Search

สัมภาษณ์ “พล.อ.สุรสิทธิ์ ถนัดทาง”กับการเปิดตัว “ศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน”หน่วยแม่สอด

การเปิดตัวหน่วยวิจัยภาคสนามแม่สอดของศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน พร้อมๆกับรายชื่อคณะกรรมการฯที่มีชื่อของ พลเอกสุรสิทธิ์ ถนัดทาง เป็นประธาน นายสาคร บุญกุลยา เป็นประธานกรรมการร่วม พลเอกสาละวิน อุทรักษ์ กรรมการ ได้สร้างแรงกระเพื่อมสำหรับสังคมชายแดนอยู่พอสมควร

พลเอกสุรสิทธิ์ เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และรองผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ(NDSI)

ขณะที่นายสาคร บุญกุลยา มีสายสัมพันธ์โยงใยไปถึงกลุ่มชาติพันธุ์หลายองค์กรโดยเฉพาะกองกำลังว้า(United Wa State Army -UWSA) ส่วนพล.อ.สาละวิน อุทรักษ์ เป็นอดีตผู้ช่วยทูตทหารบก ประจำกรุงย่างกุ้ง และ รอง ผอ.สำนักการข่าว กอ.รมน.

ยิ่งน่าจับตามองมากขึ้นกับการปรากฎตัวของผู้นำกลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดชายแดนภาคเหนือและตะวันตก เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีและถ่ายภาพหมู่ร่วมกันในวันเปิดตัวศูนย์ที่แม่สอด ไม่ว่าจะเป็น พ.อ. หม่อง วิน ผู้นำหมายเลข 2 ของกองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยงหรือ BGF (Karen Border Guard Force-Karen BGF) ตัวแทนของ พ.อ.ชิตตู ซึ่งแม้ปัจจุบัน BGF ได้เปลี่ยนชื่อเป็น KNA (Karen National Army-กองทัพแห่งชาติกะเหรี่ยง)แล้วก็ตาม แต่ชื่อเรียก BGF ยังคงติดตรึงอยู่ในพื้นที่มากกว่า KNA

น่าสนใจอีกเมื่อนายมูตู เซโพ อดีตประธาน KNU (Karen National Union-สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง) ก็เดินทางมาร่วมงานด้วยเช่นกัน แม้ปัจจุบันนายมูตู เซ โพ จะถูกตัดขาดจาก KNU แล้วก็ตามภายหลังจากที่ยังทำตัวแนบแน่นอยู่กับรัฐบาลทหารพม่าผ่านกระบวนการสันติภาพของ พล.อ.มิน อ่อง หลาย แต่ขณะนี้เขาได้ถูกยกให้เป็นสวมหมวกผู้นำคนหนึ่งในคณะกรรมการสร้างสันติภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNPBC) ซึ่งจัดตั้งขึ้นในชเวก๊กโก่เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยการสนับสนุนของ KNA และ DKBA

ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจในการถ่ายภาพหมู่ ณ บ้านเลขที่ 9/439 ซอย 17 หมู่บ้านแม่สอดวิลล่า เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน จึงไม่พบแม้แต่เงาของตัวแทน KNU

ขณะที่ “พ่อเลี้ยงคำ”นายคำ จันทร์บุญ นักธุรกิจใหญ่เจ้าของท่าข้าม 23 และผู้กว้างขวางแห่งเมืองแม่สอด ก็ได้เข้าร่วมงานเช่นเดียวกัน

นามของศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ “ไทย-จีน”ที่เข้ามาทำงานแม่สอดพร้อมคณะนักวิจัยชาวพม่า-ไทยชุดใหญ่โดยมีอดีตนายทหารและบุคคลที่ทำงานเชิงลึกเป็นหัวขบวน บวกเข้ากับการปรากฎตัวของกลุ่มกองกำลังติดอาวุธและนักธุรกิจผู้กว้างขวางของแม่สอด จึงไม่แน่แปลกใจที่การเปิดตัวหน่วยวิจัยภาคสนามแม่สอด (Mae Sot Field Research Unit-MFRU)ได้รับความสนใจยิ่งจากคนทำงานด้านความมั่นคงแนวชายแดนไทย-พม่า รวมทั้งกลุ่มกองกำลังต่างๆ และกลายเป็นคำถามกระหึ่มแม่น้ำเมยถึงเบื้องหน้า-เบื้องหลัง

