Search

ผู้รายงานพิเศษ UN ส่งหนังสือด่วนถึงรัฐบาลไทยแสดงความกังวลใจมลพิษข้ามแดน 4 แม่น้ำภาคเหนือปนเปื้อนสารพิษ-จี้ชัดต้นตอมาจากเหมืองแรร์เอิร์ธในเขตว้า-ขอข้อมูลพร้อมตั้งคำถาม 9 ข้อต่อรัฐบาลไทย

เพจ ETOs Watch Coalition (เครือข่ายติดตามการลงทุนไทยและความรับผิดชอบข้ามพรมแดน) รายงานเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ว่ากลุ่มผู้รายงานพิเศษ (Special Rapporteurs) และคณะทำงาน (Working Groups) ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN) รวม 10 คณะ ได้ร่วมกันส่งหนังสือด่วนถึงรัฐบาลไทย เพื่อแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อกรณีการปนเปื้อนของสารพิษและโลหะหนักข้ามพรมแดนในลุ่มน้ำโขงตอนบน โดยเฉพาะในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง ซึ่งมีต้นตอมาจากกิจกรรมการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธและทองคำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา โดยระบุว่าเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่กำลังส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสิทธิมนุษยชน สุขภาพ และเศรษฐกิจของประชาชนกว่า 1 ล้านคนในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย รวมถึงประชากรอีกหลายสิบล้านคนในพื้นที่ท้ายน้ำ

การออกหนังสือสื่อสารสาธารณะฉบับนี้สืบเนื่องมาจากการที่ภาคประชาสังคมไทย นำโดยคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) และเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ได้ร่วมกันยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) เพื่อขอให้กลไกพิเศษต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องของ UN เข้ามาร่วมตรวจสอบและแสดงความเห็นต่อประเด็นความเดือดร้อนดังกล่าว

หนังสือระบุว่า วิกฤตการณ์มลพิษทางน้ำนี้เริ่มส่งสัญญาณเตือนตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 เมื่อชาวบ้านริมแม่น้ำกกในภาคเหนือของไทยพบความผิดปกติของสีน้ำที่มีความขุ่นข้นอย่างน่าสงสัย จากนั้นหลังเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในเดือนกันยายน 2567 ชุมชนก็ต้องเผชิญกับสภาพดินโคลนถล่มและสภาวะคล้ายหาดโคลนในหลายพื้นที่ ทว่าความขุ่นข้นอย่างรุนแรงนี้ยังคงดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงเดือนมีนาคม 2568 ซึ่งตามปกติแล้วต้องเป็นช่วงฤดูแล้งที่น้ำควรจะใสสะอาด สร้างความกังวลให้แก่คนในพื้นที่เป็นอย่างมาก ต่อมาผลการตรวจสอบโดยกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้เผยให้เห็นระดับสารปนเปื้อนอันตราย ทั้งสารหนู ตะกั่ว ปรอท และแมงกานีส ที่พุ่งสูงเกินมาตรฐานแห่งชาติอย่างน่ากลัว

สหประชาชาติระบุชัดเจนว่า มลพิษข้ามพรมแดนนี้มีต้นตอมาจากเหมืองแร่ในประเทศเมียนมา รวมถึงพื้นที่ภายใต้การควบคุมของกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) ที่ดำเนินการโดยแทบไม่มีการกำกับดูแล การทำเหมืองดังกล่าวได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วมาตั้งแต่ปี 2566 โดยเน้นการขุดเจาะแร่หายากหรือแรร์เอิร์ธ (Rare Earth Elements) เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น รถยนต์ไฟฟ้าและกังหันลม รายงานได้ระบุชื่อ บริษัท China Investment Mining Company ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน และถือหุ้นใหญ่ถึง 90% โดยบริษัทร่วมทุน Shanghai Chijin Xiawu Metal Resources Co. Ltd. (เกิดจากการร่วมทุนของ Xiamen Tungsten Corporation รัฐวิสาหกิจแรร์เอิร์ธรายใหญ่ของจีน และ Chifeng Gold) เป็นผู้ดำเนินกิจการ ซึ่งกระบวนการแยกแร่แรร์เอิร์ธนี้ต้องใช้บ่อชะล้างสารเคมีเข้มข้น ก่อให้เกิดกากของเสียอันตรายสูงถึง 2,000 ตันต่อการผลิตแร่เพียง 1 ตัน

“วิกฤตที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อภาคการเกษตร ประมง และท่องเที่ยวสูงถึง 1,300 ล้านบาทต่อปีตามรายงานของ สคพ.1 อีกทั้งยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิในชีวิต สุขภาพ และการเข้าถึงน้ำสะอาดของกลุ่มเปราะบาง เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ ชุมชนชนบท เด็ก สตรีมีครรภ์ และผู้สูงอายุ ที่ผ่านมาแม้รัฐบาลไทยจะพยายามขับเคลื่อนมาตรการบางส่วน เช่น การตั้งคณะทำงานทางเทคนิคร่วม (Joint Technical Working Group) กับรัฐบาลทหารเมียนมาแต่ก็ไม่มีรายละเอียดหรือแผนงานที่โปร่งใสเผยแพร่ต่อสาธารณะ”

คณะผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติได้เรียกร้องและซักถามข้อเท็จจริงไปยังรัฐบาลไทยอย่างเป็นทางการดังต่อไปนี้ 1. โปรดให้ข้อมูลเพิ่มเติมและ/หรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่อาจมีเกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่ระบุไว้ข้างต้น 2. โปรดให้รายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการที่รัฐบาลของท่านได้ดำเนินการเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนในด้านสุขภาพ น้ำ อาหาร และสิ่งแวดล้อมที่บริสุทธิ์ และเพื่อสนับสนุนชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนของโลหะหนักและสารอันตรายอื่นๆ ในแม่น้ำกก รวก สาย และโขง

