เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569 ณ ร้านลานดิน ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เครือข่าย Myanmar Response Network (MRN) จัดกิจกรรมเนื่องในวันผู้ลี้ภัยสากล (World Refugee Day) หัวข้อ “Migration, Memories and Harmony การย้ายถิ่น ความทรงจำ และการอยู่ร่วมกัน” โดยภายในงานมีการจัดบูธอาหารและผลิตภัณฑ์จากชุมชนผู้ย้ายถิ่นฐาน ตลอดจนการแสดงของศิลปินชาวไทยใหญ่และชาติพันธุ์ต่างๆ จากเมียนมา
กนกวรรณ มีพรหม จากกลุ่มครูอาสาเสริมแรงเรียน กล่าวในหัวข้อ “การเปิดโอกาสด้านการศึกษาให้เด็กชาติพันธุ์และลูกหลานแรงงาน” ว่า แง่คิดและมุมมองในการทำงานด้านเด็กและเยาวชนทุกคนควรมีสิทธิขั้นพื้นฐานและการจัดสรรสวัสดิการที่ควรครอบคลุมกลุ่มคนทุกกลุ่มที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทย โดยกลุ่มครูอาสาเสริมแรงเรียนนั้นทำงานร่วมกับเด็กและเยาวชน ซึ่งครอบคลุมทั้งเด็กไทย เด็กชาติพันธุ์ และลูกหลานของแรงงานข้ามชาติ โดยมีความเชื่อมั่นว่าการขับเคลื่อนงานจากกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุด จะส่งผลสะท้อนเชิงบวกกลับคืนมาสู่สังคมในภาพรวมได้ในที่สุด
“เราเชื่อค่ะว่า ถ้าเราทำงานกับกลุ่มคนที่เขาเป็นกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุด สิ่งเหล่านี้จะกลับขึ้นมาถึงคนข้างบนเอง ถ้าเขาได้รับสวัสดิการ ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานเหล่านี้ โดยคนฐานรากทั้งหมด สิ่งเหล่านี้มันจะขึ้น คนทุกคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทยเขาก็จะได้สิ่งนี้เหมือนกัน”กนกวรรณ กล่าว
กนกวรรณ ยังได้กล่าวถึงทัศนคติในสังคมไทย และความมุ่งหวังที่อยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลง ว่าสิทธิขั้นพื้นฐานเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเมือง และไม่ควรมีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ธีรวุฒิ แก้วฟอง ประธานชุมชนวัดเกต กล่าวถึง ประเด็นความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา และการอยู่ร่วมกันว่า ชุมชนวัดเกตเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่เติบโตจากการเป็นเมืองท่าค้าขายทางน้ำ ทำให้มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติและศาสนาเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ทั้งชาวพุทธ คริสต์ มุสลิม และซิกข์ จนเกิดเป็นวิถีการอยู่ร่วมกันที่กลมกลืน โดยคนในชุมชนสามารถเข้าร่วมกิจกรรมและประเพณีของทุกศาสนาได้อย่างเป็นปกติ
“ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชุมชนยังคงรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมไว้ได้ คือความร่วมมือของคนในพื้นที่ในการปกป้องผลประโยชน์ส่วนรวม โดยที่ผ่านมาเคยรวมตัวคัดค้านโครงการขยายถนนและการก่อสร้างอาคารสูงที่อาจกระทบต่อสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตดั้งเดิม จนส่งผลให้พื้นที่วัดเกตุถูกกำหนดข้อจำกัดด้านผังเมือง ไม่ให้มีอาคารสูงเกิน 4 ชั้น”ธีรวุฒิ กล่าว และว่าเสนอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปรับแนวคิดการพัฒนานโยบายสาธารณะให้ครอบคลุมประชากรทุกกลุ่ม โดยไม่ยึดติดเฉพาะตัวเลขประชากรตามทะเบียนบ้าน เนื่องจากเชียงใหม่มีประชากรแฝงและผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเข้ามาอาศัยและทำงานจำนวนมาก ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมของเมือง
“ในด้านการศึกษา ท้องถิ่นควรใช้บทบาทของตนในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและความหลากหลายทางวัฒนธรรมของเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างแท้จริง” ธีรวุฒิ กล่าว
