Search

EUจัดอันดับพม่าอยู่ในกลุ่มประเทศวิกฤติสุด ส่วน UN เผย กองทัพพม่าเป็นต้นเหตุการเสียชีวิตพลเรือน 700 ราย ในรอบ 6 เดือนช่วงการเลือกตั้ง

เมื่อวันที่สำนักข่าว Mizzima รายงานว่า สหภาพยุโรป หรือ EU ได้จัดอันดับให้พม่าเป็น 1 ใน 9 ประเทศที่กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ระดับโลก ซึ่งสหภาพยุโรปเป็นผู้นำในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ขณะที่ข้อมูลล่าสุดจากสหประชาชาติเองเตือนว่า การลดลงอย่างรุนแรงของเงินทุนจากนานาชาติกำลังทำให้วิกฤตการณ์ในประเทศพม่าเลวร้ายลงตามไปด้วย โดยสหภาพยุโรปได้รวมพม่าอยู่ในรายชื่อประเทศที่อยู่ในภาวะฉุกเฉินวิกฤตล่าสุด ร่วมกับซูดาน กาซา เลบานอน เวเนซุเอลา อัฟกานิสถาน คิวบา เฮติ และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

ขณะที่รายงานของสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติระบุว่า การตัดและระงับความช่วยเหลือจากต่างประเทศได้บังคับให้องค์กรภาคประชาสังคมในพม่าต้องปิดตัว ปลดพนักงาน และลดขนาดลงอย่างมาก

ในรายงานยังระบุว่า สื่อของกลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มสตรีได้รับผลกระทบ ในขณะที่โครงการในท้องถิ่นที่ให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษาและการสนับสนุนทางจิตสังคมแก่ผู้พลัดถิ่นกำลังเผชิญกับการตัดงบประมาณอย่างหนัก

โวลเกอร์ เทิร์ก ข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ประชาชนในพื้นที่ ดูเหมือนจะถูกลืมเลือนไปจากผู้คนภายนอกประเทศ โดยเงินทุนจากท้องถิ่นมักเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ช่วยปกป้องพลเรือนจากการโจมตีทางทหารแบบไม่เลือกเป้าหมาย

ขณะที่สำนักข่าว AFP รายงานเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ถึงรายงานของสหประชาชาติฉบับนี้ ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่เดือนสิงหาคมของปีที่แล้ว ในช่วงที่กองทัพพม่าประกาศจะจัดการเลือกตั้ง จนถึงสิ้นสุดระยะเวลาการลงคะแนนเสียงในปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ระบุว่า มีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 702 รายในช่วงเวลาดังกล่าวโดยฝีมือของกองทัพพม่า ซึ่งได้ตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้จากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้

รายงานจากสหประชาชาติระบุว่า ในจำนวนนี้ 224 คนเป็นผู้หญิง และ 153 คนเป็นเด็ก ซึ่งการโจมตีทางอากาศยังคงเป็นสาเหตุหลักของการทำลายล้างและสร้างความทุกข์ทรมานให้กับพลเรือนในพม่า

รายงานระบุว่า พลเรือนอย่างน้อย 505 คน รวมถึงผู้หญิง 175 คน และเด็ก 112 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 57 ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด ถูกสังหารในการโจมตีด้วยเครื่องบินรบ โดรน พารามอเตอร์ และเฮลิคอปเตอร์ขนาดเล็ก โดยโฆษกหญิง ราวีนา ชัมดาสานี กล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ผู้เสียชีวิต 702 คนนั้น เป็นฝีมือของกองทัพพม่า อย่างไรก็ตาม เธอย้ำว่า นั่นไม่ได้หมายความว่าไม่มีพลเรือนเสียชีวิตจากกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ

ทั้งนี้ สงครามกลางเมืองในพม่าปะทุขึ้นในปี 2564 เมื่อกองทัพก่อรัฐประหาร ยุติช่วงเวลาแห่งประชาธิปไตยที่ยาวนานนับทศวรรษ และโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนางอองซาน ซูจี จากพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย NLD (National League for Democracy) โดยพม่าถูกปกครองโดยกองทัพโดยตรงเป็นเวลา 5 ปีหลังจากการรัฐประหาร ก่อนที่คณะรัฐบาลทหารจะจัดการเลือกตั้งที่ถูกจำกัดอย่างมาก ซึ่งส่งผลให้พันธมิตรของกองทัพพม่าในแวดวงการเมืองพลเรือนได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย และสมาชิกรัฐสภาชุดใหม่ได้เลือกพลเอกมินอ่องหล่าย ผู้นำการรัฐประหารมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ โดยหลายฝ่ายมองว่า การจัดการเลือกตั้งในพม่าที่ผ่านมาเป็นเพียงกลอุบายเพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับการปกครองของมินอ่องหล่ายเท่านั้น

ทั้งนี้ สำนักงานสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งอย่างรุนแรงมาตั้งแต่ต้น กล่าวในรายงานว่า “การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ท่ามกลางความไม่มั่นคงและไร้เสถียรภาพโดยทั่วไป เป็นลักษณะเด่นของช่วงเวลาก่อนการเลือกตั้งที่ควบคุมโดยกองทัพ”