มายา สุทธิวงศ์
“มีกฎหมายเกณท์ทหารฉบับหนึ่งที่ออกมาหลังจากเกิดการรัฐประหาร กฎหมายฉบับนี้ออกมาในปี 2024 เป็นกฎหมายที่บังคับให้เยาวชนทั้งชายและหญิงที่อายุระหว่าง 18 ถึง 35 ปีต้องเข้ารับการฝึกทหารเป็นเวลา 3 เดือน ก่อนจะส่งเป็นแนวหน้า สู้รบกับชนชาติพันธุ์อื่น เยาวชนของเมียนมาร์ถูกเกณฑ์เป็นทหารจากการใช้กฎหมายนี้ หลายคนตายในสงคราม ทั้งผู้ชายผู้หญิง เพราะได้รับการฝึกไม่เพียงพอ นี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ฉันต้องออกจากประเทศ พวกเราไม่อยากคร่าชีวิตใคร ยังอยากมีชีวิตต่อไปจริงๆ” ยินมี (Yin Mi) อธิบายเหตุผลได้อย่างสะเทือนอารมณ์ผู้ฟัง
ในช่วงเย็นวันที่ 21 มิถุนายน 2569 เครือข่าย Myanmar Response Network (MRN) ได้จัดกิจกรรมเนื่องในวันผู้ลี้ภัยโลก (World Refugee Day) โดยมีเวทีเสวนาเล็กๆ ณ ร้านลานดิน ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ภายใต้หัวข้อ “การย้ายถิ่น ความทรงจำ และการอยู่ร่วมกัน”
ยินมีกำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ความไม่สงบในพม่า เธอเล่าว่า หลังการรัฐประหารในปี 2021 การศึกษาของเธอต้องหยุดชะงักลงจากการเข้าร่วมขบวนการอารยะขัดขืน (Civil Disobedience Movement: CDM) เช่นเดียวกับนักศึกษาและเยาวชนจำนวนมากทั่วประเทศ
กฎหมายเกณฑ์ทหาร (Military Conscription Law) คือปัจจัยเร่งที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้เยาวชนของเมียนมาต้องหนีออกนอกประเทศ โดยรัฐบาลทหารพม่าประกาศใช้กฎหมายนี้ในเดือนเมษายนปี 2567 ซึ่งยินมีเล่าว่า มีการจับกุมเยาวชนทั้งแบบที่ถูกและผิดกฎหมายเพื่อนำไปฝึกทหาร นั่นทำให้เธอตัดสินใจเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงต้นปี 2568 เพื่อศึกษาต่อและหลีกเลี่ยงการถูกบังคับเกณฑ์ทหาร
“เหตุผลที่ฉันเลือกศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นเพราะว่ามหาวิทยาลัยในกรุงเทพส่วนใหญ่ ต้องการใบรับรอง GED หรือคะแนน IELTS ซึ่งฉันไม่มี แต่คณะสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยอมรับวุฒิมัธยมปลายควบคู่กับวุฒิประกาศนียบัตร (Diploma) ฉันต้องเข้าเรียนในหลักสูตรนานาชาติที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ เพราะฉันไม่เข้าใจภาษาไทย” เธอเล่าถึงที่มาของการเป็นนักศึกษา มช.
ขณะที่วันชัย (นามสมมติ) นักศึกษาชาวพม่าอีกคนหนึ่งสะท้อนถึงประสบการณ์การศึกษาในฐานะนักศึกษาต่างชาติว่า “รู้สึกกังวลกับภาระค่าใช้จ่ายจากการต้องเรียนในหลักสูตรอินเตอร์ เพราะไม่รู้ว่าจะสามารถลงทะเบียนเรียนในเทอมหน้าได้อีกหรือไม่ ต้องทำงานพิเศษและหาทุนการศึกษาเพื่อจะทำให้เรียนต่อได้”
ปัญหาหนึ่งที่นักศึกษาต่างชาติต้องเผชิญคือมหาวิทยาลัยมักใช้ภาษาในการแจ้งข้อมูลข่าวสารและประกาศต่างๆ โดยบางครั้งไม่มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นท ทำให้นักศึกษาต่างชาติเข้าถึงข้อมูลใหม่ได้ยาก แม้จะมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนชาวไทยผ่านกิจกรรมมหาวิทยาลัย แต่ความแตกต่างทางภาษายังเป็นอุปสรรคสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง
ประสบการณ์ของนักศึกษาชาวเมียนมาทั้ง 2 คน สอดคล้องกับข้อมูลจาก ดร.ศิรดา เขมานิฏฐาไท อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ศึกษาประเด็นการย้ายถิ่นของชาวเมียนมาในประเทศไทย ซึ่งระบุว่าหลังการรัฐประหาร จำนวนนักศึกษาเมียนมาในมหาวิทยาลัยไทยเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 6 เท่า ซึ่งในปัจจุบันมีมากกว่า 10,000 คน
“นักศึกษาชาวเมียนมาร์มักมีการกระจุกตัวอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่และกรุงเทพเป็นหลัก แต่ก็ยังพบในพื้นที่อื่นๆเช่นขอนแก่นและเชียงราย ส่วนใหญ่เข้าศึกษาในหลักสูตรนานาชาติที่มีค่าเทอมเริ่มต้นตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไปจนถึงมากกว่า 100,000 บาทต่อภาคการศึกษา” เธอกล่าว
