
เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 สำนักข่าว The Reporters ร่วมกับ สำนักข่าวชายขอบ และเสมสิกขาลัย จัดเวทีเสวนาออนไลน์เรื่อง “อนาคตของการศึกษาในค่ายผู้ลี้ภัยชายแดนไทย-พม่าจะไปทางไหน?”โดยวิทยากรประกอบด้วยนายยุทธพล จรูญเรือง ปลัดกลุ่มงานความมั่นคง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรีซึ่งเป็นผู้แทนกรมการปกครอง ศิววงศ์ สุขทวี ผู้ประสานงานประเทศไทย International Detention Coalition (IDC) ผศ.จิราพร เหล่าเจริญวงศ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯซึ่งทำวิจัยเรื่องค่ายผู้ลี้ภัยชายแดนไทย-พม่า
นายยุทธพล จรูญเรือง ผู้แทนกรมการปกครอง กล่าวว่าการอนุญาตให้มีการเรียนการสอนภาษาไทยภายในพื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยจากการสู้รบทั้ง 9 แห่ง ถือเป็นพัฒนาการสำคัญของนโยบายภาครัฐ หลังจากที่ผ่านมาไทยไม่อนุญาตให้มีการเรียนการสอนภาษาไทยภายในพื้นที่พักพิงฯ ในช่วงกลางปี 2568 สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้อนุมัติให้สามารถจัดการเรียนการสอนภาษาไทยโดยมองว่าเป็นโอกาสสำคัญสำหรับเด็กและเยาวชนผู้หนีภัย เนื่องจากภาษาไทยจะเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การทำงาน และการใช้ชีวิตในสังคมไทยในอนาคต
ปลัดอำเภอสวนผึ้งกล่าวว่า แม้จะมีการอนุมัติในเชิงนโยบายแล้ว แต่การดำเนินงานในทางปฏิบัติยังเผชิญข้อจำกัดด้านบุคลากรและงบประมาณ โดยองค์กรพัฒนาเอกชนที่สนับสนุนการศึกษาในค่ายฯได้รับผลกระทบจากการถูกตัดลดงบประมาณ ทำให้ยังไม่สามารถจัดหาครูภาษาไทยเข้าไปสอนได้อย่างเพียงพอ
“ในอดีตการห้ามเรียนภาษาไทยนั้นมีเหตุผลสำคัญด้านความมั่นคง แต่บริบทในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งจากการเปิดโอกาสให้ผู้หนีภัยบางส่วนสามารถออกไปทำงานได้ รวมถึงการเข้าถึงสื่อออนไลน์ที่ทำให้ผู้หนีภัยสามารถเรียนรู้ภาษาไทยได้ด้วยตนเองอยู่แล้ว การจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบจึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่า และจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสื่อสาร การทำงาน และการปรับตัวในสังคมไทย และอยากให้เขาสำนึกในความเป็นไทย และไม่ทำให้สังคมไทยเดือดร้อน”นายยุทธพล กล่าว
ผู้แทนกรมการปกครอง กล่าวอีกว่า ในการบริหารจัดการภายในค่ายผู้หนีภัย ครู ผู้ช่วยพยาบาล และบุคลากรหลายส่วนล้วนเป็นผู้หนีภัยที่ได้รับการฝึกอบรมและอาศัยจิตอาสาในการทำงาน แต่ด้วยค่าตอบแทนที่ต่ำ ทำให้บุคลากรจำนวนมากต้องการออกไปทำงานภายนอกค่ายเพื่อหารายได้ที่มั่นคงกว่า หากบุคลากรที่มีทักษะเหล่านี้ออกไปทำงานข้างนอกทั้งหมด การดำเนินงานภายในค่ายก็จะได้รับผลกระทบ เพราะคนกลุ่มนี้เป็นกำลังสำคัญในการดูแลการศึกษาและสาธารณสุขภายในพื้นที่พักพิง
“การคุ้มครองผู้หนีภัยที่ได้รับอนุญาตให้ออกไปทำงานภายนอกค่าย ภาครัฐยังคงติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องสภาพการจ้างงานและการปรับตัวในการใช้ชีวิต เพื่อป้องกันการถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง รวมถึงส่งเสริมให้สามารถอยู่ร่วมกับสังคมไทย”ปลัดอำเภอสวนผึ้ง กล่าว