“ผมถามคุณก่อน ถ้าผมบอกไม่มีวัตุประสงค์แอบแฝงคุณจะเชื่อมั้ย หรือถ้าผมตอบว่ามีวัตถุประสงค์แอบแฝงคุณจะเชื่อมั้ย” พลเอกสุรสิทธิ์ ถนัดทาง ประธานกรรมการที่ปรึกษาและคณะกรรมการอำนวยการศูนย์วิจัยภาคสนามแม่สอด ตั้งคำถามกลับเมื่อผู้สื่อข่าวที่ถามถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงและข้อสงสัยต่างๆของการจัดตั้ง MFRU

นายทหารนักยุทธศาสตร์ท่านนี้ทำงานด้านนโยบายเกี่ยวกับความมั่นคงมายาวนานให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวชายขอบ”อย่างเปิดกว้างในทุกคำถาม

“ผมมีงานอยู่ในหลายองค์กร ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย งานหลักอันนึงที่กำลังทำคือการบริหารจัดการทุนเพื่อการพัฒนาพื้นที่ชายแดน 4 ภาค ชื่อว่าบพท.( หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่) ทำงานให้กับกระทรวงอว. (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) ขึ้นกับสภานโยบาย วิจัยและวัตกรรมแห่งชาติ ได้ลงไปพื้นที่พบกับองค์กรหนึ่งชื่อ Beloved Ray Foundation ที่เขาดูแลงานด้านผู้ไร้สัญชาติ โดยองค์กรตั้งที่อยู่แม่สอด” ประธานกรรมการที่ปรึกษาฯอธิบายถึงจุดเริ่มต้น

“เราพบมีหลายคนที่เข้ามาดูแลหน่วยด้านการศึกษาในพื้นที่ รวมทั้งเข้าถึงระบบโลจิสติกส์ ผมยังมีภารกิจกับหน่วยงานหนึ่งตามคำสั่งมอบหมายของคณะรัฐมนตรีในการสร้างเครือข่ายเพื่องานการวิจัย ดังนั้นเมื่อเจอกับองค์กรในพื้นที่แม่สอดจึงเป็นเรื่องดีที่ได้มาทำงานร่วมกัน ซึ่งเขาก็ยินดีเพื่อสร้างงานวิจัยให้เกิดความร่วมมือกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรรม การพัฒนาที่ยั่งยืน

“พอดีชายแดนพม่าเราต้องสัมผัสองค์กรต่างๆ EAOs (องค์กรชาติพันธุ์ติดอาวุธ) ถ้าจะช่วยก็ช่วยกันทั้งหมด สร้างกระบวนการสันติภาพ เพื่อนำข้อเสนอไปสู่รัฐบาล จึงขยายขอบเขตไปสู่ peace โดยสร้างด้วยความเมตตา ไม่มีอะไรแอบแฝง เราไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวการเมืองภายในของเขา นี่คือวัตถุประสงค์ที่แท้จริง เรารวมพลกันมาหลายฝ่าย แต่ใครจะเชื่อหรือไม่ ผมไม่ Mind”

ในเอกสารเผยแพร่ของหน่วยวิจัยภาคสนามแม่สอดพบว่ามีนักวิจัยจำนวนมากเป็นชาวพม่า ซึ่งพล.อ.สุรสิทธิ์ อธิบายว่า “เป้าหมายใหญ่คือเพื่อการพัฒนาพื้นที่ จำเป็นต้องเอาออกมาให้เห็นว่ามีปัจจัยพื้นฐานอะไรที่ก่อให้เกิดการพัฒนาไม่เท่าที่ควร หรือไปไม่ถึงคน เราต้องหาข้อมูลว่าปัจจัยอะไร ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยการเมือง ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ปัจจัยด้านสังคมจิตวิทยา ปัจจัยด้านเทคโนโลยี หรือปัจจัยด้านการศึกษา เราต้องหาว่าอะไรที่เป็นปัจจัยขวางอยู่ที่ไม่เกิดสันติภาพ ไม่เกิดความสงบสุขบริเวณพรมแดน”