อาจารย์ศิรดาอธิบายว่า นักศึกษาต้องเช่าที่พัก ใช้จ่ายด้านอาหารและการเดินทาง ซึ่งก็เป็นการอัดฉีดเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นโดยตรง การพำนักของนักศึกษาเป็นปัจจัยดึงดูดให้ญาติญาติพี่น้องและคนรู้จักเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยโดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ โดยแรงจูงใจและปัจจัยการย้ายถิ่นมาจากเหตุผลด้านความปลอดภัย เป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุดถึง 90% ครอบคลุมทั้งความปลอดภัยส่วนบุคคลและครอบครัว แม้บางกลุ่มจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรงแต่สภาพการทางการเมืองบีบบังคับให้ต้องแสวงหาพื้นที่ปลอดภัย รองลงมาคือเรื่องการศึกษา สาเหตุจังหวัดเชียงใหม่ถูกเลือกเพราะมีความปลอดภัยและเป็นชุมชนที่มีการเคลื่อนย้ายไม่พลุกพล่านเกินไปเมื่อเทียบกับกรุงเทพ
ขณะที่พิชชานนท์ เจริญวัฒนวิญญู 1 ในคณะทำงานร่วมศูนย์วิจัยพหุวัฒนธรรมและนโยบายการศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ศึกษาทัศนคติของคนเชียงใหม่ต่อชาวเมียนมา พบว่าคนในพื้นที่จำนวนมากรับรู้ถึงชาวเมียนมาในฐานะแรงงานที่มีบทบาททางเศรษฐกิจ และมักมีทัศนคติเชิงบวก โดยเฉพาะในกลุ่มนายจ้างที่มีประสบการณ์ทำงานร่วมกันโดยตรง แต่ในขณะเดียวกัน สังคมไทยจำนวนไม่น้อยยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับสถานะของผู้ลี้ภัยหรือผู้ที่ต้องหลบหนีภัยความไม่สงบจากประเทศต้นทาง
“หลายคนเข้าใจว่าชาวเมียนมาที่เข้ามาอยู่ในไทยเป็นแรงงานทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงมีคนจำนวนมากที่ย้ายมาเพราะเหตุผลด้านความปลอดภัยและสถานการณ์ทางการเมือง ประกอบกับข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์ที่มักนำเสนอข่าวในเชิงลบ ทำให้เกิดการเหมารวมและสร้างภาพจำต่อชาวเมียนมาในบางกรณี แม้ว่าชีวิตจริงในพื้นที่เชียงใหม่จะมีการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างคนไทยและชาวเมียนมา” พิชชานนท์ กล่าว
เช่นเดียวกับสิทธิพร เนตรนิยม นักวิชาการด้านภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย จากมหาวิทยาลัยมหิดล มองว่าการเคลื่อนย้ายผู้คนจากเมียนมาสู่เชียงใหม่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เมืองที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน
“เชียงใหม่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนย้ายผู้คนมาตั้งแต่อดีต เมืองนี้เติบโตขึ้นจากความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ในอดีตผู้ปกครองล้านนาเคยมีนโยบายรองรับผู้คนจากหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งชาวพม่า ชาวลื้อ และชาวไทใหญ่ ผ่านการจัดตั้งชุมชนและระบบการปกครองที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกัน ” อาจารย์สิทธิพรร่วมสะท้อนภาพ
ระบบการปกครองที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันมายาวนานสะท้อนให้เห็นถึงความทรงจำร่วมทางประวัติศาสตร์ระหว่างผู้คนในภูมิภาค ซึ่งเชื่อมโยงกันมาอย่างต่อเนื่องก่อนที่จะมีเส้นเขตแดนและรัฐชาติในปัจจุบัน
สำหรับนักศึกษาและแรงงาน การใช้ชีวิตในเชียงใหม่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งเรื่องค่าใช้จ่าย การเรียน และโอกาสการทำงานในอนาคต แต่พวกเขายังคงมองว่าการศึกษาเป็นประตูสำคัญที่จะนำไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของภูมิภาค การเพิ่มขึ้นของนักศึกษาและแรงงานจากเมียนมาในเชียงใหม่อาจไม่ใช่เพียงเรื่องของการย้ายถิ่นฐาน แต่เป็นภาพสะท้อนของความเชื่อมโยงระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นบททดสอบสำคัญของสังคมไทยว่าจะสามารถสร้างพื้นที่แห่งโอกาส ความเข้าใจ และการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลายได้มากเพียงใด
