Search

อาการถอดใจของคนหาปลา กับการมาของเขื่อนปากแบง

เรื่อง/ภาพ กิตติธัช สิงห์เสนา

“ผมรู้และได้ยินข่าวว่าจะมีการสร้างเขื่อนที่ปากแบงอยู่แล้ว แต่ผมไม่รู้ว่าน้ำจะเท้อมาถึงมั้ย แค่นั้น บ้านผมอยู่ริมน้ำโขง ก็ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน ถ้าเขาจัดให้อพยพไปอยู่ที่อื่น แล้วไร่นาที่เหลือล่ะ หากน้ำเท้อมาถึง ไร่นาผมก็คงจะท่วมไปด้วย” วี(นามสมมุติ) คนหาปลาบ้านโพนสว่าง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว รู้สึกกังวลใจนับตั้งแต่รู้ข่าวจะมีการสร้างเขื่อนปากแบงกั้นแม่น้ำโขง ซึ่งอยู่ล่างลงไปราว 90 กม.

วีเพิ่งตัดสินใจกลับมาอยู่บ้านเกิดได้เพียง 3 ปีหลังจากทำงานอยู่ฝั่งไทยยาวนาน เขายอมรับว่าเป็นห่วงอยู่มากถึง 80-90% เพราะแม้ไม่ได้หาปลาเป็นอาชีพหลัก แต่การหาปลาหน้าบ้านก็ช่วยประทังชีวิตให้อิ่มท้องได้เกือบทุกวัน ทว่าในวันนี้ ปลากลับลดน้อยถอยลงไปมาก นับตั้งแต่การมาถึงของเขื่อนไซยะบุรี

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ชาวบ้านหลายคนเริ่มแปรเปลี่ยนจากความกลัวกลายเป็นความจำนน

ลุงบุญ ชาวประมงอาวุโสแห่งบ้านด่าน แขวงบ่อแก้ว สะท้อนมุมมองที่น่าหดหู่ว่า “ผมเห็นเขามาวัดระดับอยู่นะ ว่าน้ำจะเท้อถึงตรงนี้ ตรงแถวบ้านด่านนี้ แต่ผมไม่ได้กังวลอะไร เพราะน้ำก็ไม่ปกติอยู่แล้วจะขึ้นก็ขึ้น จะแห้งก็แห้ง ให้ทำยังไงได้ก็น้ำถูกบังคับด้วยคน ช่วงสงกรานต์น้ำควรจะแห้ง มันก็ไม่แห้งกลับขึ้น ปลามันก็เลยเขียม (หายาก) แล้วปลาก็น้อยอยู่แล้ว จะให้ไปกังวลอะไร มันไม่ได้เรียกว่ากังวลหรอก มันถอดใจไปแล้ว ก็อยู่ๆ กันไปแบบนี้ตามเขากำหนดให้”

เช่นเดียวกับลุงวง ชาวประมงอีกคนจากบ้านด่าน ที่เอ่ยด้วยน้ำเสียงยอมรับชะตากรรมภายใต้ระบบทุนนิยมข้ามชาติที่แผ่ขยายไปทั่วประเทศว่า โครงการเขื่อนมันเป็นเขื่อนของนาย เราไม่สามารถต้านอะไรได้อยู่แล้ว อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด เพราะมีตัวอย่างให้ดูไปหลายแห่งแล้วในลาวนี้

“แต่ก่อนมันมีดอนอยู่นะ ช่วงสงกรานต์ตรงระหว่างบ้านดอนข้ามไปแจมป๋องที่ฝั่งไทย แต่พอมีเขื่อนไซยะบุรีเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ดอนมันก็แคบเหลือน้อยลง ถ้ามีเขื่อนปากแบงเพิ่ม คิดว่าดอนน่าจะหายไปเลยในช่วงฤดูแล้ง ตัวผมไม่ได้กลัวว่าจะมีเขื่อนปากแบงเลย จะหาปลาได้น้อยลงก็ช่างมัน เราก็หาเหมือนเดิมไปอย่างทุกวันนี่แหละ”ลุงวงฉายภาพความสิ้นหวังของคนแม่น้ำโขง

