เมื่อวันที่ 8-9 มิถุนายน ณ Teacher Camp ศูนย์พัฒนาข้าราชการครู อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรม “Healthy Kids Explorers ค่ายนักสืบกายดี ร่วมค้นหาความจริงเรื่องสุขภาพของเพื่อนๆ ในโรงเรียนของเรา” เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะของเยาวชนในการสำรวจปัจจัยที่ส่งเสริมหรือขัดขวางการมีกิจกรรมทางกาย อันจะนำไปสู่การพัฒนากลยุทธ์ส่งเสริมวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีในกลุ่มเด็กและเยาวชน กิจกรรมครั้งนี้มีเยาวชนอายุ 14-15 ปี จาก 9 โรงเรียนในจังหวัดเชียงรายเข้าร่วม ได้แก่ โรงเรียนบ้านห้วยลึก โรงเรียนดอยแสนใจ โรงเรียนบ้านรวมใจ โรงเรียนปางหัดสหศาสตร์ โรงเรียนไตรมิตรวิทยา โรงเรียนปอวิทยา โรงเรียนเชียงของวิทยาคม โรงเรียนบรรพวิทยา และโรงเรียนขุนขวากวิทยา
ทั้งนี้กิจกรรมมีการให้ความรู้เกี่ยวกับ “พฤติกรรมเนือยนิ่ง” (EPA) และ “กิจกรรมทางกาย” (PA) พร้อมเปิดพื้นที่ให้เยาวชนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอผลการเรียนรู้ของแต่ละกลุ่ม นอกจากนี้ เยาวชนยังได้รับการฝึกทักษะการสัมภาษณ์และการเก็บข้อมูลด้านสุขภาพ โดยได้รับมอบหมายงานให้สัมภาษณ์เพื่อนตัวเองคนละ 10 คน เพื่อสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพ ความเสี่ยงด้านสุขภาพ และปัจจัยที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคจากพฤติกรรมเนือยนิ่งที่กำลังเพิ่มมากขึ้นในยุคปัจจุบันนี้
นางสาวนุชนาฏ ธนาวุฒิชัย นักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนปางหัดสหศาสตร์ ต.ปอ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย เยาวชนไทยเชื้อสายม้ง กล่าวว่า ค่ายนี้ทำให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักและการเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น พร้อมทั้งเริ่มตระหนักถึงปัญหาสุขภาพใกล้ตัว เมื่อพบว่าสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนยังคงมีการจำหน่ายและบริโภคเมนูหวานและของทอดเป็นประจำทุกวัน
ขณะที่ ด.ช.ณัฐวัฒน์ มูลเพ็ชร์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเชียงของวิทยาคม อ.เชียงของ จ.เชียงราย กล่าวว่า รู้สึกสนุกและได้รับความรู้จากการเข้าร่วมกิจกรรม โดยเฉพาะเรื่องทักษะการสื่อสาร การพูด รวมถึงความรู้เกี่ยวกับกิจกรรมทางกาย (PA) และการลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง สาเหตุที่เด็กส่วนใหญ่มีกิจกรรมทางกายน้อย มาจากภาระการเรียนที่หนักและการใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ขณะที่ในโรงเรียนมีวิชาที่ได้ขยับร่างกายเพียงสัปดาห์ละ 1 คาบเท่านั้น จึงอยากให้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับยุคปัจจุบันมากขึ้น
“บางวิชาที่เรียนอยู่ในปัจจุบัน เช่น กระบี่กระบอง ผมรู้สึกว่านำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ไม่มากนัก อยากให้เพิ่มคาบเรียนหรือกิจกรรมที่ส่งเสริมการออกกำลังกายและการเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น เพื่อให้เด็กๆ ได้มีสุขภาพที่แข็งแรง” ด.ช.ณัฐวัฒน์ กล่าว
ด้านนางสาวปิยวรรณ แก้วศรี วิทยากรค่ายนักสืบกายดี กล่าวว่า การศึกษาสถานการณ์และปัญหาด้านสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องกิจกรรมทางกายของเด็กในพื้นที่จังหวัดเชียงราย มีจุดเด่นที่สำคัญคือการใช้กระบวนการสำรวจข้อมูลที่เน้นการมีส่วนร่วมของเด็กอย่างแท้จริง ซึ่งกระบวนการนี้ให้เด็กในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ในสถานการณ์จริงและเข้าใจบริบทของตนเอง เป็นผู้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลจากกลุ่มเพื่อนด้วยกัน
“วิธีการนี้ช่วยปิดช่องว่างในการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเปรียบเทียบกับการเก็บข้อมูลโดยนักวิจัยที่เป็นผู้ใหญ่ ซึ่งเด็ก ๆ มักจะมีพฤติกรรมตอบแบบเอาใจผู้ใหญ่ ทำให้ข้อมูลที่ได้อาจบิดเบือนไปจากความเป็นจริง แต่เมื่อเปลี่ยนให้เด็กเป็นผู้ดำเนินกระบวนการเอง ข้อมูลที่สะท้อนกลับมาจึงมีความเป็นจริง น่าเชื่อถือ และพร้อมที่จะนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้อย่างมีคุณภาพ” นางสาสปิยวรรณ กล่าว
ทั้งนี้ สำหรับแนวทางการผลักดันข้อมูลเหล่านี้ไปสู่นโยบายสาธารณะและการขยายผลนั้น ในระดับการทำงานร่วมกับหน่วยงานสนับสนุน เช่น สสส. สามารถนำข้อมูลชุดนี้ไปขับเคลื่อนและผลักดันต่อในระดับนโยบายได้
