใครเป็นคนทำ
ผู้สื่อข่าวถามว่า หมายความว่าในปัจจุบันชาวบ้านบางกลอยที่ถูกบังคับให้ย้ายลงมาสามารถกลับเข้าไปอยู่ในบ้านบางกลอยบนดั้งเดิมได้ใช่หรือไม่ นายสุรพงษ์กล่าวว่า จริงๆเขาสามารถกลับไปได้ตามพรบ.อุทยานปี 2560 อยู่แล้ว เพราะการเอาเขาลงมาเป็นการกระทำมิชอบ เมื่อเอาเขาลงมาแล้วเอามาไว้ในอุทยานแห่งชาติเช่นเดียวกันซึ่งไม่ชอบเช่นกันเพราะไม่มีกฏหมายรับรอง
“เขาก็ต้องกลับไปที่หมู่บ้านเดิมของเขา และกฎหมายก็เขียนไว้แล้วว่า ถ้าหมู่บ้านอยู่มาดั้งเดิม ก็สามารถอยู่ได้ตามเงื่อนไขของกฎหมายตามมาตรา 64 ก็ต้องไปสำรวจ สามารถอยู่ได้ตามปกติ ชาวบ้านกับอุทยานก็อยู่ร่วมกันภายใต้กฎหมายอุทยานแห่งชาติและกฎหมายพรบ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ได้ เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมายอยู่แล้ว”นายสุรพงษ์ กล่าว
