เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ กทม. ผศ.ดร.ว่าน วิริยา ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และอาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวภายในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)”ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)ถึงผลงานวิจัย “การเฝ้าระวังโลหะหนักลุ่มน้ำภาคเหนือตอนบนสู่การยกระดับนักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง” ว่างานวิจัยครั้งนี้เน้นแม่น้ำ 4 สายคือแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวกและแม่น้ำโขง โดยล่าสุดยังมีสาละวินเพิ่มเข้ามา ซึ่งได้มีการลงพื้นที่แนะนำให้ประชาชนเก็บตัวอย่างถูกวิธีและการสอนให้ใช้ชุดตรวจภาคสนามซึ่งเป็นการตรวจในเบื้องต้น
ผศ.ดร.ว่านกล่าวว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังได้ทำแพลตฟอร์ม “วอเตอร์รูม(WaterRoom)”ซึ่งสามารถส่งต่อข้อมูลให้กันและกันได้ ทำให้ชาวบ้านสามารถเข้ามาดูข้อมูลและติดตามเรื่องมลพิษได้ตลอดเวลา นอกจากกรวดน้ำแล้ว ยังมีการตรวจตะกอนดิน ตรวจสัตว์น้ำ และตรวจพืช
“ตอนนี้เรารู้ว่าสารหนูได้ปนเปื้อนไปในห่วงโซ่อาหารเรียบร้อยแล้ว แม่น้ำกกสายและแม่น้ำรวก แม้เป็นแม่น้ำที่สั้นแต่ตะกอนมีความเข้มข้นของโลหะหนักสูง เรามีกระบวนการติดตามโดยวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง มีการลงพื้นที่จริง เราพยายามสร้างระบบการเฝ้าระวังทั้งภาครัฐและชุมชน”ผศ.ดร.ว่าน กล่าว
นักวิจัยจาก มช.กล่าวด้วยว่า เรามีเยาวชนริมแม่น้ำโขงและแม่น้ำกกที่ฝึกเก็บตัวอย่างน้ำและใช้ชุดตรวจภาคสนาม เพื่อให้เขารู้จักกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แบบง่าย ๆ ว่าทำอย่างไร
“โครงการนี้เราต้องการความยั่งยืน เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ส่งผลไปในด้านสังคม เศรษฐกิจและด้านต่างๆ ด้วย เราคาดหวังว่าชุมชนสามารถอยู่รอดปลอดภัยจากสารโลหะหนักปนเปื้อน แม้ในช่วงสั้นเราไม่สามารถหยุดยั้งแหล่งกำเนิดมลพิษได้ แต่เราต้องแนะนำให้ชาวบ้านรู้จักวิธีป้องกันตัวเอง”ผศ.ดร.ว่าน กล่าว
ผศ.ดร.ว่านให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงงานวิจัยเกี่ยวกับการปนเปื้อนสารโลหะหนักของแม่น้ำข้ามแดนที่เริ่มมีมากขึ้นว่า ปัจจุบันสถาบันและองค์กรต่างๆยั งต่างคนต่างวิจัย แต่ไม่มีแพลตฟอร์มกลางที่เอางานทุกชิ้นมาสังเคราะห์และรวมไว้ เช่นเดียวกับผลการตรวจต่าง ๆ ในทุกพารามิเตอร์ยังกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงาน และชาวบ้านไม่สามารถเข้าถึงข้อมูล โดยชาวบ้านจะรู้เมื่อมีนักวิชาการนำไปถ่ายทอดหรือนักข่าวนำไปเขียนข่าว แต่ไม่สามารถรับรู้ด้วยตัวเอง ดังนั้นหากมีแพลตฟอร์มกลางก็เป็นเรื่องที่ดี
นักวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์ มช.กล่าวว่า การเฝ้าระวังและตรวจสารโลหะหนักทุกวันนี้ยังไม่ตรวจสอบพวกสารที่เป็นต้นเหตุในการถลุงแร่ เช่น แอมโมเนียมซัลเฟส ไซยาไนด์ ซึ่งในความจริงควรมีพารามิเตอร์(ตัวแปร)มากกว่านี้ และส่วนใหญ่เป็นการติดตามสารโลหะหนักที่เป็นภาพรวม แต่ไม่ใช่เป็นตัวบ่งชี้ชัดเจน เช่น สารหนู ก็ไม่ได้แยกว่าเป็นอินทรีย์หรืออนินทรีย์ ซึ่งหน่วยงานรัฐมีข้อจำกัดในการทำงาน หรือแม้แต่โลหะไอโซโทปต่างๆที่บ่งชี้มาจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อนำตัวเลขเหล่านี้มาเป็นเครื่องมือในการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านในอนาคต
“แม่น้ำทั้ง 5 สาย ต่างมีช่วงเวลาที่ไม่เหมือนกัน สีของแม่น้ำสาละวินกับแม่น้ำอื่นๆในช่วงเวลาเดียวกันก็ไม่เหมือนกัน เราอยากรู้ในช่วงเวลาเดียวกัน มีอะไรที่แตกต่างกันบ้าง ตอนนี้เราพยายามเก็บข้อมูลราย 2 ชั่วโมงในแม่น้ำกก เพราะความเหวี่ยงของข้อมูลมีมาก เช่น ความเข้มข้น เราไม่รู้ว่าการไปเก็บตัวอย่างในช่วงเวลานั้นๆ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดแล้วหรือยัง”ผศ.ดร.ว่าน กล่าว
นักวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์ มช.กล่าวว่า เราใช้น้ำจากแม่น้ำปนเปื้อนกันทุกวัน การใช้น้ำด้านการเกษตรก็มีปัญหา เราจะรู้ได้อย่างไรว่าน้ำเพื่อการเกษตรใช้ได้ช่วงไหน ใช้ไม่ได้ช่วงไหน เราจะผันน้ำอย่างไร ทำอย่างไรไม่ให้สารปนเปื้อนไปในน้ำเข้าสู่นาข้าวหรือแปลงพืชผลการเกษตร สิ่งเหล่านี้ควรมีการวิจัยให้ละเอียด
“ผมเห็นว่ามหาวิทยาลัยที่รับผิดชอบงานวิจัยต่าง ๆ ควรมาร่วมหารือกัน ควรบูรณาการร่วมกัน ควรตรวจสอบแต่ละด้านร่วมกันอย่างไรบ้าง ถ้ามีหน่วยงานกลางประสานให้มหาวิทยาลัยมาคุยกันได้ก็เป็นเรื่องที่ดี หรือหน่วยงานภาครัฐที่สนับสนุนการวิจัยเข้ามาคุยด้วยว่าทำอะไรกันบ้าง เพื่อที่จะได้วิจัยไม่ซ้ำซ้อนกัน ไม่เช่นนั้นหน่วยงานนั้น หน่วยงานนี้ ต่างเข้าไปหาชาวบ้านซ้ำแล้วซ้ำอีก ถามซ้ำๆในเรื่องเดียวกัน ชาวบ้านก็รู้สึกไม่ดี เพราะให้ข้อมูลไปแล้วหลายครั้ง แต่งานวิจัยนั้นกลับไม่คืนสู่ชาวบ้าน”ผศ.ดร.ว่าน กล่าว
ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ตอนทำงานวิจัยเรื่องนี้ในครั้งแรกๆ คิดว่าการปนเปื้อนในแม่น้ำคงไม่เท่าไร เพราะตอนนั้นทดสอบแค่เพียงบางจุด แต่พอทำมา 1 ปี พบว่าหลายพื้นที่ ค่าสารโลหะหนักไม่ลดลงเลย เช่น แม่น้ำสายที่น้ำมีค่าสารโลหะหนักสูงมาโดยตลอด เช่นเดียวกับค่าตะกอนบริเวณปากแม่น้ำรวกที่ไหลลงแม่น้ำโขงที่มีค่าสูงมาก ขณะที่แม่น้ำสาละวินก็มีค่าสารโลหะหนักสูงกว่ามาตรฐานถึง 5 เท่ามา 1 ปี แสดงว่ากิจกรรมที่เป็นต้นเหตุของสารพิษไม่ลดลงเลย
“ผมคิดว่ามาถึงวันนี้ ควรมีมาตรการที่เด็ดขาดร่วมกันมากกว่านี้ เพราะขณะนี้ระบบนิเวศเริ่มเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เท่าที่ผมได้ลงพื้นที่และฟังจากชาวบ้าน พบว่าขณะนี้จำนวนปลาลดน้อยลงมาก พันธุ์ปลาบางชนิดเริ่มหายไป เช่นเดียวกับสาหร่ายแม่น้ำโขงหรือไก ในปีนี้ชาวบ้านเก็บได้แค่ 2 วัน จากที่เคยเก็บได้นานหลายสัปดาห์ สาเหตุสำคัญเพราะน้ำขุ่น ไกมักเจริญเติบโตในน้ำใส ผมไม่แน่ใจว่าโลหะหนักเข้าไปทำลายเซลล์ด้วยหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงว่าไกแม่น้ำโขงจะหายไป” ผศ.ดร.ว่าน กล่าว
———–