ผู้สื่อข่าวถามว่าในเอกสารเผยแพร่เขียนว่า MFRU อยู่ภายใต้โครงสร้างของศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน ทำให้หลายคนคิดว่าเป็นการเปิดเกมรุกของจีนในพื้นที่แม่สอดหรือไม่ ซึ่งพล.อ.สุรสิทธิ์กล่าวว่า “ไม่เลย ตอนนี้ยังไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับประเทศจีนเลยนะ แต่ชื่อองค์กรอาจมีคำว่าจีน แต่คนที่มาขอให้ผมทำศูนย์บอกว่าให้เอาอะไรที่น่าเชื่อถือ เขาขอให้ผมเป็นที่ปรึกษา และเอาตำแหน่งผมตั้งเพื่อให้มีความชอบธรรมและถูกต้องตามกฎหมาย จริงๆผมเป็นกรรมการหลายแห่ง แต่ไม่ได้มีอำนาจแต่งตั้ง จึงอาศัยตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน ซึ่งไม่เกี่ยวกัน เราไม่ได้รับเงินทองอะไรจากจีน เป็นตำแหน่งในศูนย์นี้ตั้งปี 2553 ตอนหลังไม่ได้มีงาน แต่ศูนย์ก็ยังอยู่”

เมื่อถามว่างบประมาณที่ใช้ดำเนินการยังเป็นของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติหรือไม่ พลเอกสุรสิทธิ์กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกันเลย ครั้งนี้เป็นงบประมาณจากมูลนิธิ Beloved Ray แต่เราก็จะส่งงานวิจัยให้หน่วยงานความมั่นคงและสภาการวิจัย เราต้องการทำพื้นที่เปิดทางวิชาการ เพราะข้อมูลแบบนี้ไม่มีหน่วยงานไหนทำ

“เราใช้ระบบสาธารณะ เป็น public thoughts เป็นงานที่มีหลักฐาน evidence based ใครเอาไปใช้ประโยชน์ ก็ใช้ไป หลายองค์กรราชการสนับสนุน แต่เป็นการสนับสนุนในการให้แง่คิด แต่ไม่ได้สนับสนุนให้สตางค์ คนที่มาทำงานส่วนหนึ่งเป็นจิตอาสากันเข้ามา เพราะเคยทำงานชายแดนพื้นที่มานาน เขาทำงานไม่แสวงหากำไร เราไม่ทำโครงการการค้าอะไรพวกนั้น เราจะหาปัจจัยและรากของปัญหา ส่งข้อมูลเท่าที่มูลนิธิเราทำได้”

ในวันเปิดศูนย์ที่แม่สอดมีผู้แทนกองกำลังติดอาวุธมาร่วมกันอย่างคึกคัก แต่ไม่เห็นมีผู้แทนของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union-KNU) ทำให้ถูกตีความความว่าศูนย์แห่งนี้สนับสนุน KNA มากกว่า KNU ซึ่งพลเอกสุรสิทธิ์กล่าวว่า เราเชิญกองกำลังชาติพันธุ์ทุกพื้นที่ที่มีความเกี่ยวพันชายแดนไทยตั้งแต่เหนือจรดใต้ เพราะกรรมการเราเป็นอดีตหน่วยงานความมั่นคง หากจะมีการช่วยเหลือมนุษยธรรม เราก็ต้องรู้ว่าทำอะไรให้เขาได้ ไม่ใช่เป็นที่หลบซ่อน อยากคุยให้เข้าใจกัน เราอยากให้พื้นที่สงบ ถ้าหน่วยงานของเราสร้างยามเฝ้าแผ่นดิน แต่อย่าคิดว่ายามเฝ้าแผ่นดินต้องเป็นถือปืนที่กันไม่ให้คนเข้ามารุกราน ใครที่เป็น non-traditional security มีมากมาย และ transnational crimes หากพวกธุรกิจสแกม ฟอกเงิน อาชญากรรม ค้ามนุษย์ เขาก็จะให้สัญญาณเราได้ เพราะบ้านเราเป็นทางเข้าออกของอาชญากรรมข้ามชาติ (transnational organized crime)

ปัจจุบันในรัฐกะเหรี่ยงมีกองกำลังติดอาวุธหลายกลุ่มซึ่งทั้งที่เป็นพวกเดียวกับรัฐบาลพม่าและฝั่งตรงข้ามจะมีวิธีให้พวกเขากลับมาคุยกันได้อย่างไร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภาคสนามแม่สอดของศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน กล่าวว่า “แผ่เมตตาไปอย่างไม่มีประมาณ”

