เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 สำนักข่าว Mizzima สื่อในพม่าได้เผยแพร่บทความของ Antonio Graceffo นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านจีนชาวสหรัฐอเมริกา ซึ่งติดตามและรายงานสถานการณ์ในพม่าอย่างต่อเนื่อง โดยบทความนี้ชื่อว่า “การทำแร่ของจีนยิ่งซ้ำเติมชีวิตผู้คนในรัฐฉาน” ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญระบุว่า รัฐฉานตะวันออกเป็นพื้นที่อุดมไปด้วยทรัพยากรแร่และมีเหมืองจำนวนมากที่อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้มีอำนาจหลายฝ่าย ทั้งกองทัพพม่า กองกำลังสหรัฐว้า (United Wa State Army-UWSA) กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ไทใหญ่ และกองกำลังท้องถิ่นต่างๆ ขณะที่บริษัทจีนได้กลายเป็นผู้เล่นภายนอกที่มีบทบาทสูงสุดในการสกัดทรัพยากร โดยดำเนินกิจการ 2 รูปแบบหลัก คือ การทำงานร่วมกับกองกำลังว้า UWSA โดยตรงโดยไม่ผ่านรัฐบาลทหารพม่า และการดำเนินงานในพื้นที่ที่ว้าร่วมกับกองทัพพม่าโดยควบคุมร่วมกัน ซึ่งต้องได้รับอนุญาตจากทั้งสองฝ่าย
บทความระบุว่า ในพื้นที่ภายใต้การควบคุมของทหารว้า ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าเหมืองแร่หายาก หรือแร่แรร์เอิร์ธ ในพื้นที่เมืองป๊อก (Mong Bawk) เพิ่มขึ้นจากเพียง 3 แห่งในปี 2558 เป็น 26 แห่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 บริษัทจีนดำเนินกิจการในพื้นที่ดังกล่าวโดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลพม่าในกรุงเนปิดอว์ และส่งออกแร่ข้ามพรมแดนเข้าสู่จีนโดยตรง
ขณะเดียวกัน ในพื้นที่เมืองจ๊อด (Mong Jawd) โครงการเหมืองทังสเตนของจีนอีกแห่งหนึ่งเริ่มผลิตแร่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยลำเลียงแร่เข้าสู่จีนด้วยความร่วมมือของทหารว้า เหมืองแห่งนี้มีพนักงานชาวจีนประมาณ 100 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้จัดการและช่างเทคนิค และมีแรงงานชาวเมียนมาราว 250 คน
บทความระบุว่า ผู้ดำเนินการรายใหญ่ที่สุดของจีนในพื้นที่ที่ว้าและกองทัพพม่าควบคุมร่วมกันคือ บริษัท China Investment Mining Company ซึ่งดำเนินกิจการทั้งเหมืองแร่หายากและเหมืองทองคำขนาดใหญ่ริมแม่น้ำกก ในพื้นที่เมืองยอน (Mong Yawn) อำเภอเมืองสาด (Mong Hsat) ซึ่งอยู่ติดชายแดนไทยด้าน จ.เชียงใหม่ และเชียงราย โดยบริษัทดังกล่าวมีผู้ถือหุ้นร้อยละ 90 เป็นบริษัท Shanghai Chijin Xiawu Metal Resources ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนกันยายน 2565 ระหว่างบริษัท Xiamen Tungsten Corporation ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐจีน และบริษัท Chifeng Gold ผู้ผลิตทองคำรายใหญ่ที่สุดของจีนที่ไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจ
“เนื่องจากเมืองยอนเป็นพื้นที่ที่ว้า UWSA และกองทัพพม่าควบคุมร่วมกัน บริษัทจึงต้องได้รับอนุญาตจากทั้งสองฝ่ายเพื่อดำเนินกิจการ ผลกระทบต่อมนุษย์กำลังซ้ำเติมความทุกข์ยากของประชาชนในพื้นที่ ในปี 2568 ชาวบ้านใกล้เหมืองทังสเตน เมืองจ๊อด จำนวนหนึ่งประสบปัญหาผิวหนังอักเสบหลังสัมผัสน้ำจากลำห้วยปากกู๊ด (Pak Goot Stream) ที่ปนเปื้อนของเสียจากเหมือง นอกจากนี้พื้นที่นาข้าวยังได้รับความเสียหาย” Antonio Graceffo ระบุไว้ในบทความและอ้างอิงข้อมูลของมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (SHRF) ว่าในเดือนเมษายน 2568 มีการเคลื่อนย้ายแรงงานชาวพม่าที่ถูกค้ามนุษย์จากศูนย์หลอกลวงออนไลน์ ที่ดำเนินการโดยชาวจีนในเมืองท่าขี้เหล็ก ไปทำงานในเหมืองแร่แรร์เอิร์ทที่เมืองยอน นับเป็นกรณีแรกที่มีการยืนยันการค้ามนุษย์จากศูนย์สแกมเข้าสู่อุตสาหกรรมเหมืองแร่
บทความระบุอีกว่าขณะเดียวกัน ชาวบ้านในพื้นที่ยังรายงานการตัดไม้ตามแนวแม่น้ำสาละวิน โดยไม้ถูกลำเลียงส่งขายเข้าสู่จีน มูลค่าการค้าทรัพยากรเหล่านี้อยู่ในระดับมหาศาล ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 เมียนมาส่งออกแร่หายากไปยังจีนมากกว่า 28,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 624 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 53 ของปริมาณนำเข้าแร่หายากทั้งหมดของจีนในช่วงเวลาดังกล่าว
