Search

ศิลปินเชียงรายกับภาพสะท้อนของแม่น้ำปนเปื้อน “ 5 สาย 5 บาดแผล”

มายา สุทธิวงศ์

ทันทีที่ขบวนธรรมยาตราปกป้องแม่น้ำข้ามแดนเคลื่อนออกจากสวนสาธารณะแม่ฟ้าหลวง อ.เมือง จ.เชียงรายไปยังศาลากลางจังหวัดในกิจกรรมวันสิ่งแวดล้อมโลก สายตาทุกคู่ของประชาชนและสื่อมวลชนที่มาร่วมงานต่างจับจ้องไปที่ผลงานของกลุ่มศิลปินสมาคมขัวศิลปะเชียงรายในชุดการแสดง “5 สายน้ำ 5 บาดแผล”ที่ถ่ายทอดเรื่องราววิกฤตของสายน้ำที่ปนเปื้อนสารพิษผ่านงานทัศนศิลป์ ดนตรี และการแสดงเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งสื่อสารผลกระทบของมลพิษที่กำลังคุกคามสายน้ำสำคัญของภูมิภาค


ศิลปินผู้ร่วมขบวนสวมชุดสีดำเพื่อสื่อถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับสายน้ำ พร้อมสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมและการแสดงสดที่สะท้อนภาพของแม่น้ำที่กำลังเจ็บป่วยจากการปนเปื้อนของสารพิษ นอกจากนี้เสียงเพลงที่ใช้ประกอบขบวนจะมีการเน้นย้ำคำซ้ำๆ “กก สาย รวก โขง สาละวิน” เพื่อกระตุ้นให้ผู้ฟังตระหนักว่าถึงเวลาที่จะต้องลุกขึ้นมาปกป้องสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตของประชาชน


1 ในศิลปินผู้รังสรรค์ผลงานชิ้นนี้ให้สัมภาษณ์ว่า “แม่น้ำทั้ง 5 สายถูกนำเสนอในบริบทและแนวคิดที่ต่างกัน ตามปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะพื้นที่ แม่น้ำกก คือแม่น้ำแห่งสายเลือด สื่อถึงความผูกพันลึกซึ้งและการเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของคนเชียงราย แม่น้ำสายคือแม่น้ำแห่งความเงียบ จะใช้โทนสีซีเปียเพื่อสื่อถึงอารมณ์เศร้าโศกและการถูกเพิกเฉย แม่น้ำรวกคือเส้นแบ่งแห่งความเจ็บปวด สะท้อนบริบทของการเป็นแม่น้ำที่แบ่งพรมแดนไทย – เมียนมาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ส่วนแม่น้ำโขง คือมารดาแห่งชีวิตที่หายใจรวยริน สื่อถึงแม่น้ำสายหลักของภูมิภาคที่เผชิญการปนเปื้อนอย่างหนัก และแม่น้ำสาละวิน คือเสียงสุดท้ายของธรรมชาติ สื่อถึงทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายจนไม่เหลือความอุดมสมบูรณ์อีกต่อไป”


เขาระบุว่าขบวนธรรมยาตราในครั้งนี้มีศิลปินเข้าร่วมขบวนมากกว่า 50 ชีวิต ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีความผูกพันกับสายน้ำในพื้นที่หรือทำงานขับเคลื่อนสังคม โดยได้ระดมทุนภายในกลุ่มศิลปินและองค์กรพันธมิตรเพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่มุ่งตอบแทนสังคม สมาคมขัวศิลปะเชียงรายจึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางในการระดมความคิดเห็นและทำงานร่วมกับเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อม


ขณะที่อาจารย์สมลักษณ์ ปันติบุญ ศิลปินแห่งชาติและสมาชิกอาวุโสของสมาคมขัวศิลปะเชียงราย กล่าวว่า “ศิลปินอาศัยสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมในเชียงรายเป็นเสมือนวัตถุดิบในการสร้างสรรค์ผลงาน เมื่อสิ่งแวดล้อมตายศิลปะย่อมได้รับผลกระทบ ศิลปินก็คือคนธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเมือง ต้องหายใจและใช้ทรัพยากรร่วมกัน จึงมีหน้าที่ต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม”


“ศิลปะเชิงสัญลักษณ์ที่ปรากฏในขบวนธรรมยาตราในครั้งนี้สะท้อนถึงความสูญเสียและสถานการณ์ที่น่าสลดใจของแม่น้ำผ่านสุนทรียศาสตร์ความงามที่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ของศิลปะแม้จะนำเสนอเรื่องราวที่โหดร้าย ซึ่งศิลปินแต่ละคนจะสื่อสารเรื่องราวออกมาในรูปแบบที่ตนถนัด”ศิลปินแห่งชาติอธิบาย