“เราจะแผ่เมตตาอย่างไม่มีประมาณการในสิ่งที่ไม่เป็นภัยต่อกัน คุณจะทะเลาะก็เรื่องของคุณ แต่เราจะแผ่เมตตาให้ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข เหมือนตอนที่สมเด็จย่าเปลี่ยนพื้นที่ฝิ่นเป็นแปลงเกษตรที่ชายแดนเชียงราย เราจะทำแบบนั้นเลย”

เมื่อถามว่าหากแผ่เมตตาโดยไม่มีประมาณการอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์จากคนไทยบางส่วนเพราะไม่อยากให้เอาความช่วยเหลือไปให้เพื่อนบ้าน พลเอกสุรสิทธิ์กล่าวว่า “ไม่เป็นปัญหา เพราะในประเทศไทยพวกคุณไม่ต้องการ แล้วเราจะให้ไปทำไม ผมพูดจริงๆ ผมไม่ได้เอาทรัพยากรของคนไทยที่จะไปให้ แม้กระทั่งด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข ผมถามว่าการที่เรามีการช่วยเหลือชายแดนด้านมนุษยชาติ เมื่อก่อนไม่มีประเทศ หากชายแดนสงบ ผมถามว่าประเทศไทยสงบมั้ย ทำไมพอเราจะไปปลูกถั่วปลูกงาในพื้นที่ชายแดนที่ไม่มีถั่วมีงา ถึงจะไม่ให้ทำ มาถามว่าทำไมไม่มาปลูกที่บ้านผมบ้าง ก็พวกคุณไม่ปลูกเอง ผมไม่แคร์คนที่พูดว่าบ้านเรายังไม่เรียบร้อยแล้วจะไปช่วยคนอื่นทำไม”

บริเวณริมแม่น้ำเมยเมืองเมียวดีเต็มไปด้วยแหล่งสแกมเมอร์และค้ามนุษย์ รวมถึงยาเสพติดซึ่งกองกำลังกะเหรี่ยงแต่ละกลุ่มต่างแสวงหาประโยชน์แตกต่างกัน จะวางบทบาทของศูนย์วิจัยภาคสนามแม่สอดไว้อย่างไร พลเอกสุริสิทธิ์กล่าวว่า “เราไม่ไปขนาดนั้น แต่คุณต้องการพื้นที่ปลอดภัยเพื่อคุยกันหรือไม่ ถ้าต้องการเราก็จะจัดให้ แต่หากไม่ต้องการ เราก็ไม่สนใจ เป็นเรื่องของเขา แต่ผมไม่มีความสุขหรอกนะที่เห็นพวกคุณชกต่อยกัน พวกคุณเอาระเบิดทิ้งใส่กัน”

เมื่อถามว่าในจุดประสงค์หนึ่งของศูนย์วิจัยภาคสนามแม่สอดบอกว่าสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน สิ่งนี้จะช่วยลดความชั่วร้ายจากธุรกิจสีดำ เช่น แหล่งสแกมเมอร์ บริเวณชายแดนแม่สอดได้หรือไม่ พลเอกสุรสิทธิ์กล่าวว่า ก็เชื่อเช่นนั้น แต่เราไม่ใช่ตำรวจโลกและไม่ได้มีอำนาจ ตนไม่คิดว่าสิ่งเหล่านั้นมีเจตนารมณ์คุกคามความมั่นคงของไทย แต่เป็นความท้าทายที่เหมือนแผลพุพองที่มีผลต่อเรา เราคงไม่มีหน้าที่รักษามากมาย แต่ทำอย่างไรไม่ให้แผลพุพองเข้ามาอยู่กับเรา ซึ่งจะเข้าศึกษาแต่ไม่ได้มีอำนาจห้ามไม่ให้เขาทำ

