Search

กรมการปกครองเร่งแก้ปัญหาเด็กนักเรียนอักษร G อธิบดีระบุสนองพระราชกระแสรับสั่งกรมสมเด็จพระเทพ UNHCR สุดชื่นชม กสม.เผยบางส่วนเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัยแล้วแต่ยังไม่ได้บัตร

วันที่ 12 มิถุนายน 2569 ที่ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนเรศวรป่าละอู อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง มอบนโยบายและแนวทางการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติ การแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของเด็กนักเรียนอักษร G ในพื้นที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมี นางปรีดา คงแป้น และนางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายคีน ชัม เจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายความคุ้มครอง สำนักงานข้าหลวงใหญ่ ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประจำประเทศไทย และ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมสังเกตการณ์

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า ปัญหาสถานะบุคคลของกลุ่มนักเรียนอักษร G ถูกกำหนดให้เป็นเรื่องเร่งด่วนของหลายหน่วยงาน และยังคงเป็นประเด็นท้าทายที่ประเทศไทยให้ความสำคัญ อย่างต่อเนื่อง เลขประจำตัวที่ขึ้นต้นด้วย G ไม่ใช่แค่ตัวอักษร แต่คือกำแพงที่ปิดกั้น การรักษา พยาบาล การเรียนต่อ การเดินทางและงานที่ใฝ่ฝัน บุคคลดังกล่าวจึงเป็นเพียงผู้ที่อยู่ข้างสนามแห่งโอกาส

“กรมการปกครองได้รับสั่งจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงห่วงใยปัญหาสถานะบุคคลของเด็กนักเรียนอักษร G เพื่อให้ได้สิทธิการเล่าเรียน ตามสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชากรในราชอาณาจักรไทยต้องได้รับ”นายนฤชา กล่าว

นายนฤชา กล่าวว่า กรมการปกครองในฐานะสำนักทะเบียนกลาง ได้ปรับปรุงระเบียบ เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาเด็กนักเรียนอักษร G ครอบคลุมไปยังบุตรแรงงานต่างด้าว ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ซึ่งได้เริ่มปฏิบัติงานในการแก้ไขปัญหามาตั้งแต่ ช่วงเดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นมา เพื่อให้เด็กได้รับการกำหนดสถานะ ที่ถูกต้อง และเป็นการคุ้มครองให้ได้รับสิทธิตามกฎหมาย รวมถึงเป็นการจัดการและควบคุม ฐานข้อมูลคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยของประเทศไทย ให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า เด็กอักษร G ประเทศไทยมีอยู่กว่า 220,000 คน ถ้าไม่ดำเนินการแต่ละปี จำนวนเพิ่มขึ้น จึงต้องเร่งทำให้เสร็จภายในปีงบประมาณ 2569

ทั้งนี้อธิบดีกรมการปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มอบบัตรประจำตัวให้เด็กอักษร G ในวันนี้ 124 ราย ซึ่งมีทั้งกลุ่มบัตรแรงงานต่างด้าวที่อยู่ในสถานศึกษา ได้บัตรบุคคลประเภท 00 และกลุ่มคนไร้รัฐไร้สัญชาติ บุคคลประเภท 0 โดยจัดทำบัตรแล้ว 117 ราย และอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ทำบัตร 7 ราย

ด.ญ.กนกนภา จันทร์อุปถัมป์ นักเรียนชั้น ป.6 อายุ 12 ปี รร.ตชด.นเรศวรป่าละอู กล่าวว่ารู้สึกดีใจมากกกเลย ที่ได้รับบัตรเพราะรอมาตลอด หลังจากนี้คงจะได้เดินทางออกไปเที่ยวเหมือนเพื่อนๆได้เพราะก่อนหน้านี้จะมีด่านตรวจออกไปนอกพื้นที่ไม่ได้ เมื่อมีบัตรแล้วก็อยากไปเห็นทะเล และทำให้อยากเรียนหนังสือ อยากเป็นหมอ จะได้ช่วยเหลือประชาชน คนบาดเจ็บ ไม่ให้คนข้างหลังเสียใจ