ขณะที่นายศิววงศ์ สุขทวี ผู้ประสานงานประเทศไทย IDC กล่าวว่า การอนุญาตให้มีการเรียนการสอนภาษาไทยในพื้นที่พักพิงชั่วคราวฯสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงนโยบายที่สำคัญของไทย หลังจากที่ผ่านมาแนวทางหลักของรัฐต่อผู้หนีภัยฯ คือการเดินทางไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่ 3 หรือการเดินทางกลับประเทศต้นทาง ขณะที่ทางเลือกในการอยู่ในประเทศไทยแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“ที่ผ่านมานโยบายของเราไม่ได้ตั้งใจที่จะอินทิเกรตหรือหลอมรวมคนกลุ่มนี้เข้าสู่สังคมไทย เรามีแค่ 2 ทางเลือกให้คนกลุ่มนี้ ไม่เดินทางไปประเทศที่ 3 ก็ต้องเดินทางกลับประเทศต้นทาง ออปชั่นของการอยู่ในประเทศไทยไม่เคยเกิดขึ้น จนกระทั่งเมื่อปีที่ผ่านมา”นายศิววงศ์ กล่าว
นายศิววงศ์ กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่สังคมไทยจะพร้อมเปิดรับคนกลุ่มนี้อย่างเป็นทางการ เนื่องจากระยะเวลาที่ผ่านมายาวนานกว่า 40 ปีนั้น ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับการพิสูจน์และหาแนวทางในการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน โดยหลายพื้นที่ศูนย์พักพิงฯ มีการเตรียมความพร้อมด้านการศึกษาอยู่แล้ว โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่การจัดการเรียนการสอนภาษาไทย ขณะที่บางพื้นที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว โดยเฉพาะศูนย์พักพิงฯบ้านถ้ำหิน ซึ่งมีการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยและมีความก้าวหน้ามากกว่าหลายพื้นที่ ขณะที่บางแห่งยังอยู่ระหว่างการสรรหาครูและบุคลากรที่มีความพร้อมซึ่งเป็นความท้าทาย เนื่องจากผู้สอนจำเป็นต้องสามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาไทยและภาษาของกลุ่มผู้หนีภัยจากการสู้รบ จึงทำให้การหาบุคลากรมีความยากมากขึ้น
ผู้ประสานงาน IDC ระบุว่า ความพยายามในการสอนภาษาไทยมีอยู่ก่อนแล้ว แต่การตัดลดงบประมาณความช่วยเหลือในช่วงที่ผ่านมาได้กลายเป็นปัจจัยเร่งให้กระบวนการเตรียมความพร้อมด้านภาษาเกิดขึ้นเร็วขึ้น เนื่องจากทางเลือกของผู้หนีภัยฯ มีจำกัดมากขึ้น การเรียนภาษาไทยเป็นจึงประเด็นทางเลือกสำคัญ เพราะภาษาเป็นประตูสู่การเรียนรู้และทำความเข้าใจสังคมไทย หากผู้หนีภัยไม่สามารถสื่อสารหรืออ่านภาษาไทยได้ ก็จะไม่สามารถเข้าถึงความเข้าใจเกี่ยวกับสังคมชีวิตของคนไทยได้อย่างเต็มที่
“ภาษาไทยนั้นเป็นประตูบานแรกในการก้าวเข้าสู่สังคมไทย แต่ระบบการศึกษาภายในพื้นที่พักพิงชั่วคราวได้พัฒนาขึ้นภายใต้ข้อจำกัดด้านนโยบายที่ไม่เอื้อต่อการอยู่ในประเทศไทย เด็กและเยาวชนจำนวนหนึ่งจึงเลือกศึกษาในหลักสูตรที่เชื่อมโยงกับมาตรฐานสากล รวมถึงการสอบ GED ทำให้สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาของต่างประเทศได้ แม้ว่าจะไม่สามารถเชื่อมต่อกับระบบการศึกษาของไทยได้โดยตรง เด็กบางคนที่รับการศึกษาในแค้มป์ จึงหลุดออกไปจากระบบการศึกษาของไทย แต่ไปเข้าระบบการศึกษาของต่างประเทศได้โดยอัตโนมัติ”นายศิววงศ์ กล่าว