ปัจจุบันเมืองแม่สอดกลายเป็นชุมทางของนานาชาติที่เข้ามาเคลื่อนไหวโดยเฉพาะจีนและสหรัฐฯต่างเข้ามาแข่งสร้างอิทธิพลเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ขณะที่รัฐบาลไทยยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะดำเนินการแนวทางใด ซึ่งพลเอกสุรสิทธิ์มีมุมมองเรื่องนี้ว่า “พื้นที่ตรงนี้เคยเป็นของพันธมิตรที่ต่อต้านญี่ปุ่นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แม่สอดจึงเป็นที่ตั้งหลายอย่าง เช่น สนามบินนานาชาติ เมื่อก่อนเป็นสนามบินส่วนหน้าของกองกำลังพันธมิตร พื้นที่ตรงนี้เป็นที่ช่วงชิงของมหาอำนาจ แต่เราไม่อยากให้ถูกควบคุมโดยมหาอำนาจ แต่เราก็ไม่มีกำลังมากพอที่จะใช้ศักยภาพอย่างอื่นที่ทำให้พื้นที่บริเวณนี้อยู่ภายใต้การดูแลของเรา แต่อย่างน้อยที่สุดพื้นที่นี้มีหลากหลายทางวัฒนธรรม mmulticultural region หากทำให้เป็นกลางมากที่สุด และสงบสุข ใครที่เข้ามาช่วยเหลืออย่างจริงจังและจริงใจ เขาก็รับไปก็จะเป็นประโยชน์กับผู้คนในพื้นที่”

“ตรงนี้ใครๆก็อยากมา ไม่มีมหาอำนาจใดไม่อยากได้ประเทศไทย ตั้งแต่ในอดีตทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส อยากได้ทั้งนั้น เราเป็น buffer state เพราะประปรีชาชาญของร.5 เราถึงรอด เขาไม่อยากแบ่งแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งซ้ายขวา แบ่งกันไปแล้ว แต่เพราะพระปรีชาชาญ เช่นเดียวกับแถวพื้นที่แม่สอด แม่น้ำ 2 สายคือแม่น้ำเมยและสาละวิน เชื่อว่ามีแร่แรร์เอิร์ธเยอะมาก ถ้าเอาเรื่องการแข่งขันของมหาอำนาจในเชิงพลังงานนั้น เขาต้องหาวิธีการทุกอย่างเข้ามาอยู่แล้ว เราคงต้านไม่ไหว เพียงแต่ทำอย่างไรให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์และไม่ได้รับผลกระทบหรือความเสียหายจากการแข่งขัน ไม่งั้นประเทศเราก็จะแย่ ดังนั้นยุทธศาสตร์ของเราจึงไม่มีอะไรมาก เป้าหมายคือทำพื้นที่ให้ไม่ถูกครอบครองโดยมหาอำนาจแบบที่เคยเกิดขึ้นกับหลายๆ พื้นที่ของโลก ทำอย่างไรให้เกิดประเทศสยาม”

พลเอกสุรสิทธิ์กล่าวว่า พื้นที่บริเวณชายแดนไทย ในอดีตเคยมีความแข็งแกร่งของรัฐบางรัฐ เช่น มอญ ฉาน หากเราช่วยให้เขาแข็งแกร่งอยู่ภายในและรัฐบาลกลางของเขาก็ยินดี ทำให้มีภูมิคุ้มกันไม่ให้มหาอำนาจเข้ามาเอาเปรียบ แน่นอนในรัฐฉานจีนมีอิทธิพลสูง เราจะห้ามจีน สหรัฐฯ รัสเซียนั้นไม่มีทาง ตอนนี้รัสเซียจะมาตั้งฐานทัพเรืออยู่ที่ทวาย

เมื่อถามว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-พม่าในบริเวณภาคเหนือ 3 จังหวัดคือเชียงราย เชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน ที่ฝั่งรัฐฉานถูกยึดครองโดยทหารว้าและได้สร้างความเลวร้ายให้สังคมไทยทั้งยาเสพติดและเหมืองเถื่อนทำให้ประชาชนไทยนับล้านกำลังเดือดร้อนจากผลกระทบข้ามแดนจากเหมืองแร่ สภาพเช่นนี้กำลังจะเกิดที่ชายแดนตะวันตกของไทยอีกหรือไม่

ผอ.ศูนย์วิจัยภาคสนามแม่สอดกล่าวว่า “เป็นไปได้ หากเราปล่อยปละละเลย และไม่คุยกัน ดังนั้นต้องหาพื้นที่คุยกัน ไม่งั้นคุณทำไปเลย พวกผมก็เดือดร้อน แต่ผมห้ามคุณไม่ได้ เราก็ไปเสนอทางเลือกอื่นให้เขา เหมือนที่สมเด็จย่าเสนอทางเลือกให้เลิกปลูกฝิ่น แล้วปลูกพืชเมืองหนาว”