ขณะเดียวกันการขยายตัวของเหมืองยังดำเนินต่อไป ในพื้นที่เมืองลา (Mong La) มีการตรวจพบเหมืองแร่แรร์เอิร์ทอย่างน้อย 19 แห่งในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากเพียง 3 แห่งในปี 2564
แหล่งข่าวท้องถิ่นระบุว่า หน่วยงานรัฐและกลุ่มติดอาวุธได้อนุญาตให้บริษัทจีนเข้าดำเนินโครงการเหมืองในหลายพื้นที่ รวมถึงอำเภอเมืองโต๋น (Mong Ton) ในลุ่มน้ำสาละวิน ซึ่งมีพรมแดนติดกับจังหวัดเชียงใหม่ของไทย
“หนึ่งในพื้นที่เหมืองที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ ดอยขี้เหล็ก (Loi Khileik) ยอดเขาที่สูงที่สุดในรัฐฉานตะวันออก ด้วยความสูง 1,970 เมตร ซึ่งเป็นแหล่งแร่ทังสเตนและวุลแฟรม โดยบริษัทจีนเริ่มดำเนินการผลิตบริเวณเชิงเขาด้านใต้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 และขนส่งแร่เป็นขบวนรถผ่านเมืองท่าขี้เหล็กไปยังชายแดนจีน ชาวบ้านระบุว่าบริษัทเหล่านี้ดำเนินงานร่วมกับทหารว้า
ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้พื้นที่เหมืองกล่าวถึงความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมาก พวกเขาระบุว่าลำห้วยที่เคยใช้เพื่อการเกษตรและชลประทานเริ่มปนเปื้อน ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อความปลอดภัยของแหล่งน้ำ รวมถึงสุขภาพของสัตว์เลี้ยงที่อาจสัมผัสสารเคมีจากกิจกรรมเหมืองแร่ แหล่งข่าวในพื้นที่ระบุว่า แร่เหล่านี้ถูกส่งออกไปยังประเทศจีน โดยบางส่วนถูกขนส่งผ่านเส้นทางที่เชื่อมโยงกับแม่น้ำโขง
บทความยังได้มีคำสัมภาษณ์ของชาวบ้านวัย 25 ปีจากอำเภอเมืองโต๋น ซึ่งเคยทำหน้าที่นายหน้าซื้อขายแร่พลวง ว่าตนทำงานนี้มาประมาณหนึ่งปี ซื้อแร่ดิบจากเหมืองในพื้นที่แล้วขายต่อให้ผู้ซื้อชาวจีนในท่าขี้เหล็ก แร่หนึ่งตันขายได้ประมาณ 130,000 บาท หลังหักค่าซื้อ ค่าขนส่ง และค่าผ่านด่านต่างๆ มีกำไรประมาณ 10,000 บาทต่อตัน แต่ช่วงหลังผู้ซื้อชาวจีนหยุดรับซื้อไปแล้ว มีการตัดไม้และทำเหมืองทองตามแนวแม่น้ำสาละวินในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ไทใหญ่ โดยไม้ที่ตัดได้ถูกส่งขายไปยังประเทศจีน
“กลุ่มติดอาวุธเหล่านี้เก็บภาษีจากบริษัทที่ดำเนินกิจการในพื้นที่ของตน และนำรายได้ดังกล่าวไปใช้สนับสนุนกิจกรรมทางทหาร รวมถึงการจัดกำลังรักษาความปลอดภัยให้กับโครงการเหมืองและการตัดไม้ กองกำลังว้าUWSA ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในกองกำลังติดอาวุธที่ทรงอิทธิพลที่สุดในพม่า และมีบทบาททางเศรษฐกิจอย่างมาก การลงทุนของจีนในพื้นที่ว้าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเหมืองแร่ แต่ยังรวมถึงโรงพยาบาล โรงเรียน ตลาด และอาคารพาณิชย์ต่างๆ
พันตรีสายลำ อายุ 36 ปี นายทหารว้า UWSA ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการหลายประเภท รวมถึงร้านคาราโอเกะ กล่าวว่า ความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมผิดกฎหมายในอดีต ได้ถูกนำไปลงทุนในภาคธุรกิจที่ถูกกฎหมายมากขึ้น เช่น การเกษตร การท่องเที่ยว และการขนส่ง
ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อโอกาสการจ้างงานมีจำกัด และสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมลง หลายครอบครัวจึงตัดสินใจอพยพเข้ามาหางานทำในประเทศไทย
“ผลที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการสูญเสียบุคลากรที่มีการศึกษาและมีศักยภาพสูงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสูญเสียแรงงานวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก ซึ่งมองว่าการเป็นแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายในประเทศไทยยังเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการใช้ชีวิตอยู่ในรัฐฉาน ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์และเครือข่ายธุรกิจจีนที่เป็นพันธมิตรกับพวกเขา” บทความของสื่อพม่าระบุ
———-