ภาพโดย Energy News Center

โครงการเขื่อนปากแบง (Pak Beng Dam) เป็นโครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่บนแม่น้ำโขงสายประธาน ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) ณ เมืองปากแบง แขวงอุดมไซ ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนประเทศไทยบริเวณอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ขึ้นไปทางเหนือน้ำประมาณ 96 กิโลเมตร โดยได้มีการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไปแล้วในช่วงปี 2566

โครงการนี้ก่อให้เกิดประเด็นความห่วงใยและข้อพิพาททางสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวางในประเทศไทย เนื่องจากที่ตั้งของเขื่อนอยู่ใกล้ชายแดนไทยมาก ข้อกังวลที่ใหญ่ที่สุดคือผลกระทบจากน้ำเท้อ (Backwater Effect) ที่การยกระดับน้ำของเขื่อนอาจทำให้น้ำหนุนย้อนกลับขึ้นมาตามลำน้ำโขงและลำน้ำสาขา เช่น แม่น้ำงาว จนส่งผลให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนริมน้ำฝั่งไทย โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย

ความกังวลถึงผลกระทบข้ามพรมแดนมาถึงฝั่งไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาจทำให้ชายหาดหลายแห่งที่ชุมชนเคยใช้ในช่วงฤดูแล้งต้องหายไป เท่ากับว่าเป็นการเสียดินแดนนั้นไปตลอดกาล

 พ่อสม ขุนล่า พรานปลาแห่งหมู่บ้านปากอิงใต้ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ย้อนอดีตให้ฟังว่า สมัยก่อนในช่วงฤดูฝนเรือหาปลามี 30-40 ลำ ผลัดกันคนละเที่ยวใส่มอง ใช้เรือลากมอง ได้ปลาเกือบทุกรอบ แต่ทุกวันนี้เหลือไม่ถึง 10 ลำ คนหาน้อยแถมยังไม่ได้อะไรเลย ตั้งแต่มีเขื่อนที่ไซยะบุรีก็น้อยมากกว่าเดิมแล้ว ปลาไม่ขึ้นมาจากข้างล่างมาวางไข่เพราะโดนเขื่อนกั้นไว้

ขณะที่ พ่อสมศักดิ์ บุดดี อธิบายว่า แต่ก่อนพอถึงฤดูน้ำหลาก น้ำขึ้นตามธรรมชาติ ปลาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์จะรู้เวลาพากันว่ายขึ้นมาวางไข่ริมตลิ่ง พอไข่เสร็จน้ำก็ค่อยๆ ลดลงตามธรรมชาติ ลูกปลาตัวเล็กๆ ก็จะเติบโตทันและว่ายตามพ่อแม่ลงสู่แม่น้ำลึกได้ทันเวลา

“แต่พอมีเขื่อน ทุกอย่างกลับตาลปัตรไปหมด น้ำมันไม่ได้ขึ้นลงตามธรรมชาติ มันขึ้นลงตามใจคนคุมเขื่อน ตามใจธุรกิจเรือขนส่งสินค้า วันไหนเรือสินค้าจะวิ่ง หรือเขาอยากจะปล่อยน้ำ น้ำก็เอ่อท่วมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พอปลาเห็นน้ำขึ้นมันก็นึกว่าเป็นฤดูวางไข่ตามธรรมชาติ ก็พากันว่ายขึ้นไปไข่ทิ้งไว้ แต่พอเขื่อนสั่งปิดน้ำกะทันหัน น้ำลดฮวบแห้งขอดลงไปดื้อๆ ไข่ปลาที่เพิ่งวางไว้ยังไม่ทันได้ฟักเป็นตัว ก็ต้องติดอยู่บนดินแห้งๆ โดนแดดเผาสุกตายไปหมด ปลาที่จะโตมาให้ชาวบ้านได้ทำมาหากิน มันก็ตายยกรังตั้งแต่ยังไม่ฟัก” พ่อสมศักดิ์กล่าวด้วยความอัดอั้น