นางปรีดา คงแป้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ กสม.กล่าวว่า กสม.ติดตามปัญหาสถานะบุคคลมาตลอด สำหรับเด็กสำคัญมากเพราะเป็นต้นทางสิทธิการศึกษา ถ้าไม่มีเลข 13 หลัก จะไม่ได้สิทธิรักษาพยาบาลจะเป็นปัญหาของโรงเรียนหลายแห่ง จึงบูรณาการร่วมกันของหลายหน่วยงาน เมื่อเด็กเข้ารับการศึกษาจะไม่ถูกชักจูงไปในทางที่ผิดกฏหมาย เป็นรูปธรรมการของแก้ปัญหาเพราะมีเด็กกว่า 2 แสนคนที่ยังเป็นเด็ก G บางคนก็หลุดไปมหาวิทยาลัยแล้วใน อย่างที่เชียงราย มีระดับปริญญาตรีกว่า 400 คน ที่ยังไม่มีบัตร ทาง กสม.กำลังแก้ไขปัญหานี้

“เด็กที่ได้ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานแรงงานเพื่อนบ้าน เขาสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเรา สามารถแข่งขันในตลาดโลก เป็นหลักสากลที่ให้เด็กเหล่านี้ได้เรียนรู้ และอาจทำงานในไทยต่อหรือกลับไปประเทศต้นทาง เพราะเห็นว่าการกำหนดสถานะเป็นควาามมั่นคงของมนุษย์และความมั่นคงของชาติ ที่รู้ตัวตน เป็นการคุ้มครองสิทธิด้วย” นางปรีดา กล่าว

นายคีน ชัม เจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายความคุ้มครอง สำนักงานข้าหลวงใหญ่ ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ทั่วโลกยังมีผู้คนเป็นจำนวนมากที่เผชิญความท้าทายในการได้รับการรับรองสถานะทางกฏหมาย อย่างไรก็ตามได้เห็นความก้าวหน้าที่น่าชื่นชมในประเทศไทย ที่ความพยายามอย่างต่อเนื่องได้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เด็กๆและผู้คนจำนวนมาก ได้รับสถานะทางกฏหมายและสัญชาติ ทำให้สามารถเข้าถึงการศึกษา การรักษาพยาบาลและโอกาสใหม่ๆ

“ความก้าวหน้านี้สะท้อนถึงความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งและความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่มีประสิทธิภาพ ประเทศไทยได้จัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติเพื่อแก้ไขปัญหาความไร้รัฐไร้สัญชาติ แสดงถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนจากนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งขณะนี้เราได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่แล้ว”นายคีน กล่าว

นายคีน ระบุว่า ประเทศไทยยังเป็นสมาชิกที่ภาคภูมิใจของ พันธมิตรสากลเพื่อยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ หรือ Global Alliance End Statelessness ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจในการทำงานร่วมกับประชาคมโลกเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ความร่วมมือดังกล่าวตั้งอยู่บนเป้าหมายร่วมกันคือ การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สถานะทางกฏหมายและสัญชาติไม่ใช่เป็นเพียงเอกสาร แต่เป็นกุญแจสู่การศึกษา การรักษาพยาบาล การคุ้มครอง และโอกาสเฉพาะสำหรับเด็ก

“UNHCR ยังคงให้การสนับสนุนประเทศไทย ผ่านการแบ่งปันประสบการณ์กับประเทศต่างๆทั่วโลก การเสริมสร้างระบบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ที่อาจจะยังไม่ครอบคลุม และตกหล่น เราสามารถเปลี่ยนนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติและทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างครอบคลุม ปฏิบัติได้จริง และยั่งยืน ขอให้เราร่วมกันสานต่อความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหานี้ของประเทศไทย ขอให้เราทำงานด้วยความไว้วางใจและร่วมมือกัน และขอให้เรามั่นใจว่าคนทุกคน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จะมีชื่อ มีสัญชาติ ได้รับการยอมรับและมีที่ยืนในสังคม” นายคีน กล่าว