เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 สถาบันยุทธศาสตร์และนโยบาย-เมียนมา (Institute for Strategy and Policy-Myanmar ) หรือ ISP-Myanmar ได้ออกรายงานชี้ เหตุการณ์วิกฤติความวุ่นวายในพม่าและอีกหลายปัจจัย ส่งผลให้เด็กในพม่าราว 6.3 ล้านคนเข้าไม่ถึงการศึกษาและหลุดจากระบบ โดย ISP-Myanmar ระบุว่า ท่ามกลางความขัดแย้งหลังการรัฐประหารที่ยังคงดำเนินอยู่ในพม่า สิทธิในการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กวัยเรียนยังคงอยู่ในภาวะวิกฤตอย่างรุนแรง
ข้อมูลใหม่ชี้ให้เห็นถึงตัวเลขของนักเรียนที่หายไปจำนวนมาก โดยในปีการศึกษา 2569–2570 จำนวนนักเรียนที่ลงทะเบียนเรียนในโรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมีเพียง 6.7 ล้านคนเท่านั้น แม้ว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณ 600,000 คน หรือคิดเป็น 10 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม จำนวนตัวเลขนักเรียนในปีการศึกษาใหม่นี้ ก็ยังต่ำกว่าตัวเลขของนักเรียนที่ต้องเข้าถึงการศึกษาอยู่มาก
การประมาณการจากสำมะโนประชากรปี 2562 – 2567 ชี้ให้เห็นว่า ประชากรวัยเรียนที่ควรลงทะเบียนเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมีประมาณ 13 ล้านคน ดังนั้นเด็กและเยาวชนวัยเรียนมากกว่า 6.3 ล้านคนจึงยังคงไม่ได้ไปโรงเรียนด้วยเหตุผลต่างๆ ความเสื่อมถอยนั้นเห็นได้ชัดเจนแม้กระทั่งฐานบนยอดสุด โดยจำนวนผู้สมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยลดลงอย่างมากจากกว่า 900,000 คนในปี 2563 เหลือเพียงประมาณ 250,000 คนในปี 2569 นี้
นอกจากนี้ เริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 โรงเรียนรัฐบาลได้นำการทดสอบวัดระดับความรู้มาใช้กับเด็กที่มีอายุใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม การทดสอบเหล่านี้จำกัดอายุไว้ที่ 15 ปี และใช้เฉพาะในระดับประถมศึกษาและมัธยมต้นเท่านั้น นโยบายนี้ทำให้เด็กนักเรียนมัธยมปลายจำนวนมากที่หวังจะกลับเข้าเรียนต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
สำหรับนักเรียนที่หนีภัยสงครามและผู้พลัดถิ่นในภูมิภาคอื่นๆ การลงทะเบียนเรียนยังต้องเผชิญกับอุปสรรคทางด้านการบริหารจัดการมากมาย เด็กนักเรียนหลายคนไม่มีเอกสารรับรองจากโรงเรียน หรือไม่สามารถขอใบรับรองการโอนย้ายอย่างเป็นทางการจากโรงเรียนเดิมได้เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่า ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจปากท้องก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา โดยเฉพาะราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นและรายได้ครัวเรือนที่น้อยลง ทำให้ครอบครัวชนชั้นแรงงานต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย แม้แต่อุปกรณ์การเรียนขั้นพื้นฐาน เช่น สมุดและดินสอ ในขณะเดียวกัน งบประมาณด้านการศึกษาของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนการรัฐประหาร โดยในปีงบประมาณ 2567-2568 มีการใช้จ่ายด้านการศึกษาคิดเป็น 6.02 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด
สำหรับปีงบประมาณ 2569-2570 มีแผนจะเพิ่มงบประมาณเป็น 6.92 เปอร์เซ็นต์ โดยแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของรัฐบาลพล.อ.อ่องหล่าย มีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์ในปีงบประมาณถัดไปโดยอ้างว่า ตลอดระยะเวลา 5 ปีในการดำรงตำแหน่งของเขา งบประมาณด้านการศึกษาจะเพิ่มขึ้นถึง 20 เปอร์เซ็นต์ โดยในปัจจุบัน งบประมาณยังคงยากที่จะถึงระดับ 8.07 เปอร์เซ็นต์ ที่เคยจัดสรรไว้ในปีงบประมาณ 2563-2564
ด้านกลุ่มต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งกำลังพยายามจัดหาทางเลือกทางการศึกษาในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของตน อย่างไรก็ตาม สภาพความขัดแย้งที่ไม่มั่นคงและการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานอย่างรุนแรงได้สร้างข้อจำกัดและขัดขวางไม่ให้ความพยายามแบบกระจายอำนาจเหล่านี้ดำเนินการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน การเข้าถึงโครงการการศึกษาชั่วคราวที่ดำเนินการโดยรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ยังคงมีจำกัด
ทั้งนี้ NUG รายงานว่ามีนักเรียน 727,860 คนเข้าร่วมโครงการของตนในปีการศึกษา 2566–2567 แม้ว่าตัวเลขการลงทะเบียนสำหรับปีการศึกษา 2569 ปัจจุบันยังไม่พร้อมใช้งานก็ตาม ขณะที่ตามรายงานของสภาการศึกษาดินแดนตะอาง (Ta’ang Land Education Council -TLEC) ภายใต้กองกำลังปะหล่อง TNLA ระบุว่า จำนวนนักเรียนลงทะเบียนเกือบ 70,000 คนในปีการศึกษา 2567 –2568 แต่หลังจากที่กองทัพพม่ายึดคืนเมืองต่างๆและเพิ่มการโจมตีทางอากาศ โรงเรียนประมาณ 200 แห่งถูกบังคับให้ปิดในปีการศึกษา 2569 – 2570 และจำนวนนักเรียนลดลงเหลือประมาณ 50,000 คน
ISP-Myanmar ระบุว่า การศึกษาของพม่าจะกลับไปสู่สภาพก่อนการรัฐประหารยังคงเป็นเรื่องยาก “ปัจจุบันมีเด็กวัยเรียนมากกว่า 6.3 ล้านคนต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเพราะพวกเขาออกจากโรงเรียนเพื่อช่วยเหลือครอบครัว ไม่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนได้ พลัดถิ่นจากสงครามและความขัดแย้ง หรืออพยพไปต่างประเทศเพื่อหางานทำ”
ขณะที่ในการประชุมของรัฐบาลกลางเมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา พลเอกมินอ่องหล่ายกล่าวว่า ระบบการศึกษาที่มีคุณภาพจำเป็นต้องมีทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพที่เป็นระบบ เช่นเดียวกับการสอนที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพ
ขณะที่ ISP-Myanmar มองว่า เป็นเพียงการพูดเพียงอย่างเดียว แต่รัฐบาลนำโดยมินอ่องหล่ายยังไม่มีแผนการที่เป็นรูปธรรม รวมทั้งยังไม่มีแผนหรือกลยุทธ์ที่ชัดเจนสำหรับการปฏิรูปภาคการศึกษาของพม่า ในขณะนี้ แทนที่จะมุ่งมั่นไปสู่การศึกษาที่มีคุณภาพสูง ระบบการศึกษาของพม่ากำลังเผชิญกับวิกฤตที่สำคัญกว่า นั่นคือ การรับประกันการเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ได้เสียก่อน