ไม่ใช่แค่เรื่องปลา แต่วิถีเกษตรริมโขงก็พังพินาศไม่ต่างกัน พ่อสมศักดิ์เล่าว่า ชาวบ้านจะอาศัยช่วงน้ำลดปลูกพืชผักสวนครัวริมตลิ่ง แต่ตอนนี้เขื่อนนึกจะปล่อยน้ำตอนไหนก็ปล่อย โดยเฉพาะช่วงฝนตกหนักทางเหนือ เขื่อนกักน้ำไว้เยอะจนรับไม่ไหวก็ปล่อยน้ำใหญ่ลงมา ทำให้น้ำโขงหนุนสูงท่วมตลิ่งอย่างรวดเร็ว ผักสารพัดชนิดแช่น้ำอยู่แค่วันสองวัน พอเข้าวันที่สามก็เน่าตายทั้งยอดต้น

“ที่มันช้ำใจที่สุดและเพี้ยนไปจากธรรมชาติมากๆ ก็คือ บางทีช่วงที่ฝนตกชุกแท้ๆ น้ำกลับไม่ท่วมเท่าไหร่ แต่บทเวลาที่ไม่มีพายุ แดดส่องเปรี้ยงๆ  แต่น้ำโขงกลับเอ่อท่วมขึ้นเอาๆ สวนทางกับสภาพอากาศเลย เพราะเขื่อนดันมาปล่อยน้ำเอาตอนนั้น แล้วลองนึกภาพดูเถอะ”

สถานการณ์ในปัจจุบันของผู้คนริมบ้านปากอิงใต้ จึงไม่ต่างจากการถูก “ขัง” เอาไว้ตรงกลาง ด้านหนึ่งถูกกั้นด้วยเขื่อนจิงหงที่เชียงรุ้งเขตสิบสองปันนาของจีน อีกด้านถูกกั้นด้วยเขื่อนไซยะบุรี และกำลังจะมีสิ่งกีดขวางมากั้นขังเพิ่มอีก 1 ชั้น นั่นคือเขื่อนปากแบง

ผลการตรวจสอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ชี้ชัดว่า โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบงมีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบทั้งทางด้านกายภาพและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศไทย

การที่กระทรวงพลังงานรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนปากแบง ทั้งที่ยังไม่ทราบผลการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม ถือเป็นการดำเนินการที่ไม่สอดคล้องครบถ้วนตามหน้าที่ของรัฐ ส่วนสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย และเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ไม่ได้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารความคืบหน้าและแผนปฏิบัติการร่วมของโครงการ อีกทั้งยังไม่มีแผนหรือแนวทางการบริหารจัดการปัญหาน้ำเท้อให้ประชาชนได้รับทราบอย่างชัดเจน ในขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงาน และ กฟผ. ในฐานะผู้รับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนปากแบง รวมถึงบริษัทสัญชาติไทยที่เป็นผู้ถือหุ้นและมีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการ ก็ยังไม่อาจดำเนินการเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้แก่ผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจอย่างครบถ้วน ตามหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs)

ขณะที่โครงการเขื่อนปากแบงกำลังเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้งจึงเป็นคำถามว่าหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้นสำหรับคนริมแม่น้ำโขง จะมีใครหยุดยั้งได้บ้าง

ทั้งหมดคือความจริงอันโหดร้ายของคนเล็กคนน้อยริมฝั่งโขง แม่น้ำสายนี้เคยเป็นทั้งครัว เป็นพื้นที่ทำมาหากิน และเป็นความแน่นอนเดียวที่หล่อเลี้ยงชีวิตพวกเขามาอย่างยาวนาน หากเขื่อนปากแบงเกิดขึ้นจริง สิ่งที่เหลือคงมีเพียงคำบอกเล่าเรื่องราวในอดีตของพรานปลารุ่นเก่า และกลายเป็นการบอกลา วิถีทำกินในความคุ้นเคยและความมั่นคงแบบที่คนริมโขงเคยมีมาตลอดทั้งชีวิต