ส่วนเรื่องการออกแบบพื้นที่สาธารณะและสวัสดิการ ท้องถิ่น ธีรวุฒิกล่าวว่า ว่าพื้นที่ควรกว้างกว่าแค่ลานกิจกรรม แต่ต้องรวมไปถึงระบบขนส่งมวลชน โรงพยาบาล และบริการสาธารณะต่างๆ ที่ทุกคนในเมืองสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งการจัดสวัสดิการที่ดีจะช่วยลดต้นทุนในการใช้ชีวิตและเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ประชาชนทุกคน
เหลินคำ (Nang Lin Kham) กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนข้ามชาติเข้าถึงการศึกษามากขึ้น แต่ยังคงมีอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อโอกาสทางการศึกษา โดยเฉพาะปัญหาการบังคับให้เด็กที่เคยเรียนมาจากประเทศต้นทางต้องเริ่มต้นเรียนใหม่ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ส่งผลให้เกิดการเรียนซ้ำชั้น เสียเวลา และบั่นทอนกำลังใจในการเรียน
“ในอดีตเราเคยถูกกีดกันจากระบบการศึกษาเพียงเพราะสถานะทางกฎหมาย แม้จะมีความต้องการเรียนหนังสือเช่นเดียวกับเด็กคนอื่น กระทั่งเมื่อเติบโตขึ้นจึงตระหนักว่าข้อจำกัดดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความสามารถทางการเรียน แต่เป็นผลจากการที่รัฐมองเยาวชนไทใหญ่เป็นคนนอกระบบ”เหลินคำ กล่าว
เหลินคำกว่าวว่า ปัญหาการเรียนซ้ำชั้นในปัจจุบันกำลังผลักดันให้เด็กข้ามชาติจำนวนหนึ่งหมดกำลังใจและหลุดออกจากระบบการศึกษา ก่อนถูกผลักเข้าสู่ตลาดแรงงานในฐานะแรงงานไร้ทักษะ ทั้งที่แท้จริงแล้วเด็กเหล่านี้มีศักยภาพไม่ต่างจากเด็กทั่วไป ปัญหาดังกล่าวจึงสะท้อนความจำเป็นที่ระบบการศึกษาจะต้องปรับตัวเพื่อรองรับความหลากหลายและเปิดโอกาสให้เด็กโยกย้ายถิ่นฐานได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่
อ๊ก โซ ป่าย (Oke Soe Paing) เยาวชนผู้ย้ายถิ่นฐานจากประเทศเมียนมา กล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่ตัดสินใจเดินทางออกจากบ้านเกิดมาอยู่ในประเทศไทย เป็นผลจากการบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหารในเมียนมา ประกอบกับประเทศไทยเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่เดินทางเข้าถึงได้สะดวก โดยเลือกจังหวัดเชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทาง เนื่องจากมีชุมชนชาวเมียนมาอาศัยอยู่จำนวนมาก มีเครือข่ายเพื่อนคอยช่วยเหลือ และมีค่าครองชีพที่เหมาะสมกว่าการใช้ชีวิตในกรุงเทพมหานคร
“การปรับตัวในเชียงใหม่ไม่ใช่เรื่องยากนัก เปิดโอกาสให้ได้พบปะผู้คนผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมอาสาสมัครของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมถึงกิจกรรมทางสังคมและวัฒนธรรมในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งช่วยให้ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกับทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ สร้างเครือข่ายมิตรภาพ และลดความรู้สึกโดดเดี่ยวของผู้ย้ายถิ่นฐาน”อ๊ก โซ ป่าย กล่าว
อ๊ก โซ ป่าย กล่าวว่าปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ภายใต้วีซ่านักเรียน และใกล้สำเร็จการศึกษาแล้ว แต่ยังมีความตั้งใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยต่อไป โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ที่มองว่าเป็นเมืองที่เปิดกว้างและเป็นมิตรต่อผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ จึงวางแผนศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น พร้อมศึกษาขั้นตอนการขอวีซ่าและการพำนักอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อสร้างอนาคตและความมั่นคงในการใช้ชีวิตในประเทศไทยต่อไป