นายศิววงศ์ กล่าวอีกว่า แม้ปัจจุบันคณะรัฐมนตรีจะมีมติอนุญาตให้ผู้หนีภัยในศูนย์พักพิงฯออกมาทำงานภายนอกได้ แต่ในส่วนของการศึกษา โดยเฉพาะการเข้าถึงสถานศึกษาภายนอกศูนย์พักพิงฯ ยังไม่ได้รับการกล่าวถึงอย่างชัดเจนในระดับนโยบายและยังมีข้อจำกัดทางกฎหมายและระเบียบที่ส่งผลต่อ
“ในแง่ข้อกฎหมายก็ยังคงเป็นปัญหาที่จำกัด ความสามารถของหน่วยงานในพื้นที่ในการจัดการเรียนการสอน แต่ในแง่ความอยากเรียน อยากรู้ และอยากพัฒนาตัวเองของผู้หนีภัยนั้น ไม่ถูกจำกัดการนำครูสอนภาษาไทยเข้าไปในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ถือเป็นการเตรียมความพร้อมที่สำคัญสำหรับผู้หนีภัยจากการสู้รบในช่วงเปลี่ยนผ่านของนโยบาย และควรมีการเร่งปรับปรุงกฎระเบียบต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น”นายศิววงศ์ กล่าว
ด้าน ผศ.จิราพร เหล่าเจริญวงศ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่าการส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาไทยในศูนย์พักพิงฯทั้ง 9 แห่ง เป็นเรื่องที่มีประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะในมิติของ “สิทธิในการทำงาน” เนื่องจากหากผู้หนีภัยสามารถพูด สื่อสาร และเข้าใจภาษาไทยได้ดี ย่อมเป็นประโยชน์ต่อทั้งตัวผู้หนีภัยเองในการประกอบอาชีพ และเป็นประโยชน์ต่อนายจ้างไทยด้วย
ผศ.จิราพรกล่าวว่า ระบบการศึกษาในศูนย์พักพิงฯเดิมมีการจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงเกรด 10 ซึ่งเทียบได้กับระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของไทย จากนั้นยังมีการศึกษาระดับ Post-Ten อีกประมาณ 2 ปี เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนศึกษาต่อ โดยแต่ละค่ายมีรูปแบบการจัดการศึกษาที่แตกต่างกัน ขณะที่นักเรียนที่มีผลการเรียนดีจะมีโอกาสศึกษาต่อในพื้นที่เฉพาะ เช่น ศูนย์พักพิงฯอุ้มเปี้ยม ศูนย์พักพิงฯแม่หละ สำหรับหลักสูตรการศึกษาภายในค่ายที่ผ่านมา จะเน้นวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์ การงานพื้นฐานอาชีพ รวมถึงการเรียนภาษา ทั้งภาษาพม่า ภาษากะเหรี่ยง และภาษาอังกฤษ ดังนั้นการเพิ่มภาษาไทยเข้าไปจึงถือเป็นอีกหนึ่งภาษาสำคัญที่สามารถสร้างโอกาสใหม่ให้กับเด็กและเยาวชนในค่ายผู้หนีภัย
“ปัญหาสำคัญที่กำลังส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษาในค่ายผู้หนีภัย คือการถูกตัดลดงบประมาณ โดยเฉพาะงบประมาณด้านบุคลากรครู ปัจจุบันครูในค่ายได้รับค่าตอบแทนประมาณ 1,500 บาทต่อเดือนเท่านั้น ขณะที่การสอนภาษาไทยจำเป็นต้องอาศัยครูที่มีทักษะทั้งภาษาชาติพันธุ์และภาษาไทย เพื่อให้สามารถถ่ายทอดความรู้แก่เด็กที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากจะจ้างครูไทยเข้าไปสอน ค่าแรงขั้นต่ำก็อยู่ที่ประมาณ 8,500 บาท จึงเป็นโจทย์สำคัญว่าจะนำงบประมาณจากที่ใดมาสนับสนุนการเรียนการสอนภาษาไทยในค่ายผู้หนีภัย”ผศ.จิราพร กล่าว