ขณะที่นายสมพงษ์ สารทรัพย์ ศิลปินอาวุโสและสมาชิกสมาคมขัวศิลปะเชียงราย กล่าวว่า “ศิลปินในจังหวัดเชียงรายมีลักษณะเฉพาะที่เด่นชัดก็คือความผูกพันกับถิ่นกำเนิดที่นำไปสู่ความรู้สึกสำนึกรักในทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ศิลปินเชียงรายส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่แต่กำเนิดแม้จะย้ายไปศึกษาหรือทำงานที่อื่น แต่สุดท้ายก็มักจะเดินทางกลับมาสร้างสรรค์ผลงานที่บ้านเกิด เพราะธรรมชาติของเชียงรายคือจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจทั้งหมด เมื่อบ้านเมืองประสบปัญหาโดยเฉพาะในเรื่องสิ่งแวดล้อม ศิลปินก็ถือว่ามีหน้าที่ส่วนหนึ่งที่ต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบและร่วมร่วมกันขับเคลื่อนแก้ไข”


เขาเปรียบเปรยว่าศิลปินไม่สามารถอยู่รอดได้หากขาดธรรมชาติ เช่นเดียวกับปลาที่ขาดน้ำ หากทรัพยากรธรรมชาติสูญสิ้นไป สุนทรียศาสตร์ซึ่งเป็นหัวใจของงานศิลปะก็จะตายตามไปด้วย


นายสมพงษ์ สารทรัพย์ยังเล่าถึง การเคลื่อนไหวของศิลปินเชียงรายว่า เครือข่ายศิลปินในเชียงรายมีความเข้มแข็งและมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2535 มีการรวมกลุ่มอย่างเป็นรูปธรรมโดยมีบุคคลสำคัญที่เป็นผู้นำในตอนนั้นคือ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี และอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ในยุคเริ่มต้นเป็นการรวมตัวกันของศิลปินเพียง 9 คนโดยใช้ชื่อกลุ่มว่า “9 สล่าเชียงราย” ก่อนจะพัฒนาไปสู่การจัดตั้งสมาคมขัวศิลปะเชียงรายที่ปัจจุบันมีศิลปินร่วมขับเคลื่อนงานไม่ต่ำกว่า 200 ถึง 300 คน โดยมีเป้าหมายคือการร่วมกันสร้างเชียงรายให้เป็นเมืองศิลปะ – ศิลปิน อย่างแท้จริงอันมีรากฐานมาจากความรักในบ้านเกิดและการปกป้องธรรมชาติ


ขณะที่นายสรรเสริญ ดวงดี ศิลปินผู้รังสรรค์บทกวีให้กับขบวนธรรมยาตรา สะท้อนว่า “ศิลปะถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสารและสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยเป็นการเน้นการดึงดูดความสนใจและการมีส่วนร่วม ศิลปินอาจใช้ความหลากหลายทางศิลปะมาเป็นสื่อกลาง อย่างเช่น กวีนิพนธ์และบทเพลง งานจิตรกรรม หรือศิลปะการแสดงสด ซึ่งในปัจจุบันก็มีการประสานงานกันระหว่างเครือข่ายนักเคลื่อนไหวและศิลปิน เพื่อร้อยเรียงเป้าหมายเดียวกันคือการปกป้องสายน้ำ”


เขาอธิบายว่างานศิลปะในขบวนธรรมยาตราครั้งนี้ มีขึ้นเพื่อบอกกล่าวและสื่อสารกับพี่น้องประชาชนว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขและต้องมีการจัดการอย่างเป็นระบบ และได้เน้นย้ำจุดยืนของเครือข่ายศิลปินว่า ต้องมีการกดดันให้ผู้ที่สร้างมลพิษหรือได้รับผลประโยชน์เป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น การรวมตัวกันของพี่น้องเครือข่ายและศิลปินจากที่ต่างๆเป็นพลังสำคัญในการเรียกร้องความยุติธรรมในสังคม


ขบวน “5 สายน้ำ 5 บาดแผล” จึงไม่ใช่เพียงขบวนที่แสดงงานศิลปะ แต่เป็นการแปลงเรื่องเล่า อารมณ์ความรู้สึกและประสบการณ์ของคนในพื้นที่ให้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ผ่านภาพวาด บทเพลง กวี หรือการแสดง สร้างแรงกระเพื่อมทางสังคมและช่วยหนุนขบวนการเคลื่อนไหวให้มีพลังทางการสื่อสารมากยิ่งขึ้น แม้แม่น้ำทั้ง 5 สายจะมีภูมิทัศน์แตกต่างกัน แต่ในสายตาศิลปิน แม่น้ำทั้ง 5 กำลังได้รับบาดแผลเดียวกัน จากกลุ่มทุนที่ทำลายสิ่งแวดล้อมและระบบการเมืองที่ไม่ยุติธรรมทำให้ปัญหาถูกแก้ไขอย่างล่าช้า

“5 สายน้ำ 5 บาดแผล” จึงเปรียบเสมือนคำเตือนว่า หากสังคมยังเพิกเฉย รอยแผลเหล่านี้อาจกลายเป็น “แผลเป็น” ที่ไม่สามารถเยียวยารักษาได้อีก


ขอบคุณภาพจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย