Search

ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเตือนไทยอย่าทิ้งพยายามจัดการต้นตอปล่อยสารพิษลงแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง-แนะเร่งศึกษาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพิ่ม-นักกฎหมายชี้ควรผลักดันให้จีนรับผิดชอบแนวคิด “เศรษฐกิจสีเขียว”

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ณ  ห้องประชุม TBA อาคารรัฐสภา ได้มีการจัดเวที “ทางออกของประเทศไทยต่อมลพิษข้ามพรมแดน บูรณาการ นิติวิทยาศาสตร์  กฎหมาย  การทูต  ข้อมูลวิจัย” เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และร่วมกันกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง รวมถึงพื้นที่ลุ่มน้ำที่ได้รับผลกระทบในประเทศไทย

ศ.ดร.แดนนี่ ไรเบิล ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนระดับโลก กล่าวว่า ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองแร่หายากในเมียนมาที่ส่งผลกระทบต่อแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง เป็นความท้าทายที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการใดมาตรการหนึ่ง แต่จำเป็นต้องอาศัยการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องและระยะยาว หลังลงพื้นที่สำรวจบริเวณแม่น้ำสาย พื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ และจุดที่แม่น้ำจากฝั่งเมียนมาไหลเข้าสู่ประเทศไทย พบว่าปัญหาสำคัญไม่ได้มีเพียงตะกอนจำนวนมหาศาลที่ไหลลงสู่แม่น้ำจากพื้นที่เหมืองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปนเปื้อนของโลหะหนักและกึ่งโลหะ เช่น สารหนู ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสุขภาพของประชาชนที่พึ่งพาแม่น้ำสายนี้

ไรเบิลระบุว่า แนวทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการลดความเสี่ยงจากมลพิษคือการควบคุมที่แหล่งกำเนิด เนื่องจากการจัดการปัญหาที่ต้นทางจะให้ผลดีกว่าการแก้ไขในพื้นที่ปลายน้ำหลายเท่า แม้จะเป็นเรื่องยาก เพราะพื้นที่เหมืองอยู่ภายใต้การควบคุมของอีกประเทศหนึ่งก็ตาม

“เราไม่ควรละทิ้งความพยายามในการจัดการต้นตอของปัญหา เพราะนั่นคือจุดที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากที่สุด การประเมินความเสี่ยงไม่ควรพิจารณาเพียงปริมาณสารปนเปื้อนที่พบในตะกอน แต่ต้องให้ความสำคัญกับสารที่สามารถละลายและเคลื่อนย้ายเข้าสู่น้ำ รวมถึงเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารได้จริง เนื่องจากเป็นส่วนที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและมนุษย์โดยตรง” ผู้เชี่ยวชาญกล่าว

สำหรับข้อเสนอเรื่องการขุดลอกตะกอนปนเปื้อนนั้น ไรเบิลเห็นว่าอาจไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสมสำหรับแม่น้ำขนาดใหญ่ เนื่องจากการขุดลอกสามารถทำให้ตะกอนและสารปนเปื้อนฟุ้งกระจายกลับเข้าสู่แหล่งน้ำ อีกทั้งยังมีต้นทุนสูงและต้องเผชิญความท้าทายในตะกอนที่ขุดขึ้นมา

“ไทยควรเร่งศึกษาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม ทั้งรูปแบบการสะสมของสารปนเปื้อนในตะกอน การเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำ และการทดลองมาตรการจัดการในระดับพื้นที่ เพื่อให้สามารถประเมินความเสี่ยงและออกแบบแนวทางรับมือที่เหมาะสมได้ในอนาคตไม่มีวิธีมหัศจรรย์ที่จะทำให้ปัญหานี้หายไปในทันที สิ่งสำคัญคือการจัดการความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการผลักดันให้เกิดการควบคุมมลพิษที่ต้นทาง” ไรเบิลกล่าว

ส.มณีรัตน์ พลกล้า ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) กล่าวว่า ประเทศไทยเตรียมเข้าเป็นสมาชิก OECD ในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ซึ่งมาพร้อมมาตรฐานการตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ (HRDD) แม้กฎหมายนี้จะยังอยู่ระหว่างพัฒนาและยังใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้ แต่ในอดีตไทยเคยมีบทเรียนทางกฎหมายอย่างการจัดทำแผนปฏิบัติการธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) และกรณีศาลไทยรับฟ้องคดีที่บริษัทไทยไปก่อผลกระทบข้ามแดนในกัมพูชา อย่างไรก็ตาม วิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนในปัจจุบันมีความซับซ้อนกว่าคดีสิ่งแวดล้อมทั่วไป เพราะต้นเหตุมาจากประเทศเพื่อนบ้านแต่ผลกระทบตกที่ชุมชนไทย โจทย์เร่งด่วนในตอนนี้จึงไม่ใช่แค่การฟ้องร้องเยียวยาภายหลัง แต่คือการหากลไกหยุดยั้งมลพิษที่ต้นทางให้ได้

ขณะที่ อริศรา เหล็กคำ นักวิชาการจากสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองแร่ในลุ่มน้ำกก-สาย-โขง เป็นผลพวงของกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) ที่ทำให้ความต้องการแร่เพิ่มขึ้น แต่กลับผลักภาระด้านสิ่งแวดล้อมไปยังพื้นที่ต้นทางการผลิต ไทยควรยกระดับประเด็นนี้ในกรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (LMC) และอาเซียน โดยผลักดันให้จีนรับผิดชอบต่อแนวคิด “เศรษฐกิจสีเขียว” ที่ต้องไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน ปัญหาดังกล่าวควรถูกจัดเป็น “ความมั่นคงรูปแบบใหม่” ที่ต้องอาศัยความร่วมมือระดับภูมิภาคในการแก้ไข ในเชิงกฎหมาย  และไทยควรใช้กฎหมายใหม่ของจีนเกี่ยวกับการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งกำหนดให้นักลงทุนจีนต้องปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศและไม่สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศอื่น มาเป็นเครื่องมือต่อรองทางการทูตกับรัฐบาลจีน รวมถึงผลักดันให้มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทานแร่

ด้าน ดร. สืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า ปัญหามลพิษในแม่น้ำกก สาย รวก โขง นั้นเชื่อมโยงกับภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจชายแดน และเครือข่ายการค้าแร่ข้ามพรมแดนที่มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง โดยตลอดแนวชายแดนไทย-เมียนมามีเหมืองแร่กระจายตัวอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ต่าง ๆ ซึ่งหลายแห่งมีความเชื่อมโยงกับการลงทุนจากจีน ทั้งในรูปแบบการลงทุนโดยตรง การใช้บริษัทตัวแทน หรือการร่วมดำเนินกิจการกับกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่ หนึ่งในพื้นที่ที่ถูกจับตาเป็นพิเศษคือเขตปกครองของกองทัพว้า (United Wa State Army- UWSA) ซึ่งถือเป็นกองกำลังชาติพันธุ์ที่มีอำนาจและศักยภาพสูงที่สุดกลุ่มหนึ่งในเมียนมา โดยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทั้งรัฐบาลจีนและรัฐบาลเมียนมา พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นแหล่งแร่หายากสำคัญ และมีเหมืองแร่หายากอย่างน้อย 2 แห่งตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำกก ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นกำเนิดของลำน้ำที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทย

“ไทยมีความสำคัญอย่างมากในห่วงโซ่อุปทานแร่จากเมียนมา เนื่องจากมีแนวชายแดนยาวกว่า 2,400 กิโลเมตร มีระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ที่พร้อม รวมถึงมีด่านชายแดนหลายแห่งที่รองรับการนำเข้าแร่จากเมียนมา ไม่ว่าจะเป็นเชียงแสน แม่สาย แม่สอด แม่สะเรียง สังขละบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และระนอง ก่อนที่แร่

นาย ทรงวุฒิ อาทิตย์ทอง ผู้อำนวยการกองบริหารสิ่งแวดล้อม กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กล่าวว่า ประเทศไทยมีบทเรียนจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากกิจการเหมืองแร่มาอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การปรับปรุงพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 เพื่อยกระดับมาตรการกำกับดูแลและป้องกันผลกระทบให้รัดกุมมากขึ้นซึ่ง กพร. ได้รับการประสานงานเกี่ยวกับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากพื้นที่ลุ่มน้ำสายและลุ่มน้ำกกในช่วงแรก

“ผมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการและเชื่อมโยงฐานข้อมูลร่วมกัน รวมถึงนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย ปัจจุบันประเทศไทยมีฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ยังขาดฐานข้อมูลสุขภาพในระดับเบสไลน์ ซึ่งอาจต้องอาศัยการสนับสนุนจากหน่วยงานด้านสุขภาพและภาคี” ผอ.สิ่งแวดล้อม กพร. กล่าว

—————————————————-