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์กล่าวว่า นอกจากปัญหาด้านงบประมาณแล้ว ข้อจำกัดเรื่องการยอมรับวุฒิการศึกษา โดยหลักสูตรในค่ายผู้หนีภัยไม่ได้รับการรับรองจากทั้งประเทศไทยและเมียนมา ส่งผลให้เด็กที่เรียนจบไม่สามารถนำวุฒิไปใช้สอบแข่งขันหรือศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยทั่วไปได้โดยตรง
“เด็กหลายคนตั้งคำถามว่าเรียนไปเพื่ออะไร ในเมื่อเรียนแล้วไม่สามารถนำวุฒิไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แม้ปัจจุบันจะมีช่องทางสำหรับบางครอบครัวที่มีกำลังทรัพย์ในการสอบเทียบวุฒิ GED (General Educational Development) เพื่อนำไปใช้ศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยบางแห่งของไทยได้ แต่เด็กจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงโอกาสดังกล่าวได้ ขณะที่การย้ายเข้าสู่ระบบโรงเรียนไทยก็ยังติดข้อจำกัด เนื่องจากหลักสูตรในค่ายไม่ได้รับการยอมรับในระบบการศึกษากระแสหลักของไทย”ผศ.จิราพร กล่าว
ผศ.จิราพร กล่าวอีกว่า ในระยะยาวควรมีการพัฒนาหลักสูตรภายในค่ายให้สามารถเทียบโอนหรือเชื่อมโยงกับระบบการศึกษาของไทยได้ รวมถึงเปิดโอกาสให้เด็กที่มีความรู้ภาษาไทยเพียงพอสามารถสอบเทียบวุฒิกับระบบการศึกษานอกโรงเรียน เพื่อขยายโอกาสในการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาและสายอาชีพ
“การแก้ปัญหาไม่ควรมองเฉพาะเรื่องการศึกษา แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของครูและเด็กในค่ายผู้หนีภัยควบคู่กันไป เพราะเนื่องจากหากครูมีรายได้ไม่เพียงพอและต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ ก็ย่อมส่งผลต่อคุณภาพการเรียนการสอน ขณะที่เด็กจำนวนหนึ่งยังเผชิญปัญหาความไม่ต่อเนื่องทางการศึกษา เมื่อครอบครัวย้ายออกไปทำงานนอกค่ายแล้วต้องกลับเข้ามาอีกครั้ง”นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ กล่าว
ผศ.จิราพร กล่าวว่า หน่วยงานภาครัฐและสังคมไทย ต้องมองผู้หนีภัยจากการสู้รบในฐานะมนุษย์ และ ทรัพยากรมนุษย์อย่างแท้จริง และควรรู้ว่าต้องพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ไปในทิศทางใด มากกว่าการเป็นเพียงแรงงานไร้ทักษะ อยากให้มองถึงการพัฒนาศักยภาพเพื่อรองรับความต้องการแรงงานในอนาคตของประเทศ เช่น ภาคบริการหรือผู้ช่วยพยาบาลสำหรับสังคมสูงวัย ขณะเดียวกันโรงเรียนในค่ายผู้หนีภัยฯหลายแห่งยังคงต้องพึ่งพาแหล่งทุนทางเลือกจากองค์กรศาสนา เครือข่ายโบสถ์ และผู้หนีภัยที่ย้ายถิ่นฐานไปประเทศที่สาม ท่ามกลางความท้าทายเรื่องความยั่งยืนของงบประมาณการศึกษาในระยะยาว
————-
หมายเหตุ-สำนักข่าว The Reporters ,สำนักข่าวชายขอบ เสมสิขาลัย และเพจเทใจ ร่วมกันระดมความช่วยเหลือเด็กนักเรียนและครูในค่ายผู้ลี้ภัยบ้านถ้ำหิน หากท่านใดสนใจต้องการบริจาคอุปกรณ์การเรียนการสอน สามารถผ่านได้ทาง “เสมสิขาลัย” ที่อยู่: 666 ถนนเจริญนคร ระหว่างซอย 20-22, บางลำพูล่าง, คลองสาน, กรุงเทพฯ 10600 โทร: 095-4948540 ส่วนท่านใดที่ต้องการบริจาคเป็นตัวเงิน สามารถเข้าไปได้ที่เพจเทใจ https://taejai.com/th/project/chd_Ban_Tham_Hin_Border…