3. โปรดให้ข้อมูลว่าได้มีการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม สังคม-วัฒนธรรม และเศรษฐกิจอย่างครอบคลุมหรือไม่ รวมถึงข้อค้นพบสำคัญเกี่ยวกับจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ การตอบสนองในภาวะฉุกเฉิน แผนการฟื้นฟูระยะยาว และมาตรการแทรกแซงด้านสาธารณสุข โดยคำนึงถึงเด็กและกลุ่มชายขอบหรือกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ

4. โปรดให้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและรายละเอียดเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการของอนุกรรมการคุณภาพน้ำผิวดิน และตรวจสอบว่าชุมชนที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ ได้รับการหารืออย่างเหมาะสมแล้วหรือไม่

5. โปรดให้รายละเอียดเกี่ยวกับคณะทำงานทางเทคนิคร่วมที่จัดตั้งขึ้นร่วมกับรัฐบาลทหารเมียนมาเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษในแม่น้ำกก

6. เนื่องจากคดีนี้มีลักษณะข้ามพรมแดน โปรดให้ข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างประเทศ รวมถึงขั้นตอนอื่นๆ ที่ได้ดำเนินการเพื่อเปิดการเจรจาระดับสูงกับรัฐบาลทหารเมียนมาและ/หรือรัฐบาลจีน เพื่อยุติหรือควบคุมกิจกรรมการทำเหมืองที่ต้นทาง รวมถึงการมีส่วนร่วมทางการทูต พหุภาคี หรือทางเทคนิค ตลอดจนการดำเนินการติดตามผลและผลลัพธ์ที่บรรลุจนถึงปัจจุบัน

7. โปรดให้ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการที่ดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาข้างต้นเคารพสิทธิมนุษยชน รวมถึงระบุว่าได้มีการบังคับใช้ข้อกำหนดการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence) สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองหรือการนำเข้าแร่ธาตุหรือไม่

8. โปรดให้ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการที่รัฐบาลของท่านกำลังดำเนินการหรือพิจารณา เพื่อให้มั่นใจว่าชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนของโลหะหนักและสารอันตรายอื่นๆ ในแม่น้ำกก รวก สาย และโขง สามารถเข้าถึงการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับหลักการ UNGPs

9. โปรดแจ้งเกี่ยวกับขั้นตอนที่รัฐบาลของท่านดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่าวิสาหกิจธุรกิจที่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ได้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน เสรี และมีความหมายของประชาชนในกระบวนการตัดสินใจ ตลอดจนเคารพสิทธิมนุษยชนของกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง และการได้รับความยินยอมที่ได้รับการบอกแจ้งล่วงหน้าและเป็นอิสระ (FPIC) ในขณะที่ไปดำเนินกิจการในต่างประเทศ

ทั้งนี้ หนังสือชี้แจงดังกล่าวถูกเปิดเผยต่อสาธารณะหลังผ่านไป 60 วัน และทาง UN ได้ส่งหนังสือในลักษณะเดียวกันนี้ไปยังรัฐบาลจีน รัฐบาลทหารเมียนมา ตลอดจนบริษัท Xiamen Tungsten Corporation และ Chifeng Gold แล้วเช่นกัน

ด้านนายธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร ผู้ประสานงาน ETOs Watch Coalition กล่าวว่า การที่ผู้รายงานพิเศษและคณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN) รวม 10 กลไก ร่วมกันส่งหนังสือสื่อสารอย่างเป็นทางการถึงรัฐบาลไทย ถือเป็นการสำคัญของกรณีมลพิษข้ามพรมแดนในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง เพราะประเด็นดังกล่าวไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่อีกต่อไป แต่ได้รับการยกระดับเป็นประเด็นสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิในสุขภาพ สิทธิในการเข้าถึงน้ำสะอาด สิทธิด้านอาหาร และสิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยของประชาชนจำนวนมาก

ผู้ประสานงาน ETO ระบุว่า หนังสือฉบับนี้มีความสำคัญในการกดดันเชิงการทูตพหุภาคีอย่างมาก เนื่องจากเป็นการที่กลไกพิเศษของสหประชาชาติร่วมกันตั้งคำถามและขอคำชี้แจงอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาลไทย รัฐบาลทหารเมียนมา รัฐบาลจีน ตลอดจนบริษัทเอกชนที่ถูกกล่าวถึงในรายงาน โดยเฉพาะในประเด็นความรับผิดชอบต่อผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมเหมืองแร่ต้นน้ำ

“เอกสารฉบับนี้ เป็นเอกสารที่มีน้ำหนัก มีข้อมูล หลักฐาน และแหล่งอ้างอิงอย่างละเอียด ก่อนที่ผู้เชี่ยวชาญของ UN จะตัดสินใจส่งข้อซักถามอย่างเป็นทางการไปยังรัฐและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง” ผู้ประสานงาน ETO กล่าว

นายธีระชัยกล่าวว่า ประเด็นสำคัญของหนังสือฉบับนี้อยู่ที่การเชื่อมโยงความรับผิดชอบของทุกฝ่ายตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ผู้ดำเนินกิจการเหมืองแร่ ผู้ลงทุน รัฐที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงประเทศที่นำเข้าแร่ธาตุ โดย UN ได้อ้างอิงกรอบกฎหมายและพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รวมถึงหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNGPs) ซึ่งกำหนดให้รัฐและภาคธุรกิจต้องป้องกัน ตรวจสอบ และเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจของตน

———-